การบูชาและพิธีเรียกเหล็กไหลหลวงปู่หวล วัดพุทไธศวรรย์

หลวงปู่หวล วัดพุทไธศวรรย์

พระพุทธเหล็กไหล หรือ เหล็กไหล เจ้าแม่ทองธรรมชาติ  หรือ เหล็กไหลตัดสด ของดีที่หลวงปู่หวล เจ้าอาวาสวัดพุทไธสวรรค์ จังหวัดอยุธยา  ได้อัญเชิญมาจากถ้ำต่างๆ ในประเทศไทย  มาให้ลูกศิษย์ลูกหาได้นำไปบูชาเพื่อเป็นสิริมงคล (โดยเงินที่ได้จากค่าบูชา ก็จะนำไปบูรณะวัด) คุ้มครองป้องกัน ซึ่งก็ต่างมีประสบการณ์กันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทางด้านแคล้วคลาด คงกระพันหรือแม้แต่เมตตามหานิยมซึ่งสังเกตว่าในปัจจุบัน เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นกว่าแต่ก่อนอาจเป็นเพราะส่วนนึงเมื่อประมาณ 8 – 9 ปี ก่อน มีองค์จตุคามรามเทพรุ่นนึงที่นำ เหล็กไหล ของหลวงพ่อหวล มาฝังไว้ที่ด้านหลัง ซึ่งก็ทำให้มีผู้คนรู้จักมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านั้น เหล็กไหลของหลวงปู่ก็เป็นที่นิยมของกลุ่มคนที่ศรัทธาในเรื่องธาตุกายสิทธิ์อยู่แล้ว บ้างก็นำเหล็กไหล ขนาดเม็ดถั่วเขียวมาฝังใต้ท้องแขน (ฝังเอง หลวงพ่อท่านไม่ได้ฝังให้) หรือ บ้างก็นำติดตัว ซึ่งก็มีทั้งแวดวง ราชการ และ บันเทิง อาทิเช่น คุณไพโรจน์ ใจสิงห์ก็มีติดตัว ( ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก/ข่าวสด) ซึ่งเมื่อมีของแท้ และเป็นที่นิยม ก็ย่อมมีของเลียนแบบ เมื่อประมาณปีที่แล้ว

วิธีดูเบื้องต้นว่าดูอย่างไร

1. พระเหล็กไหล ต้องมันวาว ไม่มีตะเข็บ เพราะหล่อจากหุ่นเทียนแต่ละองค์มีลักษณะคล้าย แต่ไม่เหมือนกันทีเดียว

2. แม่เหล็กต้องดูดติด แต่ต้องใช้แม่เหล็กที่กำลังดูดมากกว่าปรกติดูด ถึง 2- 3 เท่า ซึ่งเหล็กไหลสีเงินยวง หรือ สีทองคำที่มีอยู่ดูด เพราะเค้าจะมีกำลังดูดมากกว่า 3 เท่าโดยประมาณ

หมายเหตุ เหล็กไหลมีทั้งประเภทแม่เหล็กดูดติด และ ดูดไม่ติด (เนื่องจากมีพวกเนื่อว่านหรือแร่ ที่ไมเป็น่โลหะอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเหล็กไหลยังแบ่งเหล็กไหลน้ำหนึ่ง น้ำสอง น้ำสาม) แต่สำหรับเหล็กไหลของหลวงพ่อหวล นั้น แม่เหล็กดูดติดเป็นเหล็กไหลตัดสด

ธาตุกายสิทธิ์

เครื่องรางของขลังไทยสร้างความอัศจรรย์แก่สายตาชาวโลก 

เมื่อครั้งสงครามมหาเอเชียบูรพา กองทัพทหารไทยได้สร้างความอัศจรรย์ให้ปรากฏแก่สายตาของชาวโลกในเรื่องแคล้วคลาดหนังเหนียวและคงกระพันชาตรี จนกระทั่งทหารไทยได้รับขนานนามในสงครามครั้งนั้นว่า “กองพันทหารผีหรือกองพันที่ฆ่าไม่ตาย” ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของทหารไทยที่ไม่เกรงกลัวศาตราวุธใดๆ

บรรดาทหารต่างชาติต่างฉงนกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ทำไมทหารไทยจึงได้มีใจที่เด็ดเดี่ยวและมีความกล้าหาญได้ถึงเพียงนี้ นอกจากทหารไทยจะไม่เกรงกลัวกระสุนปืนแล้ว ทหารไทยยังแคล้วคลาดจากภยันตรายได้ราวปาฏิหาริย์ ทหารไทยนั้นมีอะไรดี? เป็นคำถามที่ชาวโลกต้องรู้ และจากสมรภูมิรบนี้เองทำให้สรรพวิชาและเครื่องรางของขลังของไทยเราได้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของชาวโลกให้ได้รับรู้ถึงความอัศจรรย์ดังกล่าว

ในบรรดาเครื่องรางของขลังที่ทหารไทยได้นำติดตัวเข้าไปในสมรภูมิรบนั้น แร่เหล็กไหลเป็นของขลังชนิดเดียวที่มีความโดดเด่นและเป็นที่กล่าวขวัญถึงพลังอำนาจอันเร้นลับมากที่สุดในบรรดาเครื่องรางของขลัง ชื่อเสียงของเหล็กไหลนั้นได้โด่งดังไปทั่วโลกภายในเวลาอันรวดเร็ว เป็นผลให้ชาวต่างชาติ ต่างพยายามแสวงหาแร่ธาตุกายสิทธิ์ชนิดนี้เพื่อไว้ใช้ปกป้องคุ้มครองชีวิตของตนเอง

เครื่องรางขลังของไทยนั้นสามารถป้องกันภูตผีปีศาจ กันเขี้ยวงาสัตว์มีผิษต่างๆได้ กันลมพัดลมเพ กันแม้กระทั่งศาตราวุธต่างๆ ไม่ว่าอดีตหรือปัจจุบันคนไทยมีความเกี่ยวข้องกับเครื่องรางของขลัง

อานุภาพของธาตุกายสิทธิ์ (พญาเหล็ก/เหล็กไหล)

