วรวงสชาดก

ในวรวงสชาดกนี้ ไม่มีคำปรารภเริ่มความเบื้องต้น และไม่มีเรื่องความที่เป็นปัจจุบัน มีแต่กล่าวเรื่องเป็นอดีตกาลดังกล่าวต่อไปนี้ว่า

อตีเต กาเล ภูสานคเร วํสาธิราชา นาม รชฺชํ กาเรสิ ในอดีตกาลล่วงแล้ว มีบรมกษัตริย์ทรงพระนามพระเจ้าวงศาธิราช เสวยราชสมบัติอยู่ในภูสานคร ทรงตั้งพระนางวงศ์สุริยราชเทวีไว้ในที่เป็นอัครมเหสี ให้เป็นใหญ่กว่าพระสนมสิบหกหมื่น พระอัครมเหสีนั้นเป็นที่รักใคร่พอพระทัยของท้าวเธอเป็นอันมาก ในกาลนั้นพระเมตไตรยบรมโพธิสัตว์เจ้าจุติจากเทวโลกมาปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระมเหสี ครั้นครบถ้วนทศมาสแล้วพระนางเจ้าก็ประสูติพระราชกุมารมีพระฉวีวรรณประดุจสีทอง สมบูรณ์ไปด้วยบุญลักษณะอันประเสริฐ มีพระรูปโฉมเป็นที่น่าทัศนานำมาซึ่งความเลื่อมใส

ครั้นถึงวันที่จะขนานพระนาม พระประยูรญาติทั้งปวงมาประชุมพร้อมกัน ถวายพระนามพระราชกุมารนั้นว่า วงศ์สุริยามาศกุมาร ภายหลังพระโพธิสัตว์เจ้าของเราทั้งหลายได้มาปฏิสนธิในพระครรภ์ร่วมพระมารดาเดียวกัน ครั้นประสูติจากพระครรภ์มีพระฉวีวรรณประดุจสีทอง สมบูรณ์ไปด้วยบุญลักษณะอันประเสริฐดุจกัน พระประยูรญาติทั้งหลายเหล่านั้นจึงถวายพระนามว่าวรวงศ์ราชกุมาร พระเจ้าวงศาธิราชบรมกษัตริย์มีพระมเหสีน้อยอีกนางหนึ่งทรงพระนามว่ากาไวยเทวี นางกาไวยเทวีมีพระราชบุตรองค์หนึ่งทรงพระนามว่าไวยทัตกุมาร ๆ นั้นเป็นคนมีสันดานกระด้างหยาบช้าทารุณ ว่ายากสอนยากไม่เอาใจใส่ในราชการ กระทำแต่การข่มเหงชาวเมืองให้ได้ความเดือดร้อน

ส่วนราชกุมารทั้งสอง เป็นผู้มีความจงรักภักดีในพระราชบิดาเปรียบเหมือนอำมาตย์ข้าบาทมูลิกาทั้งปวง มิได้มีความประมาทหมั่นไปยังที่กระทำราชกิจจนพระราชบิดามีพระทัยโปรดปรานเป็นอันมาก

​ภายหลังชาวพระนครซึ่งถูกพระไวยทัตเบียดเบียนก็มาประชุมกัน ณ ที่ท้องพระลานหลวง ร้องประกาศกล่าวโทษไวยทัตกุมารให้บรมกษัตริย์ทรงทราบ พระเจ้าวงศาธิราชบรมกษัตริย์ได้สดับถ้อยคำของประชาชนเหล่านั้นแล้ว ก็ทรงพระพิโรธมีพระราชดำรัสว่า เจ้าไวยทัตนี้เป็นคนว่ายาก เป็นคนพาล จะรักษาตระกูลราชวงศ์สืบไปไม่ได้ จะทำให้ตระกูลราขวงศ์ต้องครหานินทา สมควรจะให้เป็นทาสสำหรับใช้สอยของราชกุมารทั้งสอง พระราชกุมารทั้งสองสมควรจะสืบตระกูลราชวงศ์ไปได้เป็นแท้ แล้วก็ตรัสบริภาษไวยทัตกุมารโดยประการเป็นอันมาก

นางกาไวยเทวีได้ฟังพระราชดำรัสแล้ว ก็มีพระทัยหวาดเสียวเสวยทุกข์โทมนัสรำพึงไปว่า อนิจจาเอ๋ยบุตรของเราเป็นคนไม่มีประโยชน์แก่นสารเป็นคนอาภัพเสียแล้ว ในกาลสืบไปภายหน้าพระราชกุมารทั้งสองได้ครองสมบัติแล้ว เราก็จะได้ความละอาย เราจะกระทำอุบายให้พระราชกุมารทั้งสองถึงความพิบัติจากราชสมบัติ นางดำริดังนี้แล้วจึงเรียกพระราชกุมารทั้งสองเข้ามาในสถานที่สำหรับบำเรอพระราชบิดาด้วยพระเสาวนีย์ว่า พ่อกุมารน้อยทั้งสองเชิญมาใกล้มารดา แล้วสวมกอดพระราชกุมารทั้งสอง ให้ประทับนั่งบนเพลาจุมพิตแล้วกระทำกลอุบายกล่าวว่า ไวยทัตกุมารซึ่งเป็นกนิษฐาของพ่อ เป็นคนว่ายากสอนยากไม่เหมือนกับพ่อ ไม่เอาใจใส่ในราชกิจทำให้พระราชบิดาทรงพระพิโรธเป็นคนพินาศเสียแล้ว

พระราชกุมารทั้งสองจึงกล่าวว่า กนิษฐานของข้ายังเป็นเด็กทารก ปัญญายังอ่อนอยู่จึงต้องถูกพระราชบิดาด่าว่าปริภาษนาการ จะทำอย่างไรได้ ขอพระมารดาเจ้าอย่าเศร้าโศกเสียพระทัยเลย

นางกระทำความพิศวาสกับด้วยพระราชกุมารทั้งสองมาประมาณสองสามวันแล้วปรารถนาจะยกโทษ จึงให้พระราชกุมารทั้งสองเข้าไปในห้องในให้นิปัชนาการเหนือที่สิริไสยาสน์ปรารถนาจะให้ได้ความละอายด้วยอาการโกง จึงกระทำเสียงดังกึกก้องร้องอื้ออึงขึ้น หวังจะให้ผู้คนรู้ว่าตนถูกพระราชบุตรพาลข่มเหงในเวลากลางวัน แล้วก็กรรแสงปริเทวนาการไปเฝ้าพระเจ้าวงศาธิราช แต่พอพระเจ้าพระเจ้าวงศาธิราชตรัสถามว่าใครทำเจ้า ก็แสร้งกราบทูลว่าพระราชกุมารทั้งสองเข้าไปกระทำการข่มเหงข้าพระบาทถึงห้องใน ให้ข้าพระบาทนอนหงายแล้วขึ้นนั่งทับบนอก ให้อ้าปากแล้วเอาผ้าปิดปากบีบคอไว้มิให้​ร้องออกได้ แล้วกลับทูลข้าอีกว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า ข้าพระบาทได้ความละอายเป็นใหญ่หลวง ถ้าพระองค์ไม่ทรงพระกรุณาแล้ว ข้าพระบาทจักขอถวายบังคมลาตายเสียในวันนี้

พระเจ้าวงศาธิราชบรมกษัตริย์ แต่พอได้สดับคำอสัจที่นางกราบทูลฉะนั้นแล้วก็ทรงพระพิโรธ เปรียบประดุจอสรพิษถูกคนประหารที่ขนดหางฉะนั้น จึงดำรัสสั่งบังคับเพชฌฆาตให้ไปจับพระราชกุมารทั้งสองมัดแขนไพล่หลังเข้ามาถวาย พวกเพชฌฆาตเหล่านั้นก็ไปผูกมัดพระราชกุมารทั้งสองนำมาถวายตามรับสั่ง

พระราชกุมารทั้งสองครั้นถูกเพชฌฆาตผูกมัดแล้ว จึงร้องเรียกหาพระราชมารดาว่า ข้าแต่พระมารดาเจ้า ขอพระมารดาเจ้าจงมาช่วยลูกด้วย เกล้ากระหม่อมฉันซึ่งเป็นบุตรของพระองค์ จักถึงความพินาศใหญ่แล้ว

พระราชเทวีเจ้าได้สดับดังนั้นก็มีพระทัยหวั่นหวาดข้อนพระทรวงทรงกรรแสง เสด็จไปเฝ้าบรมกษัตริย์กราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พระองค์ดำรัสใช้ให้เพชฌฆาตไปผูกมัดพระราชบุตรทั้งสองมาเพราะเหตุอะไร พระเจ้าข้า

ส่วนสมเด็จพระเจ้าวงศาธิราชบรมกษัตริย์ ครั้นได้สดับคำพระเมหสีกราบทูลถาม ก็ทรงพระพิโรธตรัสปริภาษว่า เจ้าเป็นหญิงชั่วข้าสามานย์ บุตรของเจ้าจึงระคนเจือปนไปด้วยชาติเป็นคนพาล นางกาไวยเขาช่วยเลี้ยงดูด้วยจิตกรุณาเสมือนบุตรของตน ควรหรือมากระทำความอกตัญญูหาได้รู้จักคุณที่เขาทำไว้แต่ตนไม่ สืบไปภายหน้าก็จักฆ่าเราเสียชิงเอาราชสมบัติเป็นมั่นคง ตรัสบริภาษดังนี้แล้วจึงตรัสสั่งเพชฌฆาตว่า เจ้าพวกเพชฌฆาตจงไปลงพระราชอาญาแก่โจรทั้งสองคนละ ๘๐ ที แล้วผูกคอพาไปประหารชีวิตเสียที่อามกสุสานประเทศ (ป่าช้าผีดิบ) พวกเพชฌฆาตทั้งหลายนั้นก็พาพระราชกุมารทั้งสองไปตามพระราชอาณัติ

ส่วนพระนางเจ้าวงศ์สุริยราชเทวี ก็วิ่งไปสวมกอดพระราชบุตรทั้งสองไว้ด้วยกำลังความสิเนหาอาลัย ทรงพระกรรแสงโศกาเป็นมหาปริเทวนาการ พลางกล่าวเป็นบาทพระคาถาว่า

หาหา ปุตฺตา นยนุปมาหาหา ปุตฺตา สุขาวหา
หาหา ปุตฺตา สุนฺทรวาจาตาตา เม วจนํ คหา
ยุโภ ปุตฺตา มม ปิยาอุรโต อวิรหิตา
วินาภาวา ยทิ สิยํนตฺถตฺโถ ชีวเตน โน
อชฺช เม ปุตฺตรหิตาอชฺช เม มรณํ สิยา
เมตฺตจิตฺตา อเวรา จเวริกา ตุฏฺมานสา
เอกาหัปิ จิรํ ทุกฺขีทุกฺเขน อนุฌายินี
อสฺสุโภชา ทิวารตฺตึปุตฺตโสเกน ทุกฺขิตา

เจ้าผู้เป็นบุตรประดุจดวงนัยน์เนตรของมารดา เคยนำแต่ความสุขสบายมาให้แก่มารดา มีวาจาไพเราะอ่อนหวานรู้เชื่อถ้อยคำมารดา เป็นที่รักของมารดาทั้งสองคน ไม่เคยพลัดพรากจากอุระของมารดาเลย ถ้าเจ้าทั้งสองมาพลัดพรากจากมารดาไปแล้ว มารดาก็ไม่สามารถที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเลย มารดาพลัดพรากจากเจ้าผู้เป็นบุตรในวันนี้ มารดาก็จะตายในวันนี้ คนทั้งหลายที่มีไมตรีจิต หรือคนที่ไม่มีเวรและคนที่มีเวรก็ดี เขาพากันรื่นเริงบันเทิงใจ ส่วนมารดาคนเดียวจักต้องหมกไหม้อยู่ด้วยความทุกข์ทนลำบากยากเย็นอยู่นมนาน เสวยแต่ความทุกข์โศกเศร้าถึงบุตร กลืนแต่น้ำตาไปทุกวันคืน

ลำดับนั้นพระราชกุมารทั้งสองเห็นพระมารดาโศกเศร้าโศกาดังนั้น ก็ทรงพระกรรแสงปริเทวนาการทูลพระมารดา เป็นบาทพระคาถาว่า