“เหล็กไหล” เป็นโลหะธาตุแปลกประหลาดที่มีชีวิตเป็นวิบากของกฎแห่งกรรม บันดาลให้วิญญาณอยู่ในสังสารวัฏ มาปฏิสนธิในสภาวะที่เป็นโลหะธาตุเหล็กไหล เคลื่อนไหวได้ เสพบริโภคผึ้งได้ ขับถ่ายได้ (เรียกว่าขี้เหล็กไหล) และสถานที่อยู่อาศัยนั้นชอบสถานที่สงบตามถ้ำ ดังนั้นจึงถือได้ว่าเหล็กไหลเป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกเทพ เป็นเทพที่มาใช้วิบากกรรมในโลก เหล็กไหลจึงมีทั้งเทพที่เป็นยักษ์ ที่เป็นคนธรรพ์คอยอารักขาอยู่ตลอดเวลา เหล็กไหลที่พบกันจึงมีหลากหลายชนิดที่ได้เห็นกัน เหล็กไหลเป็นธาตุที่ทรงอำนาจในการป้องกันตัว และ สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวให้พ้นจากภัยอันตรายอันเกิดจาก “อาวุธปืน” หรือ “ของมีคม” และ “ศาสตราวุธ” ทุกชนิด “เหล็กไหล” เป็นสสารที่มีชีวิตเป็นอมตะ และหาได้ยากยิ่ง ต้องมีพิธีกรรมมากมายกว่าจะได้มา ฉะนั้นเหล็กไหลจึงเป็นวัตถุอาถรรพ์ที่มีราคาแพง เพราะเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย และ เป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่า เหล็กไหลมีอานุภาพยอดเยี่ยม สามารถคุ้มครองชีวิตผู้ที่มีเหล็กไหลไว้ในความครอบครองหรือพกพาติดตัว และจะได้รับความคุ้มครองให้ปลอดภัยจาก “อุบัติภัยร้ายแรง” ต่างๆ รวมไปถึง “อาวุธร้ายแรง” นานาชนิด ได้อย่างอัศจรรย์นั่นเอง

ผู้ที่จะทำพิธีตัดเหล็กไหลได้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรมชั้นสูง และต้องประพฤติปฏิบัติรักษาศีลได้อย่างมั่นคง ไม่มีจิตคิดละโมบ กล่าวคือ จะต้องขออนุญาตจาก “เทพยดา” ผู้ดูแลรักษาเสียก่อน เมื่อได้รับอนุญาตจึงค่อยทำพิธีตัดเอาได้ มิฉะนั้น หากเราขืนตัดเหล็กไหลด้วยกำลัง หมายแย่งชิงเอาโดยพละการ ถือดีในพระเวทย์ก็อาจมีเภทภัยถึงแก่ชีวิต หรือ เกิดความขัดแย้งในหมู่คณะจนถึงขั้นวิบัติเอาได้ ด้วยอิทธิฤทธิ์ของเทพยดาผู้รักษาเหล็กไหลนั้นเอง

หลวงปู่หวลท่านได้เรียนวิชาอาคม สุดยอดวิชาอาคมที่เกือบจะเรียกว่าสาบสูญไปแล้ว ได้แก่วิชาอาคมเรียกและเชิญเหล็กไหล หรือพญาเหล็กไหลสุดยอดแห่งธาตุกายสิทธิ์ ที่ทุกคนต้องการได้มาครอบครอง วิชาอาคมเรียกหรือเชิญเหล็กไหลนั้นไม่ใช่จะเปิดเผยกันง่ายๆการเรียกหรือเชิญเหล็กไหลก็ไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่ใครๆก็ทำได้ เหล็กไหลเป็นธาตุกายสิทธิ์ ย่อมเป็นอันตรายต่อผู้ที่จิตไม่บริสุทธิ์ หากทำการเรียกหรืออัญเชิญเหล็กไหลอาจถึงตายได้ ซึ่งหลวงปู่หวล แห่งวัดพุทไธศวรรย์ พระนครศรีอยุธยา ท่านได้เล่าเรียนศึกษาวิชา “การเรียกและตัดเหล็กไหล” จากศิษย์สายหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์ คือ อาจารย์เสือหลายท่านบอกว่าหลวงพ่อเดิมท่านชอบเล่นแร่แปรธาตุ บางคนตั้งให้หลวงพ่อเดิมท่านเป็นเทพเจ้าแห่งการเล่นแร่แปรธาตุเลยทีเดียว

เหล็กไหลที่หลวงปู่หวลได้ตัดไว้

มีด้วยกัน 3 วรรณะ ซึ่งแต่ละสีก็แบ่งแยกตามชั้นวรรณะของเหล่าบรรดา “เทพยดา หรือ ฤาษี” ที่ปกปักรักษา ได้แก่

1.วรรณะเจ้าน้ำเงิน

2.วรรณะท้องปลาไหล

3.วรรณะเงินยวง

และรูปแบบของเหล็กไหลที่ท่านตัดไว้มีหลายอย่าง อาทิเช่น แบบพิมพ์พระกริ่ง (นิยมสูงสุด และหายากมากที่สุด!!! ), พระพุทธ, แคปซูล, แหวน, กำไล, พระขรรค์ ,กรมหลวงชุมพร,หลวงปู่ทวด,รัชกาลที่ 5, พระสมเด็จ,พระนางพญา,พระผงสุพรรณ,พระซุ้มกอ,พระรอด,เจ้าแม่กวนอิม,พระขรรค์,ตรีสูญ,พระบูชา,พระสังกัจจายน์ ฯลฯ เป็นต้น

ซึ่งเหล็กไหลแต่ละพิมพ์นั้น หลวงพ่อหวลจะต้องจัดสร้าง “หุ่นเทียน” ขึ้นมาไว้ก่อน จากนั้นหลวงพ่อท่านจึงนำเข้าไปในถ้ำกลางป่าลึก แล้วเมื่อท่านเจอ “เหล็กไหล” ท่านจึงทำ “พิธีอัญเชิญเหล็กไหล” ให้ “ไหลวิ่ง” ลงมาตามด้ายสายสิญจ์ โดยอัญเชิญให้เหล็กไหลวิ่งมาก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเอง เพื่อให้เราสามารถที่จะจับต้องเหล็กไหลเป็นรูปธรรมได้ ตามรูปแบบทรงพิมพ์ของหุ่นเทียนที่หลวงพ่อท่านได้ขออนุญาตจัดสร้างเตรียมขึ้นมา (หุ่นเทียน 1 อัน จะได้เหล็กไหล มาเพียงแค่ 1 ชิ้นเท่านั้น)

ซึ่งพิธีในขั้นตอนนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “พิธีหุงเหล็กไหล” โดยเป็นวิธีการหุงแบบตามธรรมชาติ โดยให้เหล็กไหลวิ่งมาก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเอง ซึ่งในการทำพิธีแต่ละครั้งต้องใช้ “อำนาจพลังจิต” สูงมาก และเหล็กไหลที่ได้มาแต่ละชิ้นนั้น ต้องใช้ระยะเวลาในการหุงนานมาก จึงทำให้ในการทำพิธีแต่ละครั้งจะได้เหล็กไหลเพียงไม่กี่ชิ้น (โดยในแต่ละขั้นตอนในการทำพิธีนี้ ต้องเป็นผู้มีวิชาอาคมใน “การเรียกและตัดเหล็กไหล” โดยเฉพาะ) ไม่ได้มาทำกันเล่นๆๆ หรือ นำเหล็กมาปั๊ม หรือ นำมาหล่อ เหมือนอย่างพระเครื่องทั่วๆไป ซึ่งทำให้ “ของปลอม” ยากที่จะทำออกมาเลียนแบบได้

ซึ่งปัจจุบันเหล็กไหลของหลวงปู่หวลนี้หายากมากๆๆ เดินตามสนามพระทั่วไปแล้ว ท่านจะไม่ได้พบเห็นเลยแม้แต่ชิ้นเดียว เพราะเป็นที่หวงแหนของผู้ที่มีไว้ครอบครองเป็นอย่างยิ่ง ซึ่ง “เหล็กไหล ทั้ง 3 สี 3 วรรณะ” นี้ เป็นเหล็กไหลที่หาได้ค่อนข้างยากมากๆๆๆ  (เพราะมีระดับสภาวะ ขั้นสูงสุด 31 ภพภูมิ ทั้งยังมีเทพยดา และ ฤาษี ชั้น “มหาเทพ” และ “มหาฤาษี” ลงมาปกปักรักษามากที่สุดและจะพบ “เหล็กไหล 3 สี 3 วรรณะ” นี้ได้ ต้องเป็นถ้ำที่มีอากาศค่อนข้างหนาวเย็นมาก และอยู่ในกลางป่าลึก บริเวณใจกลางหุบเขา “เหล็กไหล ทั้ง 3 สี 3 วรรณะ” มีคุณวิเศษทางด้านเมตตาแรงมากๆๆ มหาเสน่ห์ขั้นสูง คงกระพันชาตรี แคล้วคลาด เรียกโชคลาภขั้นสูง บันดาลทรัพย์สินเงินทอง ดลจิตดลใจ พลิกดวงชะตา จากตกต่ำให้เป็นสูงขึ้น (จากหน้ามือเป็นหลังมือ)  เตือนภัยเมื่อมีเหตุคับขัน และสามารถล่องหนกำบังตัวหลบภัยได้ (ครบวงจร)  ชอบช่วยเหลือผู้ปฏิบัติธรรม หรือ จะดลจิตดลใจของผู้ครอบครองเหล็กไหลนี้ ให้ตั้งมั่นอยู่แต่ในศีลในธรรม ในความดี มุ่งแต่สร้างบุญสร้างกุศล เพราะเกิดจากฤทธิ์ของมหาเทพและมหาฤาษีในขั้นระดับ “อรูปฌาณ” ที่มีบารมีธรรมสูงมาก ที่เป็นผู้ปกป้องครอบครองเหล็กไหลประเภทนี้ อยู่นั้นเอง

“เหล็กไหล ทั้ง 3 สี 3 วรรณะ” นี้ มักจะตกได้อยู่แต่ในความครอบครองของ “พระภิกษุ” หรือ “นักบวชต่างๆ” (ที่มีฌาณขั้นอุกฤษณ์) คนธรรมดาอย่างเราๆ ยากนักที่จะได้เป็นผู้ครอบครอง เพราะใช่ว่ามีเงินเพียงอย่างเดียวจะหามาไว้ในความครอบครองได้ง่ายๆๆ จะต้องเป็น “ผู้มีบุญญาธิการบารมี” และต้องมี “กรรมเก่าเกี่ยวกัน” จริงๆๆ จึงจะได้เป็นผู้ครอบครอง

พระพญาเหล็กไหลนี้ มีคุณ 108 ประการตามแต่อธิษฐาน ท่านบอกว่าใครได้ครอบครองไว้จะมีอำนาจ บารมี เหนือผู้อื่นพกพาติดตัวแคล้วคลาดปลอดภัย กิจการงานเจริญก้าวหน้า เดินทางไปที่ใด มีเทพยดา ปกปักรักษา มีโชคลาภ เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง และพระพญาเหล็กนี้ใช่ว่ามีเงินแล้วจะได้ครอบครองนะครับ หลวงปู่หวลท่านบอกว่าต้องมีบุญวาสนาแต่ชาติปางก่อนจึงได้ครอบครอง

**มหาอำนาจ บารมี โชคลาภ วาสนา พุทธคุณ 108 เหนือคำบรรยาย**

วิธีบูชาและการต้อนรับเข้าบ้าน…

1.จุดธูป 12 ดอก บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางที่บ้าน

2.ชุดบายศรีหรือถ้าไม่สะดวก ดอกไม้ 1-3 อย่างก็ได้ (ดอกมะลิ)

3.น้ำผึ้งถวาย 1 ถ้วย วางด้านข้างไม่ต้องแช่ องค์พญาเหล็กไหลจะเสพกลิ่น เสพรส

4.บูชาทุกๆวันพระจันทร์เต็มดวง นำออกมาอาบแสงจันทร์เพื่อเพิ่มพลัง แล้วให้เสพน้ำผึ้ง

คาถาเหล็กไหล ของหลวงปู่หวล

(นะโม 3 จบ)

….พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

….ธัมมัง สะระณัง  คัจฉามิ

….สังฆัง สะระณัง  คัจฉามิ

หรือ

นะโมฯ (3 จบ) แล้วตามด้วย

พุทธัง อาราธนานัง

ธัมมัง อารธนานัง

สังฆัง อารธนานัง

แล้วก็ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง

พิธีกรรมอัญเชิญพญาเหล็กของหลวงพ่อหวล ภูริภัทฺโท

วัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา

หลวงปู่หวลจะเพ่งกระเเสจิตของท่าน สำรวจดูว่าในถ้ำเเห่งใดมีพญาเหล็กสถิตย์อยู่ เมื่อรู้เห็นในญาณทัศนะชัดเจนเเล้ว ท่านก็จะพาลูกศิษย์ของท่านเดินทางไปสำรวจให้เห็นกับตาอีกครั้ง จากนั้นก็กำหนดฤกษ์ยาม วันเวลาที่จะทำพิธี ท่านว่า ถ้ำที่จะมีพญาเหล็กสถิตย์อยู่นั้น ต้องเป็นถ้ำที่สะอาด ไม่มีค้างคาวมาอาศัย โดยมากจะเป็นถ้ำหินอ่อนที่มีความเย็นสูง หรือ ถึงกับเย็นยะเยือกเมื่อเดินเข้าไปสู่ภายใน เเละเป็นถ้ำที่เเห้งสะอาดนอกจากเครื่องบวงสรวงในการทำพิธีเเล้ว สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับพิธีนี้คือ น้ำผึ้งเเท้บริสุทธิ์ ซึ่งจะต้องจัดเตรียมไปจำนวนมากอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดเสียไม่ได้เช่นกันคือ ขี้ผึ้งบริสุทธิ์ ซึ่งจะต้องจัดเตรียมไปจำนวนมากเช่นกันการทำพิธีบวงสรวง ก็เพื่อบอกกล่าวต่อเจ้าถ้ำ เจ้าที่เจ้าทาง เทพเทวาอารักษ์ทั้งหลาย ถึงจุดประสงค์ของการมาทำพิธีว่า จะอัญเชิญพญาเหล็กไปเพื่อประโยชน์เเก่พระพุทธศาสนาประการใดบ้าง