อมฺม ปุตฺตชีวสมอชฺช เม มรณํ ธุวํ
ตุยฺหํ คุโณ วโร อตฺถิสิรสาเยว โน สทา
มยมฺหา ปาลิตา ตวอกตคุณปฏินี
อมฺหากํ มรณํ อชฺชอมฺมา จ โหตุ สุขิตา
ราชกิจฺเจสุ ปมุฏฺาสุหชา สามิภตฺติกา
อุปฏฺากา ราชกิจฺเจอปฺปมตฺตา ทิวาทิวํ
อคฺคิกฺขนฺธสโม ราชาอมฺหากํ ชนโก วโร
คโต จ สุขิโต โหตุทีฆายุกาชรามโร
มา ปมตฺโต กุสเลสุปมาโท มจฺจุโน ปทํ
อธุวํ ชีวิตํ จชฺชาโลกมฺหิ มรณํ ธุวํ
สมฺปทํ ติวิธํ โลเกธมฺมตาย สทา สิยา
อโรคา จ รุชปฺปตฺตาชีวิตํ มรณํ สทา
อนิจฺจา วต สงฺขาราสพฺพพุทฺเธหิ เทสิตา

​แปลว่า ข้าแต่พระมารดาเจ้าผู้เสมอชีพของข้าพระบาทผู้เป็นบุตร ข้าพระบาทตายในวันนี้แน่ พระคุณอย่างประเสริฐของพระมารดาเจ้ามีอยู่ ขอพระคุณนั้นจงปกคลุมศิรเกล้าข้าพระบาทอยู่เสมอ พระมารดาเจ้าได้เลี้ยงรักษาข้าพระบาทมา ข้าพระบาทยังหาได้กระทำตอบแทนพระคุณไม่ ข้าพระบาทก็จักถึงความตายในวันนี้แล้ว ขอพระมารดาเจ้าจงทรงพระสำราญเถิด อย่าได้ทรงลืมในราชกิจ จงมีพระทัยดี สามิภักดิ์ปฏิบัติราชกิจปราศจากความประมาททุกทิพาราตรีกาลเถิด และขอให้ชนกของข้าพระบาทซึ่งเป็นบรมกษัตริย์อันประเสริฐเสมอด้วยกองเพลิง จงทรงพระดำเนินในราชกิจให้เป็นสุขสำราญเถิด จงมีพระชนมายุยืนยาว อย่าได้ทรงพระชราและสิ้นพระชนมชีพไปเลย ขอจงอย่าได้ประมาทในการบำเพ็ญพระกุศลเลย อันความประมาทเป็นหนทางของมัจจุราช ชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งหลายไม่เป็นของยั่งยืน สัตว์ทั้งหลายจำต้องละเว้นของทั้งปวงไป อันความตายเป็นของยั่งยืนในโลก สมกับคำที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ทรงแสดงไว้ว่า ความถึงพร้อมบริบูรณ์ ๓ ประการ คือสัตว์ทั้งหลายที่ไม่รู้มีโรค และมามีโรคภัยไข้เจ็บเสียบแทง ๑ ความที่สัตว์ทั้งหลายมีชีวิตอยู่และมาถึงความตาย ๑ สังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยงแท้ ๑ มีอยู่ในโลกเป็นธรรมดาดังนี้

พวกเพชฌฆาตทั้งหลาย เมื่อกษัตริย์ทั้งสามพระองค์ทรงกรรแสงอยู่ ก็ฉุดคร่าพระราชกุมารทั้งสองพระองค์จากพระหัตถ์พระราชเทวีพาออกจากพระราชวังไป ส่วนพระราชเทวีก็ถึงวิสัญญีภาพล้มลง นางชาวในทั้งหลายก็พากันเข้าอุ้มพระราชเทวีเชิญขึ้นไปยังปราสาท เมื่อพระราชเทวีฟื้นจากวิสัญญีแล้วก็ทรงกรรแสงปริเทวนาการคร่ำครวญ แล้วทรงพระดำริว่า จำเราจักให้ทองคำพันตำลึงแก่เพชฌฆาตจะให้เขาปล่อยบุตรเราไป ครั้นทรงจินตนาการดังนี้แล้วจึงใช้ให้นางปริจาริกาที่สนิทคนหนึ่งนำเอาทองคำไปให้เพชฌฆาต แล้วสั่งไปตามความประสงค์ทุกประการ

นางปริจาริกาก็นำเอาทองคำนั้นไปให้เพชฌฆาตแล้วแจ้งข้อความให้เพชฌฆาตทราบทุกประการ

​ส่วนเพชฌฆาตเหล่านั้นเกิดความยินดีปรีดา รับเอาทองคำพันตำลึงไว้ด้วยโลภเจตนาแล้วบอกว่า คืนวันนี้เราจะพาพระราชกุมารทั้งสองไปนอกพระนคร แล้วจะฆ่าโจรที่มีโทษหนักเสียสักสองคน ครั้นถึงเวลาพลบค่ำพระนางเจ้าก็ให้นางสนิทพาพระราชบุตรทั้งสองพระองค์มาแล้วทรงจุมพิตทรงพระกรรแสงด้วยความรัก แล้วพระราชทานขนมและข้าวสะตูและภัตตาหารองค์ละไถ้ กับทั้งหัวแหวนและแก้วมณีดวงหนึ่ง ๆ มีราคาประมาณแสนตำลึงองค์ละทะนานแล้วตรัสว่า ดูกรพ่อลูกรัก ของเหล่านี้แม่ให้ไว้สำหรับเอาไปขายซื้ออาหารเลี้ยงชีพในประเทศอื่น พระกุมารทั้งสองกราบลง ณ เบื้องพระบาทพระมารดาแล้วทรงพระกรรแสงโศกากราบทูลว่า ข้าแต่พระมารดาเจ้า ถ้าข้าพระบาททั้งสองยังมีชีวิตอยู่ในภายในสามปี ข้าพระบาทจะมาเฝ้าพระมารดาให้จงได้ กราบทูลดังนี้แล้วก็ถวายบังคมลาพระมารดาไป

พระราชกุมารทั้งสองพี่น้องมีพระเนตรนองไปด้วยอัสสุชล ทรงพระกรรแสงปริเทวนาการแล้วพากันลงจากปราสาทดำเนินไป มีหมู่เทพเจ้าตามพิทักษ์รักษาปราศจากพระโรคาที่จะเบียดเบียน เสด็จไปตามมรรคาอันกันดาร ครั้นถึงต้นไทรใหญ่ในเวลาสายัณหสมัยก็พากันเปลื้องพระภูษาปูลงบนที่ใบไม้สาดแล้วก็ทรงพระบรรทม ครั้นถึงเวลาปัจจุสมัยก็แก้ข้าวสะตูออกจากไถ้ทรงนั่งในที่แห่งหนึ่งแลดูพระพักตร์กันและกัน ระลึกถึงพระมารดามีพระเนตรเต็มไปด้วยอัสสุชลธาราทรงกรรแสงพลางเสวยข้าวสะตูพลาง ครั้นถึงรัตติภาคสมัยเวลาบรรทมก็ระลึกถึงคุณพระมารดาแล้วปริเทวนาการรำพันไปโดยประการต่าง ๆ เป็นบาทพระคาถาว่า

อมฺมา จ โนนุโสจติปุตฺตโสเกน ทุกฺขิตา
กปณา ภาติกมฺมาวอนาถา อสหายกา

แปลว่า พระมารดาของเรา ก็คงจะเศร้าโศกเสวยความทุกข์ ด้วยความโศกเศร้าถึงเราผู้เป็นบุตร ส่วนเราพี่น้องก็เป็นคนกำพร้าไม่มีที่พึ่งไม่มีสหาย ย่อมเศร้าโศกเหมือนดังพระมารดาฉะนั้น

ในกาลนั้น มีพระยาไก่สองตัว ๆ หนึ่งสีดำตัวหนึ่งสีขาวอาศัยอยู่บนต้นไทรนั้น ในพระยาไก่ทั้งสองนั้น ไก่สีขาวมาถึงก่อนก็นอนที่สูง ไก่สีดำมาทีหลังก็นอนอยู่ที่ต่ำ ครั้นถึงเวลาปัจฉิมยามไก่สีขาวก็ขันขึ้น ไก่สีดำได้ฟังเสียงขัน จึงกล่าวว่า เจ้าไก่พาลคุณวิเศษของเจ้า​มีอยู่หรือ จึงได้มาดูหมิ่นเรา ขึ้นไปนอนโปรยขี้ตีนลงมารดหัวเราได้ ไก่สีขาวจึงตอบว่า เจ้าไก่สีดำราวกะโจร เรามาถึงก่อนก็นอนที่สูง เจ้ามาถึงทีหลังเจ้าก็นอนที่ต่ำจะมาโกรธเราเหตุอะไร คุณวิเศษของเรามีซิ ผู้ใดได้กินเนื้อหัวใจเมื่อเวลาเราตาย ผู้นั้นจะได้เป็นพระเจ้าบรมจักรพรรดิราช ก็คุณวิเศษของเจ้ามีอย่างไรเล่า ไก่สีดำจึงตอบว่า ผู้ใดได้กินเนื้อหัวใจของเรา ผู้นั้นสามารจะยกหลักศิลาขึ้นแล้วฆ่ายักษ์ให้ตายเป็นบรมกษัตริย์ ไก่ทั้งสองนั้นบันดาลความโกรธตีกันจนถึงสิ้นชีวิตพลัดตกยังพื้นปฐพี

พระราชกุมารได้ฟังเสียงไก่วิวาทกัน จึงทรงปรึกษากันว่า ชะรอยไก่ทั้งสองตัวนี้จักเป็นไก่เทพยดาเจ้าช่วยสงเคราะห์เราเป็นแน่ แล้วก็ติดไฟปิ้งไก่ทั้งสองตัวนั้น พระเชษฐาเสวยเนื้อหัวใจไก่สีขาว พระอนุชาเสวยเนื้อหัวใจไก่สีดำ

พระวรวงศ์กุมารผู้อนุชาจึงกล่าวว่า พระพี่เจ้าเราทั้งสองเป็นผู้มีบุญสืบไป เบื้องหน้าเราคงได้ประสบพบพระมารดาเป็นแท้ พระราชกุมารทั้งสองก็ออกจากที่นั้นเที่ยวสัญจรไปยังทิศน้อยใหญ่ จนกาลล่วงไปประมาณสักเดือนครึ่งก็บรรลุถึงอัยมาศนคร ชวนกันเข้าไปบรรทมอยู่บนศาลาแห่งหนึ่งซึ่งมีอยู่ ณ ภายนอกพระนคร

สมัยนั้นบรมกษัตริย์ผู้ครองอัยมาศนคร เสด็จทิวงคตเสียประมาณได้ ๓ วันมาแล้ว และท้าวเธอไม่มีพระราชบุตรและพระราชธิดาที่จะสืบขัตติยสันติวงศ์ต่อไป พวกราชบุตรทั้งปวงมีอำมาตย์ราชปุโรหิตาจารย์เป็นต้น จึงได้ประชุมปรึกษากันว่าสมควรจะเสี่ยงบุศราชรถแสวงหาท่านผู้มีบุญที่สมควรจะปกครองราชสมบัติ จึงจัดบุศยราชรถแล้วเสี่ยงสัตยาธิษฐานว่าขอให้บุศยราชรถจงไปถึงสำนักท่านผู้มีบุญแล้วก็ปล่อยไป บุศยราชรถก็บ่ายหน้าออกนอกพระนครแล่นไปถึงศาลาที่พระราชกุมารทั้งสองบรรทมอยู่ ก็กระทำปทักษิณเวียนรอบศาลานั้นสิ้นตติยวาร กระทำอาการดุจเชิญเสด็จพระราชกุมารให้ขึ้นประทับนั่งบนบุศยราชรถแล้ว เอางอนจรดลงแทบพระบาทพระเชษฐาราชกุมารแล้วก็หยุดนิ่งอยู่

ท่านปุโรหิตผู้เป็นประธานก็พิจารณาดูลักษณะพระบาทได้เห็นพระบาทสมบูรณ์ไปด้วยลักษณะอันดี จึงร้องขึ้นว่า ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ท่านผู้มีบุญนี้อย่าว่าแต่ราชสมบัติในทวีปเดียวเลย ถึงราชสมบัติในทวีปใหญ่ทั้งสี่ก็สามารถจะปกครองได้ ครั้นแล้วก็พากันเข้าไปคุ้มพระเชษฐากุมารขึ้นวางบนราชรถพาไปยังพระราชวังให้บรรทมเหนือพระแท่นสิริไสยาสน์บนปรางค์ปราสาท