เมื่อทำพิธีบวงสรวงเสร็จเเล้ว หลวงพ่อหวลท่านจะกำหนดจิตอธิษฐานตามวิชาที่ท่านได้ร่ำเรียนมา จากนั้นก็เอาขี้ผึ้งบริสุทธิ์ที่เตรียมมา ป้ายชโลมไปตรงรอยเเตกของผนังถ้ำพร้อมกับบริกรรมคาถากำกับไว้ตลอดเวลาจนเสร็จพิธีหลังจากนั้นหลวงพ่อท่านได้ยืนกำหนดจิตด้วยอาการสงบ สักพักหนึ่งบรรดาศิษย์ที่มาร่วมพิธีต่างได้พบกับเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ยิ่ง กล่าวคือ ตรงรอยเเตกของผนังถ้ำนั้นปรากฎมีวัตถุอย่างหนึ่ง ไหลออกมากินน้ำผึ้งที่หลวงพ่อท่านได้ป้ายไว้ หลวงปู่หวลจึงนำด้ายสายสิญจน์ ที่ชโลมไว้ด้วยน้ำผึ้งจนเปียกชุ่มกดปลายด้านหนึ่งลงไปในช่องรอยเเตกนั้น เเล้วโยงสายสิญจน์ที่เหลืออีกด้านหนึ่งลงไปยังบาตรน้ำมนต์ขนาดใหญ่ที่บรรจุน้ำผึ้งเเท้บริสุทธิ์จำนวนมากโดยภายนอกบาตรจะถูกหุ้มไว้ด้วยขี้ผึ้ง เเละมีผ้าขาวลงอักขระยันต์ปิดปากบาตรไว้มีเพียงรูเล็กๆที่จะเอาด้ายสายสิญจน์แหย่ลงไปได้เท่านั้น  ท่านบอกว่า บาตรน้ำมนต์ที่ต้องหุ้มไว้ด้วยขี้ผึ้งเเละบรรจุน้ำผึ้งไว้ในบาตรก็เพื่อล่อให้พญาเหล็ก (เหล็กไหล) ลงมากิน ส่วนผ้ายันต์สีขาวนั้น ก็เป็นยันต์กำกับป้องกันไม่ให้พญาเหล็กที่ลงมากินน้ำผึ้งในบาตร หนีกลับเข้าไปในผนังถ้ำได้อีกพอโยงสายสิญจน์ลงสู่บาตรที่มียันต์กำกับไว้เรียบร้อยเเล้ว ท่านก็จุดเทียนซึ่งทำเป็นพิเศษจากขี้ผึ้งเเท้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ลนเปลวเทียนไปที่ผนังถ้ำซึ่งเหล็กไหลโผล่ออกมาให้เห็นพร้อมบริกรรมคาถากำกับไว้ตลอดเวลา ทำให้เหล็กไหลได้ไหลย้อยลงมาตามสายสิญจน์เพื่อกินน้ำผึ้งในบาตร

โดยเหล็กไหลที่ไหลลงมานั้นจะมีอยู่ 3 สีคือ

  1. สีฟ้าน้ำเงิน
  2. สีเงินยวง
  3. สีท้องปลาไหล

เเต่จะเป็นสีใดนั้น ขึ้นอยู่กับประเภทของเหล็กไหลที่มีอยู่ในถ้ำเเห่งนั้น การทำพิธีอัญเชิญพญาเหล็ก (เหล็กไหล) ของหลวงพ่อหวล ท่านจะมุ่งเน้นที่เหล็กไหลสีฟ้าน้ำเงิน เเละสีเงินยวง หลังจากที่เหล็กไหลได้ไหลลงในบาตรจนหมดเเล้ว(ในสภาพที่เป็นของเหลว) หลวงพ่อก็นำไปประกอบพิธีต่อไป คือการทำให้เหล็กไหลที่เหลวนั้นเเข็งตัว โดยการนำบาตรไปตั้งบนเตาไฟเเล้วเอาหุ่นขี้ผึ้งเเท้บริสุทธิ์รูปทรงต่างๆ ที่ต้องการให้เหล็กไหลก่อตัวเป็นรูปทรงนั้นๆ เช่น รูปทรงพระกริ่ง รูปทรงพระสมเด็จ ฯลฯ

โดยหุ่นขี้ผึ้งนี้จะมีจะมีสายชนวนอยู่ด้านบนเเบบเดียวกับเทียนไข สำหรับไว้จุดไฟในขณะทำพิธีหล่อหลอมเหล็กไหลให้เป็นรูปทรงตามต้องการเมื่อหลวงพ่อจุดไฟตรงด้ายชนวนเเล้ว ท่านก็บริกรรมคาถากำกับไปเรื่อยๆในขณะที่หุ่นขี้ผึ้งเริ่มละลายไปทีละเล็กละน้อยเมื่อหุ่นขี้ผึ้งละลายไปจนใกล้จะหมด เหล็กไหลที่มีสภาพเหลวที่อยู่ในบาตร ก็เริ่มก่อตัวเป็นรูปทรงเหมือนหุ่นขี้ผึ้งต้นเเบบอย่างน่าอัศจรรย์โดยเหล็กไหลที่เเข็งตัวเป็นรูปทรงตามหุ่นขี้ผึ้งต้นเเบบนั้น (รูปทรงพระกริ่ง รูปทรงพระสมเด็จ ฯลฯ) จะมีขนาดเล็กกว่าหุ่นต้นเเบบ มีลักษณะสีสันวรรณะเเปลกประหลาดสีเเวววาวเหลือบมัน

เมื่อเหล็กไหลก่อตัวเสร็จสมบูรณ์เเล้ว หลวงพ่อก็จะนำมาทำพิธีสวดญัตติซึ่งเป็นพิธีกรรมในการป้องกันไม่ให้เหล็กไหลเเปรเปลี่ยนสภาพไปอยู่ในสภาพเดิม หรือ หนีกลับคืนไปยังถ้ำที่นำมาเเต่เดิม หลังจากนั้นท่านจะทำพิธีปลุกเสกอธิษฐานจิตอีกชั้นหนึ่งจากนั้นจึงนำมามอบให้กับลูกศิษย์ผู้มาร่วมทำบุญอุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนาต่อไป…