​เมื่อพระวงศ์สุริยามาศ ฟื้นตื่นพระบรรทมแล้ว ได้เห็นนางกำนัลและเสนาข้าราชการมีท่านปุโรหิตาจารย์เป็นต้น ก็อุฏฐาการจากพระที่สิริไสยาสน์ทรงประทับนั่งอยู่บรรดาพวกอำมาตย์ราชปุโรหิตาจารย์ทั้งปวงจึงกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทวราชเจ้า บัดนี้บรมกษัตริย์ของข้าพระบาททั้งหลายเสด็จทิวงคตเสียแล้ว พระราชบุตร์พระราชธิดาและพระราชกนิษฐาพระราชภาดาของท้าวเธอไม่มีแล้ว ขอพระองค์จงอนุสาสน์สั่งสอนปกครองราชสมบัติในพระนครนี้เถิด

พระวงศ์สุริยามาศบรมโพธิสัตว์เจ้าจึงมีพระดำรัสตอบว่า พวกท่านไปพาแต่เรามา ก็น้องชายของเราไปไหนเล่า ราชบุรุษเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทวราชเจ้า พระกนิษฐาของพระองค์ทรงบรรทมอยู่บนศาลานั้นพระพุทธเจ้าข้า ทรงพระพิโรธตรัสว่า เราสองคนพี่น้องปราศจากพระนครพลัดพรากพระมารดาบิดาได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา เหตุไฉนท่านทั้งปวงจึงทิ้งน้องเราเสียไม่พามาด้วยเล่า ข้าแต่สมมติเทวราชเจ้า ขอพระองค์อย่าได้ทรงเสียพระทัยเลย ข้าพระบาททั้งปวงจะเชิญเสด็จพระกนิษฐาของพระองค์มาถวายให้จงได้ ครั้นกราบทูลแล้วก็พาเสนาไปถึงศาลาแล้ว ไม่เห็นพระกุมารบนศาลาก็แยกย้ายกันไปเที่ยวค้นหาทั่วทุกทิศ ครั้นไม่เห็นแล้วก็เกิดความพิศวงกลับมากราบทูลพระวงศ์สุริยามาศว่า ข้าแต่สมมติเทวราชเจ้า น่าอัศจรรย์นักข้าพระบาททั้งปวงไปเที่ยวค้นหาพระอนุชาของพระองค์ทั่วทุกตำบลไม่ประสบพบปะแล้ว จึงได้พากันกลับมาเฝ้ากราบทูลให้ทรงทราบ พระพุทธเจ้าข้า

ลำดับนั้น พระวงศ์สุริยามาศ ทรงพระปรารภถึงพระอนุชาทรงปริเทวนาการ ตรัสเป็นบาทพระคาถาว่า

หนฺท มยํ มริสฺสามกสฺมา อาเนถ มํ เอกํ
ตํ กนิฏฺํ ชหิตฺวานกนิฏฺโ เม จิรายติ
ตาว โภนฺโต ปิตา มาตานตฺถิ าติสหายกา
มุโขโลกา ทิวาทิวํอฺมฺํ มยํ อุโภ
กุหึ คโต กนิฏโ เมกปเณกสฺสุปุณฺณโก
อปสฺสิโก อนาถโกนฏฺาวาโส มโต ภเว

แปลว่า ถึงตัวเราจักตายก็ตามเถิด เหตุไฉนท่านทั้งหลายพามาแต่เราผู้เดียว ทิ้งน้องเราเสียทำให้น้องเราต้องเที่ยวซัดเซพเนจรไป ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย เราทั้งสอวไม่มีบิดามารดาไม่มีญาติมิตรสหาย ได้เห็นหน้ากันแต่พี่น้องทุก ๆ วันเท่านั้น น้องเราจะไปข้างไหน ได้เป็นกำพร้าแต่ผู้เดียวก็จะทรงกรรแสงมีพระพักตร์นองไปด้วยอัสสุชล ไม่มีคนเห็นเป็นคนอนาถาหาที่อยู่ไม่ได้ ก็จะถึงแก่ความตายเป็นแท้

พวกราชบุรุษพากันกราบทูลว่า ขอพระองค์มีดำรัสสั่งให้สร้างศาลา แล้วให้เขียนรูปภาพว่าด้วยเรื่องตั้งต้นแต่พระราชบิดารับสั่งให้เพชฌฆาตจับมัดพระราชกุมารทั้งสองไปประหารชีวิต แล้วพระราชกุมารทั้งสองพ้นจากมรณภัยพากันหนีออกจากพระนคร ไปจนถึงพระเชษฐามาบรรทมหลับอยู่กับพระอนุชาบนศาลา แล้วพวกราชบุรุษรับเอาแต่พระองค์ผู้พระเชษฐาออกจากศาลามา แล้วให้ทำพระรูปจำลองทองให้เหมือนกับพระรูปของพระองค์ประดิษฐานไว้ แล้วขอให้ทรงบริจาคแก่คนกำพร้าอนาถาทุก ๆ วัน พระกนิษฐาของพระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่เสด็จมาได้เห็นประวัติอันนั้นแล้ว ทรงอดกลั้นไม่ได้ก็จะทรงพระกรรแสง ข้าพระบาททั้งปวงก็จะทราบได้ว่าผู้นั้นเป็นพระกนิษฐาของพระองค์ พระวงศ์สุริยามาศก็โปรดให้กระทำตามนัยที่พวกราชบุรุษกราบทูลฉะนั้น

ในกาลเมื่อพระวรวงศ์กุมารตื่นบรรทมแล้ว ไม่เห็นพระเชษฐาก็ออกจากศาลาเที่ยวค้นหา ทรงพระกรรแสงรำพันไปต่าง ๆ พลางกล่าวเป็นบาทพระคาถาว่า

มยํ กนิฏฺภาติกามาตุยา ชหิตาตุรา
อุโภ โหม สหายกาอิทานิ กปเณกโก
อสหาโย จ โคจรํกุหึ กุหึ อหํ ลเภ
มโต เม เจ กวิสฺสติอชานิ ภาติโก จ โส
พฺยคฺเฆน คหิโตปิ โสกึ ยกฺขภูตขาทิโต
เจ สตฺตาหารโก มโตภกฺขเสโส ภวิสฺสติ
อาทู สกิฺจโน มยามยิ ภารวโห ชหิ
มมปิ สุขกามตายตฺถ ผาสุกเมกโก
จโร จเรตุ กามโตภาตุจิตฺตํ สมํ สิยา
การุฺํ ชนกํ เอวมม ทุกฺเขน ทุกฺขิตํ
พาหา คณฺหติ มํ หราภาติกาติคุณวรา
มํ ชหิตา น สิยาวอโห ปุพฺเพ กมฺมเวรา
ปิยวิปโยคปตฺตาเอสากุสลธมฺมตา

​แปลว่า เราพี่น้องพลัดพรากจากพระมารดามาได้รับความเดือดร้อนพอได้เป็นสหายกันสองคน บัดนี้เราก็มาเป็นคนกำพร้าคนเดียวไม่มีสหาย เราจะได้อาหารที่ไหน ถ้าความตายมีแก่เราพระเชษฐาก็ไม่ทรงทราบ ถึงพระเชษฐาเล่าเสือโคร่งคาบเอาไปเสียแล้ว หรือยักษ์ภูตผีปีศาจกินเสียแล้วเราก็ไม่ทราบ ถ้าสัตว์กินพระชนม์ชีพเสียแล้ว ก็คงจักมีทรากพระศพที่สัตว์กินแล้วเหลืออยู่ หรือว่าพระเชษฐาจักมีพระกังวลด้วยเรา จะพาเราไปเป็นที่หนักในพระทัยจึงได้ทิ้งเราเสีย เราผู้เดียวจะแสวงหาความสุขจะได้ความสุขสำราญที่ไหน พระเชษฐาจะเที่ยวไปก็จงเที่ยวไปตามพระประสงค์เถิด แต่พระทัยของพระเชษฐามีพระกรุณาเราอยู่เสมอดังพระชนกทีเดียว เมื่อเราได้ความลำบากด้วยทุกข์ พระเชษฐายังได้พาเราอุ้มไปด้วยพระพาหาทั้งสอง พระเชษฐามีพระคุณแก่เราอย่างประเสริฐเหลือล้นซึ่งจะทิ้งเราเสียนั้นไม่มีเลย ทั้งนี้ก็เป็นเพราะกรรมเวรที่ทำไว้ในปางก่อน จึงได้พากันมาต้องวิปโยคทุกข์ถึงเพียงนี้ ความเป็นธรรมดาของกุศลและอกุศลเป็นอย่างนี้

พระวรวงศ์กุมาร เธอบรรเทาความเศร้าโศกให้เบาบางลงเสียได้ด้วยกำลังพระปรีชาญาณ แล้วเสด็จจรไปตามมรรคาจนหลงทางไม่รู้ว่าจะไปแห่งหนตำบลใด เวลาบรรทมก็บรรทมอยู่ในป่าใหญ่ มีหมู่เทพเจ้าพิทักษ์รักษาปราศจากโรคาที่จะมาเบียดเบียน ครั้นตื่นบรรทมก็เสด็จสัญจรไป พอเวลาสายัณหสมัยก็บรรถุถึงบ้านเศรษฐีแห่งหนึ่ง จึงเสี่ยงบารมีเข้าไปขออาหารกะนางทาสีของเศรษฐีว่า ข้าแต่แม่ป้า ข้าเป็นคนหลงทางมา ขอแม่ป้าจงให้อาหารแก่ข้าเอาบุญเถิด ยายเฒ่าทาสีมีจิตกรุณาก็เอาภาชนะทำด้วยดินใส่อาหารให้แล้วกล่าวว่า ป้าเป็นคนจนไต้หรือเทียนก็ไม่มี พ่อจงรับประทานอาหารที่มืด ๆ เถิด

พระโพธิสัตว์เป็นคนกำพร้ารับภาชนะใส่อาหาร แล้วนั่งในที่ส่วนสุดข้างหนึ่ง เปลื้องแก้วมณีออกวางบนภาชนะแล้วก็เสวยพระอาหารด้วยแสงแก้ว

ยายเฒ่าเห็นดังนั้นนึกในใจว่า บุรุษผู้นี้ได้ไต้หรือเทียนมาแต่ไหน ครั้นเดินเข้าไปใกล้เห็นเป็นแก้วมณี จึงรีบไปบอกโลภันธเศรษฐีว่า มีบุรุษผู้หนึ่งวางแก้วมณีไว้บนภาชนะใส่อาหารแล้วรับประทานอาหารด้วยแสงแก้วอยู่ที่นอกบ้าน

ส่วนโลภันธเศรษฐี เป็นคนมีปรกติตั้งอยู่ในอำนาจแห่งความโลภ ครั้นได้ฟังถ้อยคำของยายเฒ่าแล้วก็เกิดความยินดี จึงเรียกทาสกรรมกรมาเป็นอันมาก สั่งให้จับพระโพธิสัตว์ไปโบยตี หาว่าเป็นโจรลักเอาแก้วของตนมา จึงชิงเอาแก้วนั้นไว้แล้วผูกคอพระโพธิสัตว์พาไป

พระโพธิสัตว์เจ้าได้เสวยทุกขเวทนาเป็นอันมาก จึงกล่าวว่าเราไม่ได้ลักเอาแก้วของท่านมา แก้วนี้มารดาให้แก่เรา ถ้าท่านอยากได้แก้วนี้ท่านจงเอาไปเถิด จะมาทำเราให้ได้ความลำบากเพราะเหตุอะไร เศรษฐีให้จำโซ่พระโพธิสัตว์ไว้แล้วมอบให้แก่ทาสไป พระโพธิสัตว์เจ้าได้เสวยทุกขเวทนาอดอาหารได้ความลำบากเป็นอันมาก

ในกาลนั้น ยังมีเศรษฐีธิดาคนหนึ่งชื่อว่านางคารวี ได้เห็นพระโพธิสัตว์เจ้าเสวยทุกขเวทนาเหลือเกินดังนั้น จึงเกิดความสิเนหารักใคร่ ด้วยอำนาจที่ได้เคยสันนิวาสกันมาแต่ปางก่อน จึงไปหาบิดา ยกมือขึ้นไหว้แล้วกล่าวว่า ข้าแต่บิดา ๆ อย่ากระทำบาปกรรมเลย จงปล่อยบุรุษนั้นเสียเถิด เหตุไฉนบิดาไม่กลัวเวรกรรมมาให้ทุกข์แก่ผู้อื่น ความทุกข์นั้นก็จะกลับได้แก่ตน ว่าแล้วก็ร้องไห้

เศรษฐีผู้บิดาได้ฟังวาจาของนางแล้วก็ด่าบริภาษว่า อีลูกทาสีเหลวไหลร้ายกาจเหลือเกิน มาผูกจิตรักใคร่ในโจรก็เป็นได้ ถ้าเจ้าขืนผูกสมัครรักใคร่ในโจรทำให้ขายหน้าบิดามารดาแล้ว พ่อจะฆ่าเจ้าเสีย

นางเศรษฐีธิดาได้รับความละอายหมดปฏิภาณจึงคมนาการกลับไปสู่เคหาของตนแล้วเรียกนางทาสีผู้สนิทคนหนึ่งมาสั่งว่า เจ้าจงรับเอาเงินและทองไปยังสำนักนายโจรบาลบอกว่า ท่านจงรับสินบนนี้ จงปล่อยโจรเสียอย่าได้ผูกพันธนาการโจรเลยตามคำเราสั่ง

นางพาสีรับเอาเงินและทองไปให้แก่นายโจรบาลแล้วบอกว่าท่านจงรับเอาสินบนนี้ จงปล่อยโจรเสียอย่าได้ผูกพันธนาการโจรเลย นายโจรรับเอาเงินและทองไว้แล้วก็แก้พระโพธิสัตว์ออกจากเครื่องพันธนาการ

นางคารวีจึงจัดขนมและของเคี้ยวและอาหารมีข้าวยาคูและภัตตาหารเป็นต้น ส่งไปบำเรอพระโพธิสัตว์เจ้า อยู่มาประมาณสองสามวันพระโพธิสัตว์เจ้าก็ปราศจากพระโรคาพาธได้ความสุขสำราญอยู่ ณ เรือนจำนั้น

อยู่มาภายหลังโลภันธเศรษฐีอยากจะไปค้าขายประเทศอื่นจึงจัดแจงสิ่งของต่าง ๆ บรรทุกลงสำเภาพาพระโพธิสัตว์เจ้าไปในสำเภาด้วย

​นางคารวีเกิดความทุกข์เสียใจโศกเศร้ากลัวจะพลัดพรากจากพระโพธิสัตว์เจ้า จึงไปวิงวอนบิดาว่าจงพาข้าพเจ้าไปด้วย ข้าพเจ้าอยากจะเห็นประเทศอื่น ๆ เศรษฐีบิดาโกรธด่าบริภาษว่า หญิงร้ายเหลวไหลอยากได้โจรเป็นผัว จะตามโจรไปพ่อก็จะไม่พาเจ้ากลับมา

นางคารวีทำสำออยให้บิดาหายโกรธแล้วจึงหมอบลงแทบเท้าบิดาวิงวอนว่า ข้าแต่คุณพ่อ เมื่อคุณพ่อไปทางไกลเกิดความเจ็บไข้ได้ความทุกข์ ไม่มีใครปฏิบัติคุณพ่อก็จะได้ความลำบาก

โลภันธเศรษฐีได้ฟังถ้อยคำของธิดาก็เกิดความยินดีปรีดา รับว่าจริงของเจ้า แล้วก็พาธิดาลงเรือสำเภาไป

พอถึงวันฤกษ์ดีโลภันธเศรษฐีก็ให้ทาสกรรมกรทั้งปวงเคลื่อนสำเภาออกจากท่า ทาสกรรมกรทั้งสิ้นเหล่านั้นก็ไม่สามารถจะฉุดสำเภาให้เคลื่อนออกจากท่าได้

เศรษฐีจึงให้พระโพธิสัตว์ถือธงขึ้นไปโบกบนศีรษะเรือ พอพระโพธิสัตว์โบกธงขึ้น เรือสำเภาก็เคลื่อนออกจากที่ได้ คนทั้งปวงได้เห็นพระมหาสัตว์ดังนั้นก็เกิดโสมนัสยินดีปรีดา

เมื่อเศรษฐีไม่สามารถจะฆ่าพระโพธิสัตว์ให้ตายได้ ก็เกิดความไม่ชอบใจพระโพธิสัตว์ ด้วยความที่เศรษฐีเห็นผิดไป เรือสำเภาแล่นไปในมหาสมุทร์อยู่นานหลายวันก็บรรลุถึงท่านครหนึ่งชื่อว่า ขุรนคร (ถ้ามีผู้โจทก์ถามเข้ามาว่า พระนครนี้ชื่อว่า ขุรนคร เพราะเหตุอะไร มีผู้วิสัชนากล่าวว่า พระนครนี้ชื่อว่า ขุรนคร เพราะพระนครนั้นมีสระน้ำกรด)

แท้จริงในพระนครมีสระใหญ่ มีเสาประโคนแล้วด้วยศิลาอยู่ในสระนั้นมียักษ์สิงอยู่ เพราะเหตุนั้นจึงได้ชื่อว่า ขุรนคร (พระนครมีสระน้ำกรด) แลมีอักษรจารึกไว้ที่หลักศิลานั้นว่า ผู้ถอนหลักศิลาขึ้นได้ก็จะได้พระขรรค์สามารถจะฆ่ายักษ์ใหญ่ได้ จะเป็นผู้มีบุญใหญ่ดังนี้ ครั้นครบกำหนดสามปีน้ำในสระใหญ่นั้นเกิดเป็นน้ำกรด มียักษ์เกิดขึ้นจากเสาประโคนศิลานั้นมากินกษัตริย์ที่ครองราชย์สมบัติในพระนครนั้นเสีย ประการหนึ่งเมื่อมีกษัตริย์ครองราชย์สมบัติล่วงมาได้ ๓ ปี ยักษ์นั้นมากินกษัตริย์เสีย แล้วมีกษัตริย์อื่นมาครองราชสมบัติอีก แล้วยักษ์กินเสียแล้วมีกษัตริย์อื่นมาอีกเป็นลำดับมาดังนี้

​ในกาลนั้นมีกษัตริย์พระองค์หนึ่ง ทรงพระนามพระเจ้าภุสาราช ครองราชย์สมบัติอยู่ในนครนั้น โลภันธเศรษฐีจึงให้คนเชิญเครื่องราชบรรณาการไปถวายพระเจ้าภุสาราช กราบทูลว่า ข้าพระบาทจับโจรได้คนหนึ่งนำมาถวายพระองค์

พระเจ้าภุสาราชได้สดับแล้วทรงพระจินตนาการว่า ถึงวันคำรบเจ็ดตัวเราก็จะถูกยักษ์กินเป็นอาหาร อย่ากระนั้นเลยเราจะตั้งโจรนี้ไว้ในราชสมบัติ ยักษ์มาถึงก็จะกินโจรเสีย เรารอดตายแล้วภายหลังเราจักครองราชย์สมบัติต่อไป ครั้นทรงพระจินตนาการดังนี้แล้วจึงกล่าวว่า มหาเศรษฐีท่านจงนำโจรนั้นมาเถิด แล้วก็สั่งให้ราชบุรุษไปกับเศรษฐี พวกราชบุรุษมาถึงสำเภาแล้วก็เข้าคร่าพระโพธิสัตว์โบยตีพาไป พระมหาสัตว์เจ้าก็ทรงพระโศกากรรแสงไห้มีน้ำพระเนตร์ไหลโทรมพระพักตร์ดำเนินตามพวกราชบุรุษไป

นางคารวีเห็นดังนั้นก็โศกเศร้าเพียงดังว่าดวงหทัยแตกออกไปได้เจ็ดซีก ก็ถึงวิสัญญีสลบล้มลง

พวกราชบุรุษก็พาพระมหาสัตว์เจ้าไปถวายพระเจ้าภุสาราช พระเจ้าภุสาราชได้ทอดพระเนตร์เห็นรูปสมบัติของพระมหาสัตว์เจ้าแล้วก็เกิดความเสื่อมใส มีพระราชดำรัสว่า พ่อเอ๋ยเจ้าก็ยังหนุ่มน้อยรูปร่างก็งดงามนัก เจ้ามาทำโจรกรรมเช่นนี้เจ้าไม่ละอายหรือ

พระโพธิสัตว์จึงกราบทูลบรมกษัตริย์ว่า ข้าแต่สมมติเทวาราชเจ้า ข้าพระองค์ไม่ได้เป็นโจร แก้วดวงนี้พระมารดาของข้าพระบาทประทานให้ เศรษฐีนี้มาแย่งชิงเอาแก้วไปแล้วกล่าวคำเท็จใส่โทษข้าพระบาท จำจองข้าพระบาทด้วยโซ่แล้วพามาพระเจ้าข้า

บรมกษัตริย์ได้สดับคำกราบทูลดังนั้นแล้วตรัสว่า พ่อมาณพผู้จำเริญเราจักเลี้ยงเจ้าไว้ให้ครองราชย์สมบัติ

พระมหาสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทวราชเจ้า ความทุกข์ของข้าพระบาทยังมีอยู่เป็นอันมาก จิตของข้าพระบาทก็ยังไม่มีสุขสำราญ ข้าพระบาทจะครองราชย์สมบัติไปอย่างไรได้

บรมกษัตริย์ตรัสว่า ความทุกข์ของเจ้าเพียงเท่านั้นจะเป็นอะไรไป กุมารกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทวราชเจ้า ข้าพระบาทพลัดพรากจากพระนครและบิดามารดามาด้วยกันสองคนพี่น้อง แล้วกราบทูลเล่าประวัติจำเดิมแต่ต้นถวายให้บรมกษัตริย์ทรงทราบทุกประการ

​พระเจ้าภุสาบรมกษัตริย์ได้สดับประวัติดังนั้นจึงตรัสว่า เราสำคัญว่าเจ้าเป็นเด็กโจร ไม่ทราบเลยว่าเจ้าเป็นวงกษัตริย์ เป็นเนื้อหน่อพระชินสีห์สัพพัญญพุทธเจ้า ดูกรพ่อ เจ้าจงไปอ่านอักษรที่จารึกไว้ที่เสาแล้วฆ่ายักษ์เสียให้ตายแล้วจงครองราชย์สมบัติเถิด

พระโพธิสัตว์เข้าไปที่ใกล้เสาอ่านอักษรจารึกทราบความแล้ว รำพึงในใจว่า เราจักถอนเสานี้ขึ้นได้พระขรรค์แล้วเราจะฆ่ายักษ์เสีย แล้วเกิดความยินดีกลับมากราบทูลบรมกษัตริย์ว่า ข้าแต่สมมติเทวราชเจ้า ขอพระองค์อย่าทรงพระดำริโศกเศร้าเสียพระทัยเลย ขอพระองค์จงได้ความสุขสำราญพระทัยเถิด ข้าพระบาททราบเกล้าอยู่ ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ผู้ใดที่จะสามารถถอนเสาขึ้นได้ ผู้นั้นคือข้าพระบาททีเดียว พระองค์จะได้ทอดพระเนตร์ข้าพระบาทในวันที่เจ็ด แต่ขอได้โปรดเกล้ามีรับสั่งให้โลภันธเศรษฐีนำเอาแก้วมณีของข้าพระบาทคืนมา ข้าพระบาทจะทำแก้วมณีนั้นให้เป็นสหายของตนแล้วจะรบกับยักษ์

ในทันใดนั้น พระเจ้าภุสาบรมกษัตริย์มีรับสั่งให้โลภันธเศรษฐีนำเอาแก้วมณีมาพระราชทานแก่พระมหาสัตว์เจ้า

พระมหาสัตว์เจ้าได้แก้วมณีแล้ว ก็บังเกิดปีติยินดีเป็นอันมาก ประหนึ่งว่าได้เห็นพระพักตร์พระมารดาฉะนั้น ยกแก้วขึ้นจุมพิตแล้ววางไว้บนพระเศียรเกล้าแห่งพระองค์

พระเจ้าภูสาบรมกษัตริย์ โปรดเกล้าให้พระโพธิสัตว์เจ้าสระสรงวารีแล้ว ให้ตกแต่งด้วยอลังการทั้งปวง แล้วให้เสวยโภชนาหารมีรสอันเลิศต่าง ๆ ทรงชุบเลี้ยงพระมหาสัตว์เจ้าดุจดังพระโอรสอันเกิดจากพระอุทรประเทศฉะนั้น กิติศัพท์อันนั้นก็เล่าลือไปทั่วพระนคร

ครั้นถึงวันเป็นคำรบเจ็ด บรรดาชนทั้งหลายก็พากันมาจากทิศน้อยทิศใหญ่ บางจำพวกก็ได้รับความเศร้าโศกเสียใจ บางจำพวกได้รับความสุขรื่นเริงบันเทิงใจ ยืนประชุมกันอยู่ในที่มีพื้นเสมอกัน ปรารถนาจะดูยักษ์กินบรมกษัตริย์

พระเจ้าภุสาบรมกษัตริย์ จึงตรัสให้โยธาเป็นอันมากเข้าถอนหลักศิลา พวกโยธาทั้งสิ้นเหล่านั้นไม่สามารถจะถอนหลักศิลาให้หลุดได้ ก็พากันล้มสลบไปทุกคน