พิธีเรียกเหล็กไหลหลวงพ่อหวล วัดพุทไธศวรรย์

วิชชาเรียกเหล็กไหล ของหลวงพ่อเดิม

อาจารย์เสือ เพชรสังฆาต เป็นศิษย์ฆราวาสของ … หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์

อาจารย์เสือนี้แหละ คือผู้ถ่ายทอด “วิชชาเรียกเหล็กไหล ของหลวงพ่อเดิม” …ให้กับ หลวงปู่หวล วัดพุทไธศวรรย์ จ.อยุธยา

หลวงปู่หวล มีชื่อเสียงมากในเรื่องการเรียกเหล็กไหลท่านพาลูกศิษย์ไปดูพิธีกรรมเรียกเหล็กไหลตามถ้ำต่างๆ นับครั้งไม่ถ้วนมีการบันทึก VDO / รูปถ่าย ตอนที่ท่านทำพิธีเรียกเหล็กไหล ไว้เป็นหลักฐานด้วยลูกศิษย์ทั้งหลายเห็นกับตาว่า เหล็กไหล…เคลื่อนตัวจากผนังถ้ำลงมากินน้ำผึ้งในบาตร ฯลฯอีกทั้งพิธีกรรมที่ทำให้เหล็กไหลที่อยู่ในสภาพของเหลว…กลายเป็นพระเครื่องพิมพ์ต่างๆ ก็ยิ่งน่าอัศจรรย์….

นั่นเป็นเพราะ  “วิชชาเรียกเหล็กไหล ของหลวงพ่อเดิม” ที่ท่านได้รับการถ่ายทอดมาจากอาจารย์เสือ… “เป็นของจริง”

กล่าวได้ว่า อาจารย์เสือมีหน้าที่ “ส่งมอบวิชชา” … เรียกเหล็กไหล ของหลวงพ่อเดิมให้แก่ พระภิกษุผู้ทรงศีล ทรงธรรม ผู้ควรได้รับการสืบทอดวิชชานี้ คือ หลวงปู่หวล , หลวงป๋า….

(Cr.mr.surin)


พญาเหล็ก หลวงปู่หวล แห่งวัดพุทไธศวรรย์

วัตถุมงคลท่านพ่อจตุคามรามเทพ วัดพุทไธศวรรย์ ที่เป็นพระพิมพ์พิเสษ มีผู้ศรัทธาและแสวงกันมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ พระพิมพ์ที่ฝัง พญาเหล็ก หรือเหล็กไหล ซึ่งเป็นวัตถุมงคลสำคัญที่ หลวงปู่หวล เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ เมตตามอบให้เพื่อฝังในพระพิมพ์แบบต่างๆ

03.1 พญาเหล็ก หลวงปู่หวล แห่งวัดพุทไธศวรรย์
03.2 พญาเหล็ก หลวงปู่หวล แห่งวัดพุทไธศวรรย์
03.3 พญาเหล็ก หลวงปู่หวล แห่งวัดพุทไธศวรรย์

นับแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน เมื่อกล่าวถึงเหล็กไหลแล้ว ทุกคนดูเหมือนว่าจะรู้ว่าหมายถึงอะไร เมื่อทุกคนได้ยินคำสองพยางค์นี้แล้วไม่ว่าจะเคยเห็นของจริงหรือไม่ก็ตามจะ นึกภาพออกว่า มีลักษณะและสีสันเป็นอย่างไร พร้อมกันนี้จะเกิดความรู้สึกได้ว่าปืนยิงไม่ออก คงกะพัน แคล้วคลาด ปลอดภัย และที่สำคัญก็คือ มีความมันแวววาว นั่นหมายถึง เหล็กไหล

เกจิทางด้านเหล็กไหล ท่านมักจะไม่เรียก เหล็กไหล แต่จะเรียกว่า พญาเหล็ก หรือ นางพญาเหล็ก หรือเจ้าแม่ทองธรรมชาติ และผู้รู้อีกหลายท่านบอกว่าเหล็กไหลนั้นมีชื่ออื่นอีก ได้แก่ เหล็กหลาย หรือ แร่กินดินปืน หรือสมิงเหล็ก

จากข้อความบางส่วนของหนังสือ “เหล็กไหลมีจริงที่นี่” พระอาจารย์สิทธา เชตวัน ได้บันทึกไว้ว่า “…พระอาจารย์ชำนาญ ญานฺตตโร พระภิกษุผู้เรืองเวทย์รูปหนึ่ง ท่านมีเชื้อสายเขมร ท่านเปิดเผยต่อท่านว่า เหล็กไหลเป็นโลหะธาตุแปลกประหลาดที่มีชีวิต เป็นวิบากของกฎแห่งกรรม บันดาลให้วิญญาณอยู่ในสังสารวัฏ มาปฏิสนธิในสภาวะที่เป็นโลหะธาตุ เหล็กไหลเคลื่อนไหวได้ เสพบริโภคน้ำผึ้งได้ ขับถ่ายได้ เสพกามได้เพราะมีทั้งเพศผู้ เพศเมีย แต่การเสพกามของเหล็กไหล เป็นการเสพทางกระแสจิตวิญญาณ เพียงแต่ความรู้สึกความใคร่กามารมณ์ โดยไม่ต้องสัมผัสกัน และสถานที่อยู่อาศัยนั้น เหล็กไหลชอบสถานที่สงบตามน้ำ การพักผ่อนเหมือนการเข้าฌาณ ดังนั้นจึงถือไดว่า เหล็กไหลเป็นสิ่งมีชีวิต แต่เป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกเทพ เป็นเทพที่มาใช้วิบากกรรมในโลก เหล็กไหลจึงมีทั้งพวกเทพที่เป็นยักษ์ ที่เป็นคนธรรพ์คอยอารักขาอยู่ตลอดเวลา เหล็กไหลที่พบกันจึงมีหลากหลาย

เล่าสืบต่อกันว่า เหล็กไหลจะอาศัยรวมๆ กันเรียกว่าอาณาจักร ส่วนหนึ่งที่เป็นอาหารของเหล็กไหลก็คือ ธาตุเหล็ก กินธาตุเหล็กก็เพื่อใช้ในการตั้งธาตุ ปรับธาตุให้เกิดความสมดุล เมื่อกินธาตุเหล็กเข้าไปเพื่อปรับปรุงโครงสร้าง มันก็จะคายหรือขับถ่ายสิ่งที่เหลือออกมาเรียกกันว่า ขี้เหล็กเไหล มีลักษณะเหมือนเหล็กที่เนื้อไม่แน่น เหมือนเหล็กที่ผุตัวลงไป ไม่มีความแข็งแกร่งเท่าตัวเหล็กไหล สีสันออกดำด้านๆ แข็งกระด้างไม่มีประกายแวววาว ส่วนใหญ่จะเห็นที่พื้น โดยตกลงมาจากผนังถ้ำ หน้าผาสูง หรือชะโงกเงื้อม เมื่อตกลงมาแล้วมักจะสะสมทับถมคล้ายจอมปลวก มีขนาดต่างๆ เล็กเท่าหัวแม่มือ ลูกมะนาว ส้มโอ ลูกมะพร้าว มีพระเกจิหลายรูปนำไปผสมกับโลหะต่างๆ สร้างเป็นพระเครื่อง พระบูชา ท่านว่าขลังมาก ผู้รู้กล่าวกันว่าเหล็กไหลมี ๒ ประเภท