พระเจ้าภุสาบรมกษัตริย์เกิดความหวาดพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงตรัสวิงวอนพระโพธิสัตว์เจ้าว่า ดูกรพ่อ พวกโยธาทั้งหลายพากันสลบไปสิ้นแล้ว ในพวกโยธาเหล่านั้นจะมีผู้สามารถถอนขึ้นได้แต่สักคนหนึ่งก็ไม่มีแล้ว พ่อจงถอนหลักศิลาขึ้นด้วยกำลังเรี่ยวแรงของพ่อเถิด

พระมหาสัตว์เจ้าเข้าไปใกล้เสาแล้ว จึงตั้งสัตยาธิษฐานว่า ข้าแต่หมู่เทพเจ้าผู้เจริญทั้งหลาย ถ้าข้าพเจ้าจักได้เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าในอนาคตกาลไซร้ แต่พอข้าพเจ้าเอามือไปแตะต้องเสาศิลาเข้าแล้ว ขอให้เสาศิลานั้นหลุดถอนขึ้นได้โดยง่ายดายเถิด

ในทันใดนั้น เทพเจ้าทั้งหลายมีท้าวสักกรินทราธิบดีเป็นประธาน ก็มาสันนิบาตประชุมกันช่วยกระทำการถอนเสาศิลานั้นเป็นการเอิกเกริกโกลาหล

ส่วนพระมหาสัตว์เจ้า เมื่อจะถอนเสาศิลา พระองค์จึงระลึกถึงพระบารมีทั้งหลายแล้วกล่าวว่า พระบารมีทั้งหลาย คือ พระทานะบารมี พระสีละบารมี พระเนกขัมมะบารมี พระปัญญาบารมี พระวิริยะบารมี พระขันตีบารมี พระสัจจะบารมี พระอธิษฐานะบารมี พระเมตตาบารมี พระอุเบกขาบารมี ทั้งปวงจงมาแวดล้อมข้าพเจ้าช่วยกันรบกับยักษ์เถิด ว่าแล้วก็เข้าไปถอนเสาศิลาขึ้นได้โดยสุขสวัสดี แล้วได้รับพระขรรค์เล่มหนึ่งในประเทศที่มูลรากแห่งศิลานั้น

พระโพธิสัตว์เจ้าฉวยเอาพระขรรค์ได้แล้ว ก็โยนเสาศิลาลงในน้ำ เสาศิลาก็กระทำเสียงดังปรูปรูเหมือนขั้วข้าวตอก แล้วก็ย่อยละเอียดเป็นจุณวิจณไป อัศจรรย์ทั้งหลายก็ปรากฏบังเกิดมีแผ่นมหาปฐพีนี้ก็กัมปนาทสนั่นหวั่นไหว ดุจพระยาช้างอันเมามันฉะนั้น บรรดาเทพยดาทั้งหลายตลอดขึ้นไปจนถึงพรหมโลกก็พากันซ้องเสียงสาธุการ

พระเจ้าภุสาบรมกษัตริย์จึงตรัสว่า การที่ท่านทำให้สำเร็จไปแล้วนี้เป็นขั้นทีแรก ยังจะมียักษ์เป็นดอกปทุมชาติผุดขึ้นมาต่อภายหลัง

พระมหาสัตว์เจ้าจึงตั้งสัตยาธิษฐานว่า ถ้าเราเป็นผู้มีบุญจะได้เป็นกษัตริย์ในพระนครนี้ไซร้ เราจะโยนแก้วมณีลงไปในน้ำ ขอแก้วมณีที่เราโยนไปแล้วอย่าได้จมลงเลย ครั้นอธิษฐานแล้วก็โยนแก้วมณีไป แก้วมณีก็ไม่จมน้ำกลับลอยอยู่บนหลังน้ำ พระมหาสัตว์เจ้าก็ถือพระขรรค์ลงไปในสระนั้นมีแก้วมณีเป็นอันมากก็มาแวดล้อมพระมหาสัตว์ประดิษฐานอยู่ ส่วนยักษ์ก็เป็นดอกปทุมชาติผุดขึ้นมา พระมหาสัตว์เจ้าก็ฟาดดอกปทุมชาติด้วยพระขรรค์ ดอกปทุมชาติก็ปรากฏเป็นยักษ์ถึงซึ่งความตาย เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลายก็เกิดความโสมนัสบรรลือเสียงสรรเสริญอยู่กึกก้อง ชนทั้งหลายที่กล่าวการมงคลด้วยปากก็อวยชัยมงคลแก่พระมหาสัตว์เจ้า

​ในกาลนั้นพระเจ้าภุสาบรมกษัตริย์ก็เข้าสวมกอดพระโพธิสัตว์เจ้า แล้วตรัสว่า ดูกรพ่อ เจ้าให้ชีวิตแก่เรา ๆ จะให้นางมกุฎเทวีซึ่งเป็นราชธิดาของเราแก่เจ้า จะกระทำการอภิเษกมอบราชสมบัติให้แก่เจ้า

พระมหาสัตว์จึงกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทวราชเจ้า ชายาของข้าพระบาทชื่อว่านางคารวี เป็นธิดาของโลภันธเศรษฐีมีแล้วพระเจ้าข้า

บรมกษัตริย์ตรัสว่า ซึ่งเจ้าว่ามีชายาอยู่แล้วนั้นช่างเถิด คนทั้งหลายเขามีชายาสองคนก็มี เจ้าจงเลี้ยงชายาทั้งสองคนให้เป็นฝ่ายขวาคนหนึ่งให้เป็นฝ่ายซ้ายคนหนึ่ง แล้วตรัสให้ราชบุรุษไปเชิญนางคารวีมาเฝ้า ตรัสว่า ดูกรแม่คารวี ตัวเจ้าก็ดี นางมกุฎเทวีธิดาเราก็ดี ทั้งสองนางนี้จงมีความเสน่หารักใคร่กันให้เป็นเหมือนพี่น้องร่วมพระครรภ์มารดาเดียวกัน จงช่วยกันปฏิบัติสามีเถิด

นางคารวีถวายบังคมบรมกษัตริย์ แล้วรับพระราชโองการว่า สาธุ ซึ่งทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าข้าพระบาทดังนี้เป็นการดีแล้วพระเจ้าข้า

บรมกษัตริย์โปรดให้กระทำการมงคลอยู่ถึงเจ็ดวันแล้ว พระโพธิสัตว์ก็ขึ้นครองราชย์สมบัติ กิติศัพท์ก็ฟุ้งขจรไปว่า มีพระบรมกษัตริย์ทรงพระนามว่าพระเจ้าวรวงศ์ ปรากฏว่าเป็นผู้มีบุญฆ่ายักษ์เถ้ารึงตาย ได้ครองราชย์สมบัติแล้ว

พระเจ้าวรวงศ์จึงอัญเชิญพระเสื้อเมืองในพระนครนั้น ซึ่งถูกยักษ์เถ้ารึงขับไล่ไปประดิษฐาน ณ ขอบจักรวาฬมา แล้วกระทำพลีกรรมด้วยสักการะอันใหญ่แล้วให้อยู่ในเทวกุล (ศาลเทพารักษ์)

พระเสื้อเมืองทราบคุณของพระโพธิสัตว์เจ้าแล้วปรารถนาจะตอบแทนพระคุณพระโพธิสัตว์เจ้า จึงถวายแก้วมณีดวงหนึ่งมีอานุภาพเป็นอันมากแก่พระโพธิสัตว์เจ้า แล้วกราบทูลอุปเท่ห์ที่จะใช้สอยแก้วนั้นว่า ข้าแต่สมมติเทวราชเจ้า แก้วดวงนี้มีอานุภาพเป็นอันมาก ถ้าพระองค์ปรารถนาจะเสด็จไปบนอากาศจงถือเอาแก้วดวงนี้ไป ถ้าพระองค์จะมีพระราชประสงค์อย่างใด แก้วดวงนี้ก็จะประพฤติตามพระราชประสงค์ทุกประการ

พระเจ้าวรวงศ์บรมโพธิสัตว์เจ้าทรงรับแก้วนั้นไว้แล้วเสวยราชสมบัติอยู่ช้านาน อยู่มาวันหนึ่งถึงเวลาอัฑฒรัตติกสมัย ทรงหวนระลึกถึงพระเชษฐาของพระองค์ อันความโศกแลความทุกข์เข้าบีบคั้นก็ทรงพระกรรแสงแล้วทรงจินตนาการว่า ตั้งแต่เราได้เป็น​บรมกษัตริย์แล้ว ยังไม่ทราบข่าวพระเชษฐาเลยว่าพระเชษฐายังจะมีพระชนม์ชีพอยู่หรือประการใด ทรงจินตนาการดังนี้แล้ว ครั้นรุ่งขึ้นเป็นวันใหม่ก็ไปเฝ้าพระสัสสุรราช มอบราชสมบัติแก่พระสัสสุรราชแล้ว กราบทูลว่า ข้าพระบาทขอถวายบังคมลาไปเที่ยวแสวงหาพระเชษฐาของข้าพระบาทพระเจ้าข้า

พระเจ้าภูสาบรมกษัตริย์ได้สดับพระวาจาพระบรมโพธิสัตว์เจ้าแล้ว พระเนตรทั้งสองก็ฟูมฟองไปด้วยพระอัสสุชล มีพระดำรัสว่า พ่อจะไปเที่ยวแสวงหาพระเชษฐาเป็นที่รัก บิดาจะห้ามเจ้าก็มิบังควร เจ้าจะพาทั้งสองเทวีไปด้วยหรือประการใด

พระเจ้าวรวงศ์บรมโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทวราชเจ้า ข้าพระบาทขอฝากนางมกุฎเทวีไว้แก่พระองค์ จะพาแต่นางคารวีไปพอได้เป็นเพื่อนกัน ฝ่ายนางมกุฎเทวีได้สดับคำพระราชสามีแล้ว ไม่อาจกลั้นความโศกได้ก็ทรงพระกรรแสงวิงวอนพระราชสามี กล่าวเป็นบาทคาถาว่า

มา ชหาติ จ มํ เนหิสหายกา อหํ ตยา
คมิสฺสาม สุขทุกฺขาวนาวเน ตโย ชนา
คตมคฺเค อฺมฺํมุขํ ทสฺเสม หาสนํ
มํ ชหา คารวึ เนติกึ ปาปํ ปกตํ มยา
มริสฺสามิ ตยา วินาชีวิตา มรณํ เสยฺโย
วิธวํ กฏุกํ โลเกคจฺฉฺเว รเถสภ

แปลว่า ข้าแต่พระราชสามีเจ้า พระองค์อย่าได้ทิ้งข้าพระบาทเลย พาข้าพระบาทไปด้วยเถิด ข้าพระบาทจะได้เป็นเพื่อนพระองค์ เราทั้งสามคนจะได้ร่วมสุขร่วมทุกข์กันไปในป่าน้อยป่าใหญ่ จะได้เห็นหน้ากันพอได้เป็นที่รื่นเริงใจในหนทางที่จะไป พระองค์มาละทิ้งข้าพระบาทเสียจะพาแต่แม่คารวีไปดังนี้ ก็ข้าพระบาทได้กระทำกรรมชั่วช้าลามกสิ่งใดไว้เล่า ข้าพระบาทพลัดพรากจากพระองค์แล้วก็คงจะตาย ตายเสียดีกว่ามีชีวิตอยู่ ความที่เป็นหญิงหม้ายเป็นเครื่องเดือดร้อนใจในโลก ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐในรถ ข้าพระบาทจะขอตามเสด็จไป

​พระเจ้าวรวงศ์บรมโพธิสัตว์ จึงตรัสตอบเป็นบาทพระคาถาว่า

นตฺถิ ปาปํ กตํ ตยาตฺวํ น โหติ อปฺปิยา
อหํ อากาสคมโนทฺวินฺนํ คณฺหามิ กํ คโต
อจฺฉสฺสุ ปิตุ สนฺติเกน จีรสฺเสว เม คโต
ติฏฺ ยาว มมาคตามา โสจิตฺถ มยา วินา

แปลว่า เจ้าจะได้กระทำกรรมชั่วลามกก็หามิได้ อนึ่งเจ้าจะไม่เป็นที่รักของพี่ก็หามิได้ พี่จะไปทางอากาศจะอุ้มเจ้าไปถึงสองคนอย่างไรได้ เจ้าจงอยู่กับพระบิดาเถิด พี่ไปจะไม่ให้ช้านัก เจ้าจงคอยอยู่จนกว่าพี่จะกลับมา เจ้าอย่าได้เศร้าโศกถึงการที่พลัดพรากจากพี่เลย