๑. เหล็กไหลตามธรรมชาติ
๑.๑ เหล็กไหลตัด
เป็นเหล็กไหลที่อาศัยอยู่ตามถ้ำ ตามป่าเขา ยังไม่แข็งตัว ยังอยู่ภายในอาณาจักรของมัน เมื่อถูกตัดออกมาจากอาณาจักรและถูกสภาพอากาศภายนอก จะทำให้เหล็กไหลแข็งตัวคงรูปคงร่างเป็นรูปพรรณสัญฐานต่างๆ กลายเป็นรูปร่างที่แข็งแกร่งขึ้นตามลำดับ เหล็กไหลตัดมีฤทธิ์อำนาจมากเป็นพิเศษ

๑.๒ เหล็กไหลบารมี เป็นเหล็กไหลที่เกิดจากแรงอธิษฐาน เพื่อให้เกิดบารมีที่จะนำมาช่วยเหลือหมู่มวลมนุษย์ อาศัยบุญบามีและฤทธิ์อำนาจจากฌาณสมาบัติที่ถูกสะสะมไว้ในธาตุกายสิทธิ์ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งในทางโลกและทางธรรม โดยที่มิได้ใช้เวทมนตร์เข้าไปบีบบังคับเพื่อที่จะตัดเหล็กไหล เป็นการสละธาตุขันธ์ หลุดตัวออกมาสู่โลกภายนอก ยินยอมเปิดบุญบารมีให้แก่ผู้มีบุญบารมี เหล็กไหลบารมีจึงเป็นเหล็กไหลที่พบเห็นในสภาพที่กำลังไหลตามธรรมชาติ เหล็กไหลดำ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด

๒. เหล็กไหลหุง
คุณวีระศักดิ์ สินธุวงศ์ ได้กล่าวถึงเหล็กไหลหุงไว้ว่า “พระอริยะในยุคก่อนๆ ที่ของปลีกตัวเข้าสู่ความสงบวิเวก ตามป่า ตามถ้ำ ตามเขาเพียงลำพัง เพื่อแสวงหาความหลุดพ้น เมื่อแสดงหาความหลุดพ้น เมื่อจาริกธุดงค์รอนแรมไปตามป่าเขา มักจะได้พบกับแร่ธาตุที่มีฤทธิ์ มีอำนาจอยู่ในตัว โดยเฉพาะแร่เงินยวง ไหลเพชรดำ โคตรเหล็กไหล โคตรทรหด เป็นต้น ท่านจะเก็บไว้เพื่อทดสอบฌาณสมาบัติของตนเอง ว่ามีเจโตปริยญาณสมาบัติในระดับใด เนื่องเพราะทุกสิ่ง ทุกอย่าง ที่มี ที่เป็นอยู่ ก็เกิดขึ้นหรือมาจากสายณะธรรมในการฝึกฝนปฎิบัติต่อจิตมาก่อน เมื่อสามารถติดต่อกับ เทพ เทวา พรหม เจ้าที่ เจ้าทาง จิตวิญญาณชั้นสูง และผู้มีฤทธิ์อำนาจหรือผู้เป็นเจ้าของธาตุศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว จึงแสดงเจตนารมณ์ของตนว่าจะขอนำวัตถุธาตุที่มีฤทธิ์เหล่านั้นมาศึกษา นำมาทดลองเพื่อวัตถุประสงค์ของตนเองแล้ว จึงเก็บธาตุที่มีฤทธิ์อำนาจหรือสมุนไพรต่างๆ จำพวกต้นหิ่งหาย ไม้โมก ไพรดำ ขิงดำ กระชายดำ สบู่แดง สบู่เลือด ส้มป่อย ส้มเสี้ยว เขียวพันปี เขียวหมื่นปี ว่านยาต่างๆ ภายหลังก็จะนำสมุนไพรมาตำแล้วคั้นเอาน้ำ เรียกว่า น้ำสมันไพรธาตุ จากนั้นก็นำไปหลอมรวมกับโลหะธาตุ ซึ่งบางครั้งก็ทำได้สำเร็จได้เหล็กไหล แต่บางครั้งก็ไม่สำเร็จ

การหุงเหล็กไหลให้สำเร็จในแต่ละครั้งจะได้เพียงเล็กน้อย ชั่วชีวิตอาจทำได้เพียงขนาดเท่าหัวแม่มือเท่านั้น เหล็กไหลหุงจะมีฤทธิ์อำนาจมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับบุญบารมีของผู้ทำการหุง และเจตนาในการหุงวา จะนำไปใช้ในการใด มีฌาณสมาบัติมากน้อยเพียงใด เพราะกรรมวิธีในการหุงธาตุกายสิทธิ์จะต้องมีการเสกไปในขณะหุงด้วย ส่วนประกอบที่เป็นโลหะธาตุนั้นแตกต่างกันไปตามความต้องการ ว่าจะให้ผลสำเร็จเป็นอะไร เช่น เมฆพัดเงิน เมฆพัด ทองแดง นวะโลหะ สัตตะโลหะ ปัญจะโลหะ ซึ่งในยุคปัจจุบันนั้น เครื่องไม้เครื่องมือค่อนข้างจะพร้อมในการหุง จึงทำการเคี่ยวให้หลอมละลายเป็นของเหลวแล้วนำไปเทลงในเม่พิมพ์ที่จัดเตรียม ไว้แล้ว ทิ้งจนเย็นก็จะได้รูปทรงที่แข็ง ทนทาน จากนั้นก็นำไปเจียระไนจนแวววาว เงามันสวยงาม เหล็กไหลหุงนี้ บางท่านให้ความเห็นว่า น่าจะมิใช่เหล็กไหล แม้จะมีพุทธคุณคล้ายเหล็กไหลก็ตาม แต่ควรจะเรียกว่า ธาตุกายสิทธิ์ตระกูลเหล็กไหล”