พระเจ้าวรวงศ์บรมโพธิสัตว์เจ้า ถวายบังคมลาพระเจ้าภุสาราช แล้วก็อุ้มนางคารวีขึ้นบนตักถือเอาแก้วมณีเหาะขึ้นไปบนอากาศ เมื่อคนทั้งหลายทั้งภายนอกพระนครทั้งภายในพระนครมีนางมกุฎเทวีเป็นประธาน พากันร้องไห้อยู่ ก็เหาะไปโดยอากาศทั้งสองคน พอถึงเวลาสายัณหสมัยได้เห็นศาลาพระดาบสในป่าใหญ่ ทั้งสองผัวเมียก็เหาะลงไป จึงเข้าไปใกล้ไหว้พระดาบสแล้วก็นั่งอยู่ในที่ส่วนสุดข้างหนึ่ง

พระดาบสถามว่า ท่านทั้งสองมาจากประเทศสถานที่ไหน

พระโพธิสัตว์เจ้าจึงบอกว่า ข้าแต่พระดาบสผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งสองมาจากขุรนคร จะขออาศัยอยู่ในสำนักพระผู้เป็นเจ้าตลอดราตรีนี้ แต่พออรุณขึ้นมาก็จะลาพระผู้เป็นเจ้าไป

พระดาบสถามว่า ท่านทั้งสองพากันมาได้กี่วันแล้ว

พระโพธิสัตว์บอกว่า ข้าพเจ้าทั้งสองออกแต่เวลาเช้า พอถึงเวลาเย็นก็มาถึงสถานที่นี้

พระดาบสถามว่า ได้ยินว่าขุรนครอยู่ไกลเหลือเกิน เหตุไฉนท่านจึงมาได้วันเดียว

พระมหาสัตว์บอกว่า ข้าพเจ้ามาทางอากาศด้วยอานุภาพแก้วมณี

พระดาบสได้ฟังแล้วคิดว่า เมื่อคนทั้งสองนอนหลับแล้ว เราจะลักเอาแก้วมณีแล้วจะเหาะไป

พระโพธิสัตว์เจ้ากับนางคารวี มีพระกายเหน็ดเหนื่อยก็บรรทมหลับไป

​พระดาบสทำเป็นเดินจงกรมไป ๆ มา ๆ ครั้นทราบว่าทั้งสองคนหลับแล้ว ก็ค่อย ๆ ย่องเข้าไปลักเอาแก้วมณีได้แล้วก็เหาะไปบนอากาศ

พระมหาสัตว์เจ้าตื่นพระบรรทมแล้วไม่เห็นแก้วมณี และไม่เห็นพระดาบสในศาลา จึงปลุกนางคารวีขึ้นบอกว่า ดูกรผู้มีพักตร์อันเจริญ พระดาบสลักเอาแก้วมณีของเราหนีไปแล้ว

นางคารวีกราบพระสามีลงที่พระบาท แล้วก็กรรแสงไห้ว่า ข้าแต่พระสามีเจ้า เราจะพากันไปก็ไม่รู้จักทิศไหนต่อทิศไหน ใครจะบอกหนทางให้แก่เรา เราก็หลงเที่ยวไปในป่าอันพลุกพล่านไปด้วยสัตว์เสือเนื้อร้าย ก็จะพากันตายไม่ต้องสงสัย

พระโพธิสัตว์เจ้าสวมกอดนางคารวีจุมพิต แล้วกล่าวคาถารำพันไปว่า

ภทฺเท ปุพฺเพ กมฺมเวราสีลธโรติ มฺิตา
น กุหโกติ กงฺขามกสฺมา ปาปํ น ภายติ
ตาปโส นาม การฺโพฺรหฺมวิหารยุตฺตโก
กสฺมา อมฺเห ทุกฺเข กโรภทฺเท ตฺวํ สุขิตา ปุเร
ปาสาเท เต วสํ สุขาปตฺติกา กนฺตารมาคตา
โสกาตุริยสมฺปตฺตาครุคพฺภา กถํ จเร
สพฺเพ สตฺตา วเน สนฺติจณฺฑาลา จ วิหึสกา
อมฺเห ทุกฺขปฺปตฺเต มคฺเคกถํ คจฺฉามิ ภีรุกา

แปลว่า ดูกรเจ้าผู้มีพักตร์อันเจริญ กรรมเวรของเราได้กระทำไว้แต่ปางก่อน เราสำคัญว่าพระดาบสเป็นผู้ทรงศีล ไม่สงสัยเลยว่าแกเป็นคนโกง เหตุไฉนแกจึงไม่กลัวบาป ขึ้นชื่อว่าดาบสย่อมประกอบไปด้วยความกรุณา ประกอบไปด้วยวิหารธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหม เหตุไฉนมาทำให้เราได้ความลำบาก ดูกรเจ้าผู้มีพักตร์อันเจริญ แต่ก่อนเจ้าได้เคยเสวยความสุข เมื่อเจ้าอยู่ในปราสาทเจ้าเคยเป็นสุขสำราญ บัดนี้มาถึงที่กันดารต้องเดินด้วยเท้า ได้เสวยความโศกเศร้าความเดือดร้อน และเจ้าก็มีครรภ์แก่จะเที่ยวไปอย่างไรได้ ในป่าก็มีแต่สัตว์อันดุร้าย คอยแต่จะเบียดเบียนกันทั้งนั้น เราทั้งหลายก็เป็นคนขลาดจะไปในทางที่ลำบากอย่างไรได้

​พระเจ้าวรวงศ์บรมโพธิสัตว์เจ้า ปริเทวนาการแล้วก็จูงพระหัตถ์พระราชเทวี ไม่ทราบว่าทิศไหนเป็นทิศน้อยทิศใหญ่ ก็ดำเนินไปตามทางกันดาร และปลอบพระราชเทวีว่า ดูกรเจ้าผู้มีพักตร์อันเจริญ ถ้ามียักษ์มันเที่ยวอยู่ในป่ามาประจวบเฉพาะหน้าเราเข้าเราจะทำอย่างไร อาวุธในมือก็ไม่มี ถ้ามีพระขรรค์อยู่ในมือแล้วจะต้องกลัวยักษ์เพราะเหตุอะไร

พระมหาสัตว์เจ้ากับพระราชเทวี สิ้นความสามารถที่จะดำเนินต่อไปอีกได้ ก็เข้าหยุดพักนั่งอยู่ใต้ต้นไทรของพระยายักษ์ตนหนึ่ง

ในขณะนั้น มียักษ์ตนหนึ่งได้เห็นกษัตริย์ทั้งสองแล้วก็แล่นมาด้วยกำลังเร็ว ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังพิลึกพึงกลัว พระโพธิสัตว์ได้เห็นยักษ์แล้วก็ฉวยเอาพระหัตถ์เทวีลุกขึ้นหนีไป ยักษ์ก็ไล่ติดตามเหยียบต้นไม้ใหญ่น้อยหักทำลายมา ครั้นถึงพระมหาสมุทรไม่อาจลงไปได้ก็รอช้าอยู่ กษัตริย์ทั้งสองก็พากันว่ายน้ำทรงกรรแสงปริเทวนาการคร่ำครวญไป พระโพธิสัตว์จึงตรัสว่า ดูกรเจ้าผู้มีพักตร์อันเจริญ พระมหาสมุทรเป็นที่น่ากลัว ประกอบไปด้วยภัยอันตรายเป็นอันมากเป็นที่อยู่ของหมู่มัจฉาชาติ เจ้าจงเจริญเมตตาจิตไปในหมู่สัตว์ทั้งปวง

ครั้งนั้นก็เกิดมีลมพายุใหญ่มหาเมฆก็ตั้งขึ้น ฝนก็ตกลงมา ท้องฟ้าอากาศก็เกิดมืดมนอนธการทั่วไป จนกำหนดทิศน้อยทิศใหญ่ไม่ได้ กษัตริย์ทั้งสองถูกคลื่นในมหาสมุทรซัดเอาจนเหน็ดเหนื่อยพระกายอ่อนกำลังลง ก็พลัดพรากจากกัน ต่างคนต่างลอยไป จนเวลาแสงสว่างอรุณขึ้นมา พอเวลารุ่งเช้าคลื่นก็ซัดพระโพธิสัตว์เจ้าไปถึงฝั่ง

พระโพธิสัตว์ขึ้นจากฝั่งได้แล้ว ก็เที่ยวค้นหาพระราชเทวีตามหาดทราย เมื่อไม่ประสบพบพระราชเทวี ก็กล่าวเป็นบาทพระคาถาปริเทวนาการว่า

อโห เวรา ปุเร กตาตฺวํ คณฺหามิ วุยฺหิตํ
อชฺช รตฺตึ ตุจฺฉหตฺถาวุยฺหมานา จ เอกิกา
ตรงฺคาหิ หตา วุยฺหาคมฺภีรณฺณววุยฺหิตา
โอโลเกนฺโต น ปสฺสามิทิสฺวาน ตุจฺฉมูทกํ
กึ มชฺเฌ นุ มจฺฉภกฺขีอุทาหุ ทุพฺพลา มตา
น ทิสฺสามิ จ เม ชายาอาทู ติณฺณา สมุทฺทกา
สามิกฺจ คเวสนฺตีอปสฺสนฺตี มมํ คตา
มฺนุตี สามิกํ มตํตตฺถ คจฺฉติ เอกิกา
กาจิ คุณสมา นตฺถิอติคุณวรา ิตา
สกุโกติ กปณากาเลยาว รชฺชมการเย
ตาปโส โทสกาโร จมณี โน เถนิโต คโต
สเจ หิ เม มณิ ลทฺธาทุกฺขปฺปตฺตา น จ สิยา
เนนฺตุ อินฺโท จ พฺรหฺมา จจตฺตาโร โลกปาลกา
ฉกามาวจรา เหาวาสมุทฺทรกุขกาปิ จ
สพฺเพ โน สงฺคหํ กตฺวาปาเลนฺตุ มา ปมุฏฺกา
มม สนฺติกมาคนฺตฺวาโสตฺถี ภานฺตุ โน สทา

แปลว่า โอ้กรรมเวรเราได้กระทำไว้แต่ปางก่อน พี่อุ้มเจ้ามาถูกว่ายน้ำ ในคืนวันนี้เจ้าก็มีแต่มือเปล่า ๆ ว่ายน้ำไปแต่ผู้เดียว ถูกคลื่นซัดลอยไปว่ายอยู่ในทะเลลึก พี่ไม่เห็นเจ้าเห็นแต่น้ำเปล่า ๆ เจ้าคงจะเป็นเหยื่อมัจฉาชาติในกลางพระมหาสมุทรเสียแล้ว มิฉะนั้นเจ้าคงจะหมดกำลังตายเสียแล้ว ชายาของพี่เอ๋ยพี่ไม่เห็นแล้ว หรือว่าเจ้าขึ้นจากพระมหาสมุทรได้แล้วเที่ยวแสวงหาสามี ไม่เห็นพี่ก็เดินไป สำคัญว่าสามีตายเสียแล้ว ก็เดินไปแต่ผู้เดียว ใครที่จะมีคุณแก่พี่เสมอเจ้าไม่มีแล้ว เจ้ามีคุณแก่พี่อย่างประเสริฐเหลือเกิน เจ้าเป็นผู้สามารถอาจหาญตั้งแต่เมื่อพี่ยังเป็นคนกำพร้า มาจนถึงพี่ได้ครองราชสมบัติ ดาบสเป็นผู้ชั่วร้ายมาลักเอาแก้วมณีของเราไปเสีย ถ้าหากเราได้แก้วมณีแล้วเราก็จะไม่ถึงความลำบากยากเข็ญอย่างนี้ ขอพระอินทร์พระพรหมท้าวจตุโลกบาลและเทพเจ้าในกามาพจรสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น และเทพยดาที่รักษาพระมหาสมุทรทั้งสิ้น จงช่วยนำเอาแก้วมณีมาให้ข้าพเจ้า จงกระทำความสงเคราะห์ข้าพเจ้า ช่วยพิทักษ์รักษาข้าพเจ้าทั้งสอง อย่าได้หลงลืมข้าพเจ้าเสียเลย ขอความสวัสดีจงมีมาถึงข้าพเจ้าทั้งสองในกาลทุกเมื่อเถิด

พระมหาสัตว์เจ้า ปริเทวนาการอยู่ไม่สามารถจะดำรงพระกายอยู่ได้ก็ถึงวิสัญญีภาพล้มเหนือหาดทราย ไม่ช้าก็กลับได้สติมาเข้าพระทัยว่าพระราชเทวีสิ้นพระชนม์ชีพแล้ว ถูกไฟกล่าวคือความโศกเผาผลาญพระทัย ก็เกิดความเร่าร้อนพระมังสะในหทัย ​พระมหาสัตว์เจ้าก็ทรงดำรงพระสติแล้วก็อุฏฐาการจากหาดทรายดำเนินไป ด้วยความเข้าพระทัยว่าพระราชเทวีสิ้นพระชนม์ชีพแล้ว เสด็จสัญจรไปในป่าน้อยป่าใหญ่ถ้วนเจ็ดทิวากาล ก็บรรลุพระนครหนึ่งชื่อว่า อัยมาศนคร