สีสันวรรณะของเหล็กไหล
สีสันวรรณะของเหล็กไหลแตกต่างกันไป ว่ากันว่าเหล็กไหลมี ๗ สี ด้วยกันและนอกจากนั้นอาจจะแตกต่างไปจากนี้บ้าง ในลักษณะผสมกัน สีสันของเหล็กไหลทั้ง ๗ สี ได้แก่ สีเขียวปีกแมลงทับ หรือสีเขียวขนเป็ด หรือเขียวมรกต สีท้องปลาไหลหรือสีน้ำตาลอ่อน สีเปลือกมังคุดหรือสีน้ำตาลไหม้ สีเงินยวงหรือขาวกว่าแร่เงินบริสุทธิ์ สีทองคล้ายทองคำ สีดำแวววาว และสีที่แตกต่างไปจาก ๖ สีข้างต้น เหมือนกับเป้นลักษณะผสมสีต่างๆ

เหล็กไหล เจ้าแม่ทองธรรมชาติ
ตามพจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ จำกัดความว่า
“เหล็กไหล เป็นโลหะชนิดหนึ่ง เชื่อกันว่าเอาไฟเทียนลน ก็ไหลย้อยออกมาได้ ผู้รู้หลายท่านกล่าวทำนองเดียวกันว่า เรื่องราวของเหล็กไหลเป็นเรื่องของความลี้ลับโดยธรรมชาติ เกี่ยวข้องกับอิทธิปาฏิหารย์ เกี่ยวข้องกับเทพ เทวา พรหม อันอยู่เหนือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ผู้ที่บำเพ็ญศีลภาวนาจนมีจิตละเอียด จึงจะสัมผัสความพิสดารเหล่านี้ได้”

และมีนักวิชาการท่าหนึ่งเขียนเกี่ยวกับเหล็กไหลได้อย่างลึกล้ำและน่าสนใจว่า
“เหล็กไหล มีอานุภาพเหนืออาคมทั้งปวง ไม่มีอาคมของผู้ใดจะบีบบังคับให้เหล็กไหลยอมจำนนได้ มีแต่คำเชิญที่ไพเราะ ถูกต้องตามครรลองเท่านั้นจึงจะได้เหล็กไหล”

หลวงพ่อหวล ภูริภทฺโท แห่งวัดพุทไธศวรรย์

พระครูภัทรกิจโสภณ หรือ หลวงพ่อหวล ภูริภทฺโท เดิมท่านชื่อ หวล การเกตุ ท่านเป็นบุตรของ คุณพ่อไล้ คุณแม่เสงี่ยม การเกตุ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี แรม ๙ ค่ำ เดือน ๙ ตรงกับวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ พื้นเพเดิมอยู่ ตำบลสามง่าม อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง มีพี่น้อง ๓ คน ท่านเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ในพระพุทธศาสนา โดยท่านบรรพชาที่วัดกษัตราธิราชวรวิหาร ในขณะนั้นหลวงพ่อยอด หรือพระครูสาธุกิจโกศล (ต่อมารับตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดพุทไธศวรรย์ เจ้าคณะตำบลสำเภาล่ม) ยังอยู่ที่วัดกษัตราธิราชวรวิหาร และเข้ารับการอุปสมบทที่วัดพุทไธศวรรย์ เมื่อวันที่ ๑๒ เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๔ โดยมีพระราชธานินทร์ (หลวงพ่อเจิม) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระกุศลธรรมธาดา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระสมุห์ยอด เป็นพระอนุสาวนาจารย์ มีฉายาทางพระภิกษุว่า ภูริภทฺโท ท่านใช้ชีวิตอยู่ในสมณะเพศด้วยความมุ่งมั่น และด้วยเป็นพระที่ปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบตลอดมา จึงได้รับการแต่งตั้งให้รักษาการเจ้าอาวาส วัดพุทไธศวรรย์ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ แทนพระครูสาธุกิจโกศล ที่มรณภาพ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ญาติโยมพร้อมใจกันให้พระภิกษุหนุ่ม พระหวล การเกตุ ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์

หลวงพ่อหวล ท่านเป็นผู้ฝักใฝ่ในการแสดงหาความรู้ ด้านต่างๆ ตลอดจนการศึกษาวิชาอาคมและหนึ่งในวิชาอาคมอันสุดยอดของท่านก็คือ วิชาอาคมเรียกและเชิญเหล็กไหล หรือพญาเหล็กไหล สุดยอดแห่งธาตุกายสิทธิ์ที่ทุกคนปรารถนาได้มาครอบครอง โดยหลวงพ่อหวล ท่าได้เรียนวิชาอาคมดังกล่าวมาจากอาจารย์ฆราวาสท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ หลวงพ่อเดิม หรือพระครูนิวาสธรรมขันธ์ แห่งวัดหนองโพ จังหวัดนครสวรรค์ สุดยอดพระเกจิที่โด่งดังมากที่สุดรูปหนึ่งของเมืองไทย

หลวงพ่อหวล ได้ศึกษาวิชาอาคมจากพระอาจารย์ฆราวาส เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ จนสำเร็จ ผ่านไปสักระยะหนึ่ง ด้วยมีแรงผลักดันให้ท่านต้องออกแสวงหาเหล็กไหลให้ได้ ไม่เช่นนั้นความตั้งใจที่จะบูรณะวัดของท่าทนไม่มีทางสำเร็จได้ในเวลาอัน สมควร ท่านจึงต้องออกไปแสวงหาตามป่าเขา ลำเนาไพร โดยมีพระอาจารย์ฆราวาสเป็นผู้คอยแนะนำในระยะแรก

เหล็กไหล เพื่อการบูรณะวัด
ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ อาจารย์ฆราวาสพาหลวงพ่อ ไปหาเหล็กไหล ก่อนไปจะต้องจัดเตรียมอุปกรณ์หลายอย่างที่สำคัญๆ ได้แก่ หุ่นที่ทำจากขี้ผึ้งบริสุทธิ์ (หุ่นนี้มีความสำคัญ เพราะเหล็กไหลจะก่อตัวขึ้นเหมือนหุ่นดังกล่าว แต่ขนาดจะเล็กกว่ามาก) น้ำผึ้งบริสุทธิ์ ด้ายสายสิญจน์ บาตร หรือถังและอุปกรณ์ปลีกย่อยต่างๆ

05.1 เหล็กไหล เพื่อการบูรณะวัด
05.2 เหล็กไหล เพื่อการบูรณะวัด
05.3 เหล็กไหล เพื่อการบูรณะวัด

ในการหาเหล็กไหลจะต้องสังเกตถ้ำที่จะเข้าไปหาว่ามีลักษณะตามตำราหรือไม่ เช่น ถ้าน้ำจะต้องสะอาด ไม่มีมูลสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น มูลเสือ มูลช้าง มูลงู หรือมูลค้างคาว ถ้ำนั้นจะต้องมีอากาศเย็น ชุ่มชื้น ต้องสงบเงียบ วังเวง ให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม และเมื่อมีโอกาสได้ถามหลวงพ่อว่า ท่านรู้ได้อย่างไรว่าถ้ำไหนจึงจะมีเหล็กไหลหรือพญาเหล็ก หลวงพ่อท่านบอกว่า การสังเกตนั้น จุดแรกให้ดูว่ามีน้ำไหล มีคราบ และเมื่อนำน้ำผึ้งและน้ำมนตร์ราด ทาก็จะเกิดประกาย