ครั้งนั้นดาบสที่ลักแก้วมณีไปนั้น ครั้นลักเอาแก้วมณีได้แล้วก็เหาะขึ้นไปสูงเกินประมาณถูกลมกรดพัดเอาศีรษะขาดก็ตกลงในที่ใกล้พระนครอัยมาศกับทั้งแก้วมณี

พวกพ่อค้าเก็บเอาแก้วมณีได้ก็เอาไปถวายพระเจ้าวงศ์สุริยามาศ ๆ ก็โปรดให้นำเอาไปประดิษฐานไว้ในโรงทาน

ส่วนพระโพธิสัตว์เจ้าได้เห็นโรงทานแล้วจึงทรงจินตนาการว่า เราจะบริโภคอาหารในโรงทานแล้วก็จะเข้าไปยังโรงทานเที่ยวแลดูรูปที่เขาเขียนไว้ ได้เห็นรูปภาพเชษฐากับดวงแก้วมณีในห้องแรก ได้เห็นรูปภาพพี่น้องพลัดพรากจากพระมารดาในห้องที่สอง ได้เห็นรูปภาพพี่น้องบรรทมหลับอยู่บนศาลาในห้องที่สามแล้ว ไม่สามารถจะดำรงพระกายอยู่ได้ก็ถึงวิสัญญีภาพล้มลง

พวกราชบุรุษได้เห็นพระโพธิสัตว์เจ้าแล้วก็เกิดความพิศวง จึงพากันไปกราบทูลพระวงศ์สุริยามาศให้ทรงทราบ

พระเจ้าวงศ์สุริยามาศทรงทราบเหตุนั้นแล้ว ก็ขึ้นคอคชาธารเสด็จไปโดยด่วน เข้าไปยังโรงทานได้เห็นพระกนิษฐาแล้วก็เข้าสวมกอดจุมพิตพระเศียรทรงพระกรรแสง

ฝ่ายพระเจ้าวรวงศ์ผู้เป็นพระกนิษฐา ได้เห็นพระเชษฐาแล้วก็เข้าสวมกอด ทรงปริเทวนาการ กษัตริย์ทั้งสองพระองค์ทรงพระสะอึกสะอื้นไห้ อันความวิปโยคโศกเศร้าถูกต้องแล้วเสมือนดังบุคคลมีสรีรกายที่เขายกขึ้นวางไว้เหนือเชิงตะกอนฉะนั้น ไม่สามารถจะดำรงพระกายอยู่ได้ก็ถึงวิสัญญีภาพล้มลง

บรรดาพวกพลนิกายทั้งหลาย ได้เห็นกษัตริย์ทั้งสองพระองค์ทรงวิสัญญีภาพล้มลงดังนั้น อันความเศร้าโศกที่อาศัยการุณภาพหากบีบคั้นก็พากันล้มลงประดุจดังป่าไม้รังถูกลมพายุใหญ่ประหัตประหารฉะนั้น

​กษัตริย์ทั้งสองพระองค์ก็ได้สติฟื้นขึ้นแล้ว พระกนิษฐาจึงทูลถามพระเชษฐาว่า ข้าแต่สมมติเทวราชเจ้า เมื่อพระองค์บรรทมหลับอยู่กับข้าพระบาทแล้วมาทิ้งข้าพระบาทเสียเสด็จไปแห่งหนตำบลใดเจ้าข้า

พระเชษฐาตอบว่า ดูกรเจ้าน้อง น้องเจ้าพูดอะไร พี่จะเล่าให้น้องเจ้าฟัง น้องเจ้าจงฟังคำพี่ เมื่อเราสองนอนอยู่ด้วยกันบนศาลา ชนทั้งหลายมีอำมาตย์ราชปุโรหิตเป็นต้น พากันยกพี่ขึ้นวางบนรถแล้วพาไปถึงมหานคร พี่ตื่นขึ้นไม่เห็นน้องเจ้า พี่จึงให้พลนิกายทั้งปวงไปดูน้องเจ้าที่ศาลา พลนิกายเหล่านั้นไม่เห็นน้องเจ้า แล้วก็เที่ยวไปสู่ทิศต่างๆ ไม่เห็นน้องเจ้าที่ไหน ๆ แล้วก็กลับมาบอกพี่ พี่จึงให้สร้างศาลาแล้วให้ทานเพื่อความประสงค์จะเห็นน้องเจ้า จำเดิมแต่นั้นพี่ก็ไม่มีความสุขสำราญ เสวยแต่ความทุกข์มาจนได้เห็นหน้าน้องเจ้า ก็น้องเจ้าเล่าตั้งแต่พลัดพรากจากพี่ แล้วน้องเจ้าไปถึงที่ไหนเป็นสุขเป็นทุกข์อย่างไร

พระกนิษฐาจึงทูลว่า ข้าแต่พระเชษฐา ข้าพระบาทถูกความพลัดพรากและความโศกเศร้าและความทุกข์เข้าบีบคั้น เป็นคนกำพร้าเดินไปจนถึงบ้านโลภันธเศรษฐี โลภันธเศรษฐีชิงเอาแก้วมณีไปเสียแล้ว โบยตีเอาข้าพระบาทไปขังไว้เรือนจำ ธิดาของเศรษฐีชื่อนางคารวีได้เห็นข้าพระบาทแล้วมีใจหวาดหวั่นไปด้วยความกรุณา จึงให้สินบนแก่ผู้คุมให้ปลดเปลื้องข้าพระบาทจากเครื่องจำจองแล้ว ให้ขาทนิยโภชนิยาหารแก่ข้าพระบาท

อยู่มาภายหลังโลภันธเศรษฐีไปค้าขายยังเมืองขุรนครพาข้าพระบาทไปด้วย พระเจ้าภุสาในประเทศอื่นหวังจะให้พระเจ้าภุสาฆ่าข้าพระบาทเสีย ครั้นถึงวันคำรบเจ็ดยักษ์จะกินพระเจ้าภุสา ข้าพระบาทจึงถอนหลักศิลาขึ้นแล้วฆ่ายักษ์ตาย พระเจ้าภุสาทรงโปรดข้าพระบาท พระราชทานพระราชธิดาชื่อนางมกุฎเทวีกับราชสมบัติให้ข้าพระบาท ข้าพระบาทจึงกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทวราชเจ้า ภริยาของข้าพระบาทเป็นธิดาของเศรษฐีมีอยู่แล้วพระเจ้าข้า

เวลานั้นพระเจ้าภุสาจึงให้ไปรับนางคารวีมาตั้งให้เป็นอัครมเหสีเอก แล้วให้นางมกุฎเทวีเป็นอัครมเหสีที่สอง แล้วอภิเษกข้าพระบาทในราชสมบัติ ข้าพระบาทครองราชย์สมบัติมาไม่สู้ช้านักจึงหวนระลึกถึงฝ่าพระบาท จึงไปทูลลาพระสัสสุรราชแล้วอุ้มนางคารวีขึ้นบนเพลา ถือเอาแก้วมณีที่เทพยดารักษาพระนครกระทำตอบแทนคุณให้แล้วเหาะมาทางอากาศ พอถึงเวลาสายัณหสมัยก็เข้าไปอาศัยอยู่ในศาลาของพระดาบสกับด้วยนางเทวี ​ครั้นถึงเวลาราตรีพระดาบสก็ลักเอาแก้วมณีไป จำเดิมแต่นั้นมาข้าพระบาทสองผัวเมียก็เที่ยวสัญจรไปในป่า มียักษ์ตนหนึ่งเที่ยวอยู่ในป่าได้เห็นข้าพระบาททั้งสองก็ติดตามมา ข้าพระบาทจึงพาเทวีหนีไปในเวลากลางคืน ครั้นถึงฝั่งมหาสมุทรข้าพระบาททั้งสองก็ลงว่ายน้ำอยู่ในพระมหาสมุทร พอถึงอัฑฒรัตติกสมัยเวลาเที่ยงคืนก็เกิดลมพายุใหญ่ นางเทวีมีครรภ์แก่ถูกพระมหาสมุทรกลืนกินเสียแล้วก็หายไป ข้าพระบาทถึงฝั่งแล้ว เที่ยวแสวงหาเทวีอยู่ไม่ประสบเทวีแล้วจึงได้มาถึงพระนครนี้พระเจ้าข้า

พระเจ้าวงศ์สุริยามาศจุมพิตพระเศียรเกล้าแล้วลูบพระปฤษฎางค์ด้วยพระหัตถ์เบื้องขวา มีพระราชดำรัสว่า เจ้าอย่ากลัวเลย เจ้าอย่าได้จินตนาการไปเลย จำเดิมแต่นี้ไปพี่จะให้ราชสมบัติแก่เจ้ากึ่งหนึ่ง เราสองพี่น้องจะได้ครองราชย์สมบัติอยู่ในพระนครนี้ ตรัสดังนี้แล้วก็พาพระกนิษฐาเข้าสู่พระนคร

พระเจ้าวงศ์สุริยามาศจึงพระราชทานแก้วมณีของพาณิชแก่โพธิสัตว์เจ้าแล้วตรัสว่า ดูกรน้อง น้องจงทดลองแก้วมณีดูก็จะรู้ว่าเป็นของของน้อง เมื่อพระโพธิสัตว์เจ้าเห็นแก้วมณีแล้วกราบทูลพระเจ้าวงศ์สุริยามาศว่าเป็นของตน พระเจ้าวงศ์สุริยามาศก็พระราชทานให้

พระโพธิสัตว์เจ้าจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ข้าพระบาทจะไปพานางมกุฎเทวีมาเฝ้าฝ่าพระบาทพระเจ้าข้า

พระเจ้าวงศ์สุริยามาศจึงตรัสว่า พี่จะห้ามน้องก็ทราบอยู่แก่ใจของตน นางคารวี คนใดเล่า น้องพามาจนหายไปแล้วยังจะไปพานางมกุฎเทวีมาอีกหรืออย่างไร ก็แต่ว่าไปแล้วก็อย่าไปให้ช้านัก

พระวรวงศ์โพธิสัตว์เจ้า ก็ถือเอาแก้วมณีเหาะขึ้นบนอากาศไปถึงขุรนคร พระเจ้าภุสาและมเหสีกับนางมกุฎเทวีได้เห็นแล้วก็ดีพระทัย จึงเชิญให้ประทับบนราชอาสน์ แล้วตรัสปฏิสันฐารถามข่าวถึงนางคารวี พระโพธิสัตว์ก็กระทำการปฏิสันฐารกราบทูลประวัติทั้งปวงโดยนัยดังนี้แล้วแต่หนหลัง

กษัตริย์ทั้งสามพระองค์ทรงสดับประพฤติเหตุแล้ว ไม่สามารถจะกลั้นความโศกได้ก็ทรงพระกรรแสง ครั้นกษัตริย์ทั้งสามค่อยส่างโศกได้อารมณ์เป็นที่สบายพระทัยแล้ว ​พระโพธิสัตว์เจ้าจึงกราบทูลวิงวอนปรารถนาจะมอบเวนราชสมบัติว่า พระเชษฐาของข้าพระบาทได้เป็นกษัตริย์อยู่ ณ อัยมาศนคร มีพระประสงค์จะทอดพระเนตรนางมกุฎเทวี จึงโปรดให้ข้าพระบาทมารับนางมกุฎเทวีไปเฝ้า แม่มกุฎเทวีจะไปหรือไม่

นางมกุฎเทวีกราบทูลว่า พระองค์ตรัสอะไร ข้าพระบาทอยากจะตามเสด็จไป ขอพระองค์จงพาข้าพระบาทไป

พระเจ้าภุสาทรงพระกรรแสงแล้วตรัสว่า พ่อลูกรัก ครั้งก่อนพ่อก็พาเทวีไปทิ้งเสียคนหนึ่งแล้ว เดี๋ยวนี้เหตุไฉนจะพาไปอีกคนหนึ่งเล่า ตรัสแล้วก็พระราชทานพระขรรค์แก่พระโพธิสัตว์เจ้า

พระโพธิสัตว์เจ้ารับพระขรรค์แล้วก็พาพระราชเทวีถวายบังคมลาพระราชบิดาพระราชมารดาแล้ว เหาะไปทางอากาศถึงอัยมาศนครในวันนั้น ทั้งสองกษัตริย์ก็เข้าไปถวายบังคมพระเจ้าวงศ์สุริยามาศ ผู้พระเชษฐาธิราช แล้วประทับอยู่ ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง

พระเจ้าวงศ์สุริยามาศได้เห็นนางมกุฎเทวีแล้วก็เกิดปีติโสมนัสตรัสชมเชยแล้วตรัสว่า ทั้งสองผัวเมียมีพระรูปโฉมเหมือนกันเปรียบเหมือนทองประดับไปด้วยแก้วฉะนั้น ขออย่าได้รู้จักแก่จักตายเลย จงมีชนมายุยืนยาวยิ่งกว่าพันปีเถิด อีกประการหนึ่งจงให้มตกภัตทานอุทิศไปถึงคารวีที่สิ้นชนม์ชีพในกลางพระมหาสมุทรด้วยเถิด

ในกาลนั้น นางคารวี ว่ายอยู่ในกลางมหาสมุทรถึงสามวันแล้ว ก็ลอยไปถึงฝั่ง ได้ความเหน็ดเหนื่อยพระกายเป็นอันมาก เที่ยวแสวงหาพระสามีไปพลางกล่าวเป็นบาทคาถารำพันไปว่า

ชายสามิ ตาต กุหึวสสิ ตฺวํ ติรํ คโต
อุทาหุ มรณํ ปตฺโตมหาสมุทฺทมชุฌเก
อุทาหุ สุขิโต โหหิคณฺหิ มํปิ อนาทโร
มํ อการุณิโก ปุตฺตํคพฺภชํ เมปิ การุโณ
อโห วรวงฺสราชาติอุตฺตริโต อุทาหุ โน
ตริตฺวาน ยทิ ตีรํมม สนฺติกมาคโต
ปสฺสามหํ ตว มุขํสุขิตา จ อนาทรา
อชฺชาหํ ทุกฺขิตา โหมิมามนฺตยามิ ตํ ปิยํ
กตฺถ วสสิ เม สามิกุทฺโธ ตุณฺหี กถํ สิยา
อุทาหุ มจฺฉคีลิโตยทิ อมตวาตโต
อุโภ มยํ ชายปตีคมิสฺสาม ยถาสุขํ

แปลว่า พ่อสามีของเมียอยู่ที่ไหน เธอถึงฝั่งแล้วหรือ หรือเธอสิ้นพระชนมชีพในกลางพระมหาสมุทรเสียแล้ว หรือเธอได้ความสุขแล้ว ช่างไม่มีพระทัยเอื้อเฟื้อมารับข้าพระบาทบ้างเลย ถึงไม่มีพระทัยกรุณาข้าพระบาท ก็ควรจะมีพระทัยกรุณาราชบุตรที่เกิดในครรภ์ของข้าพระบาทบ้าง อนิจจาเอ๋ย พระสามีทรงพระนามว่าวรวงศ์ราชเธอขึ้นฝั่งได้แล้วหรือยังขึ้นไม่ได้ ถ้าเธอขึ้นฝั่งได้ก็คงจะมาหาข้าพระบาทแล้ว ข้าพระบาทได้เห็นพระพักตร์ของเธอแล้วก็จะได้ความสุขไม่ต้องเดือดร้อนใจ วันนี้ข้าพระบาทได้เสวยความทุกข์จึงได้เรียกร้องหาพระองค์อันเป็นที่รักของข้าพระบาท พระสามีของข้าพระบาทอยู่ที่ไหนหนอ หรือเธอทรงพระพิโรธแกล้งนิ่งเสียเป็นอย่างไร หรือว่ามัจฉาชาติกลืนกินเสียแล้ว ถ้ายังไม่สิ้นพระชนมชีพก็คงจะเสด็จมา เราทั้งสองผัวเมียจะได้เที่ยวไปตามสบายใจ

นางคารวีกลับได้สติ สำคัญว่าพระสามีสิ้นพระชนมชีพแล้วก็เที่ยวบทจรไป นางปราศจากผ้านุ่งแล้วนางก็กลัดใบไม้มาทำเป็นผ้านุ่งแล้ว จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า เมื่อใดเราจักได้เห็นบุตรมีบุญที่ยังอยู่ในครรภ์ ขอให้เราได้อาศัยคนใดคนหนึ่งที่สามารถจะสงเคราะห์เราได้จะได้คลอดบุตร

ในกาลนั้นมีนายพรานป่าคนหนึ่ง เที่ยวยิงเนื้อในป่ามาขายเลี้ยงชีวิต นายพรานป่านั้นเที่ยวไปในป่าได้เห็นนางแล้วก็คิดไปว่า นางคนนี้คงจักเป็นภูตผีปีศาจมาไล่เนื้อของเราให้หนีไปเราจะยิงมันเสีย คิดแล้วจึงชักธนูยกขึ้นปรารภจะยิงนาง นางเกิดความกลัวสะดุ้งหวาดจึงห้ามนายพรานป่าว่า พ่อลุงเจ้าขา ฉันหลงทางมาจากเมือง พ่อลุงจะยิงฉันทำไม

นายพรานป่าจึงเข้ามาใกล้นางถามว่า แม่เอ๋ยเจ้าเป็นหญิง เหตุไฉนจึงเที่ยวมาในป่าแต่คนเดียว

นางตอบว่า พ่อลุง ฉันสองคนผัวเมียถูกยักษ์ตามมาจึงลงว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทรจนพลัดกัน ฉันเที่ยวแสวงหาสามีอยู่ พ่อลุงจงเลี้ยงฉันไว้เอาบุญเถิด

​นายพรานป่า อันความกรุณาหากตักเตือนไจ จึงให้ผ้าอาบน้ำแก่นาง แล้วกล่าวว่า เจ้าจงนุ่งผ้านี้กินขนมและข้าวสะตูแล้วมากับเรา เราจะไปบ้าน ว่าแล้วก็พานางไป

นางเดินตามหลังนายพรานป่าไปจนเวลาสายัณหสมัยก็บรรลุถึงที่ใกล้บ้าน

ยายเถ้าภรรยาของนายพรานป่าชื่อนางภูษา ได้เห็นนางมากับสามีก็เกิดจิตริษยาคิดในใจว่า ตาเถ้าคนนี้ไปเป็นผัวเมียกันกับอีนางคนนี้ทิ้งไว้ในป่าช้านานจนท้องแก่ บัดนี้พากันมาจะคลอดบุตร คิดแล้วก็เกิดความโกรธฉวยเอาไม้ไผ่ซีกเคี้ยวฟันวิ่งแล่นเข้าไปขู่ตวาดว่า อีหญิงชั่วร้ายเหลวไหลไม่รู้จักอะไรจะมาบำเรอผัว กูจะประหารโบยตีมึงด้วยมือและเท้า (จะตบจะถีบ) กูจะจองจำมึงไว้ด้วยวัตถุอันเป็นเครื่องผูกพันธนาการ

นายพรานป่าเห็นดังนั้นจึงกล่าวปรานีประนอมห้ามปรามยายเถ้าว่า ดูกรแม่เถ้า เจ้าอย่าได้โกรธเลย ข้าจะบอกกับเจ้า เจ้าอย่าเพิ่งโกรธถึงแก่จะประหารโบยตีด้วยมือและเท้าเลย จงฟังคำข้า ดูกรแม่เถ้า นางคนนี้หนียักษ์มากับผัว ทั้งผัวทั้งเมียต่างคนต่างวิ่งไปจนพลัดกัน จะมาช่วยเราทอหูก เราทั้งหลายไม่มีถูกหลาน เจ้าแก่ลงแล้วจะได้สุขสบาย

นางพันธุสาบรรเทาความโกรธลงได้แล้ว ใคร่ครวญดูตามถ้อยคำของนายพรานแล้วก็เกิดความเลื่อมใส

ครั้นอยู่มาภายหลัง ยายเถ้ากลับเบียดเบียนบีบคั้นด้วยความริษยา ไม่ควรจะด่าก็ด่าไม่ควรจะตีก็ตี จูงหัตถ์นางเทวีไปเที่ยวบอกชายทั่วทุกบ้าน

ชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลายพากันกล่าวว่า ขึ้นชื่อว่าหญิงครรภ์แก่ เขาเรียกกันว่าคนสี่ตาเขาจะซื้อไว้ต้องการอะไร

เมื่อนางเทวีปริเทวนาการอยู่ ยายเถ้าพันธุสาก็จูงนางเทวีไปยังเรือน นางเทวีถูกความโศกบีบคั้นไม่สามารถจะอดทนได้ ก็ทรงพระกรรแสงว่า อนิจจาเอ๋ย เวรกรรมของเราติดตามมา ยายเถ้าคนนี้ข่มเหงเราราวกับว่าเราเป็นทาสี เราคิดถึงครรภ์ดอก อนึ่งถ้าเราไม่ตายคราวนี้ เราก็คงตายคราวหน้า ถ้าเราไม่คิดถึงครรภ์เราจักตายเสีย

นางเทวีมีครรภ์บริบูรณ์แล้ว ครั้นถึงเวลาราตรีนางก็ประสูติพระราชบุตรในภายใต้เรือนนั้น นางอาบน้ำชำระล้างพระราชบุตรแล้วสวมกอดอวยพรทูนขึ้นเหนือศีรษะ​แล้วกล่าวว่า ดูกรพ่อลูกรัก เจ้ามาเกิดในเวลาแม่เป็นคนกำพร้า ทรัพย์สมบัติอะไร ๆ ก็ไม่มี แม่จึงไม่ได้ให้ทรัพย์พรหมทัยทำขวัญเจ้า แต่แก้วมณีหาราคามิได้ของนางมี นางจึงนำเอาแก้วมณีนั้นออกมาผูกหัตถ์พระราชบุตรทำเป็นพรหมทัยของทำขวัญ แล้วพิศดูพักตร์พระราชบุตรอวยพรว่า ขอให้บรรดาทุกข์ทั้งหลายจงอันตรธานสูญหายไป ขอเจ้าจงได้ประสบแต่ความสุขเถิด

นางเถ้าพันธุสาทราบว่านางประสูติพระราชบุตร ก็บันดาลความโกรธ ลงจากเรือนแล้วชิงเอาพระราชบุตรไปทิ้งเสียในที่ใกล้โรงทาน

นางเทวีถูกความโศกถึงบุตรมากระทบกระทั่งแล้ว เป็นประหนึ่งว่ามีดวงหทัยราวกับจะแตกออกไปเจ็ดภาคก็ถึงวิสัญญีภาพสลบไป ครั้นกลับได้ลมระบายหายใจคล่องแล้วนางก็ปริเทวนาการรำพันไปว่า พ่อลูกรักดังดวงนัยน์เนตรและดวงหทัยของมารดา แม่พลัดพรากจากพระมารดาพระบิดาและพลัดพรากจากพระนครมา ได้ความลำบากเป็นอันมากเหลือที่จะทนทานด้วยวิโยคทุกข์ ทุกข์สิ่งนั้นยังไม่เสมอเหมือนที่แม่มาพลัดพรากจากเจ้า ทุกข์สิ่งนี้เป็นทุกข์อย่างเหลือเกินแท้หาที่ประมาณมิได้ ไม่ต้องสงสัย

ครั้นรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง กษัตริย์ทั้งสองพระองค์มีเทพเจ้าคอยพิทักษ์รักษา เสด็จประทับเหนือคอคชาองค์ละข้าง มีหมู่เสนาข้าราชการแวดล้อม มีพระประสงค์จะเสด็จเลียบพระนครจึงเสด็จออกมาโดยทางทวารพระนคร

เวลานั้นพวกราชบุรุษได้เห็นพระกุมารนอนอยู่ จึงนำพระกุมารไปถวายพระเจ้าวรวงศ์ราช ๆ ได้เห็นแก้วมณีสารที่ผูกหัตถ์พระกุมาร ก็เข้าพระทัยว่ากุมารนี้เป็นพระราชบุตรของพระองค์ ท้าวเธอไม่สามารถจะกลั้นความโศกได้ก็ทรงพระกรรแสง แล้วตรัสว่า กุมารนี้ยังเด็กนักพูดยังไม่ได้ ถ้าพูดได้พ่อจะได้ถามถึงข่าวมารดาเจ้าว่ามารดาของเจ้าอยู่ที่ไหน เดี๋ยวนี้เป็นภรรยาของใคร เป็นทาสีของใคร เป็นสุขสบายหรือได้ความลำบาก ถ้าพ่อได้ทราบข่าวจะได้ไปรับมารดาของเจ้ามา

พระเจ้าวงศ์สุริยามาศผู้พระเชษฐา ได้ฟังประพฤติเหตุนั้นจึงไสช้างเข้าไปใกล