หลวงพ่อได้เล่าต่อว่า จากนั้นก็จะเป็นเรื่องของกรรมวิธี โดยการนำน้ำผึ้งไปชโลมบริเวณนั้น แล้วนำสายสิญจน์ที่ชุบด้วยน้ำผึ้ง ไปผูกโยงจากจุดที่สังเกตแล้วว่าน่าจะมีเหล็กไหล ลงมายังบาตรที่ใส่น้ำผึ้งไว้ในบาตรจะใส่หุ่นเทียนด้วยก็ได้ (จะได้เหล็กไหลตามรูปแบบของหุ่นเทียน) หุ่นที่ใส่ลงในบาตรจะใส่ครั้งละหลายตัว ส่วนมากหลวงพ่อจะใส่ไว้ ๑๐๘ ตัว หุ่นเทียนบริสุทธิ์นี้ จะสอดไส้เหมือนเทียนไข แต่ว่าที่ปลายจะมีไส้ยื่นออกมาทั้งสองด้าน ไส้ของหุ่นด้านหนึ่งจะถูกนำมาผูกรวมกัน แล้วผูกติดกับสายสิญจน์ที่โยงลงมาจากผนังถ้ำ ไส้อีกปลายด้านหนึ่งของหุ่นก็จะถูกนำมารวมกัน แล้วหลวงพ่อจะจับไว้ ขณะทำพิธีต้องใช้คาถามิให้เหล็กไหลที่ไหลงมาตามสายสิญจน์ไหลลงดินหมด นำน้ำผึ้งมาชดลมหุ่นที่อยู่ในบาตร หรือในถัง จากนั้นใช้คาถาเรียกเหล็กไหลให้ลงมากินน้ำผึ้งในถัง อาจจะใช้เวลาประมาณ ๑-๓ ชั่วโมง ก็สุดแล้วแต่หลวงพ่อ ท่าจะรู้ด้วยสัมผัสพิเศษตามที่ศึกษามา เมื่อได้เวลาท่านก็จะทำการตัดสายสิญจน์ โดยการใช้เที่ยนเผาด้ายสายสิญจน์ที่โยงลงมาจากผนังถ้ำ เมื่อเอาไฟจากเปลวเทียนเผา ด้ายสายสิญจน์จะแดงเหมือนไฟ ถ้าสายสิญจน์ขาดก็หมายถึงได้เหล็กไหล (สภาพเหลวข้น หรือรูปแบบลักษณะตามหุ่นที่ใส่ในบาตร) แต่หากสายสิญจน์ไม่ขาดก็เลิกกัน ขาดก็ได้ ไม่ขาดก็ไม่ได้ เลิกกัน

05.4 เหล็กไหล เพื่อการบูรณะวัด
05.5 เหล็กไหล เพื่อการบูรณะวัด
05.6 เหล็กไหล เพื่อการบูรณะวัด
05.7 เหล็กไหล เพื่อการบูรณะวัด

เมื่อได้เหล็กไหลในสภาพเหลว ก็จะนำมาประกอบพิธีให้แข็งตัวภายนอกถ้ำ แต่หากต้องการทำให้เสร็จ(แข็งตัว)ภายในถ้ำเลย ก็ต้องใส่หุ่นเทียนลงไปในบาตรหรือถัง เมื่อเหล็กไหลลงมากินน้ำผึ้งในบาตรหรือในถังแล้ว ก็เผาหุ่นเทียนในบาตรหรือในถัง เมื่อหุ่นเทียนละลายหมดหลวงพ่อก็ะพรมน้ำมนตร์ให้เหล็กไหลแข็งจัว จากนั้นก็จะทิ้งให้เหล็กไหลเย็นตัวลง ก็จะได้เหล็กไหลที่มีรูปทรางตามหุ่นเทียนก่อนเผา แต่จะมีขนาดเล็กกว่ามาก ส่วนจำนวนจะมากเทาใดก็ขึ้นอยู่กับการก่อตัวของเหล็กไหล ขั้นตอนสุดท้ายก็คือการทำความสะอาด ก็จะได้เหล็กไหลรูปแบบเหมือนหุ่นที่ แวววาว สวยงามตามธรรมชาติ

เหล็กไหลที่ลงมากินน้ำผึ้ง (สภาพเหลวข้น) บางครั้งจะนำกลับออกมาในลักษณะที่เป็นน้ำเหลวข้นซึ่งประกอบด้วยเหล็กไหลกับ น้ำผึ้ง จะนำออกมาผ่านกรรมวิธีโดยเผาหุ่นเทียนนอกถ้ำ หรือนำกลับไปทำที่วัดโดยใช้หุ่นเทียนบริสุทธิ์เป็นแบบเช่นกัน

06.2 เหล็กไหลหรือพญาเหล็ก
06.3 เหล็กไหลหรือพญาเหล็ก
06.1 เหล็กไหลหรือพญาเหล็ก
06.4 เหล็กไหลหรือพญาเหล็ก
06.5 เหล็กไหลหรือพญาเหล็ก

เหล็กไหลหรือพญาเหล็กที่หลวงพ่อหวลทำตามหุ่นนั้น อาจจะเป็นพระเครื่อง หรือเคื่องรางลักษณะเป็นเม็ดเรียวคล้ายเมล็ดข้าวสาร แค็ปซูลยา ไข่ไก่ หยดน้ำ ลอนตาล หัวแหวน แหวน กำไล หรือ อื่นๆ ตามแต่ที่ท่านตั้งใจไว้ ส่วนสีของเหล็กไหลก็จะสีสันแตกต่างกันไป ตามแต่ละถ้ำ แต่ละสถานที่

จะเห็นได้ว่าในแต่ละครั้งที่หลวงพ่อเดินทางไปหาเหล็กไหล เป็นเรื่องที่ยุ่งยากและลำบากมากพอสมควร อีกทั้งค่าใช้จ่ายที่หลวงพ่อใช้ในแต่ละพิธีเป็นจำนวนค่อนข้างสูง แต่ก็เพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งสุดยอดแห่งอิทธิมงคลจากธรรมชาติ เพื่อให้ลูกศิษย์ลูกหาและผู้สนใจ ได้ร่วมทำบุญสร้างเสนาสนะและบูรณะทำนุบำรุง วัดพุทไธศวรรย์ และได้วัตถุมงคลไว้บูชา

(จากหนังสือ เหล็กไหล…เจ้าแม่ทองธรรมชาติ วัดพุทไธศวรรย์ โดย สมิงเหล็ก)

แชร์เลย

Comments

comments

Share: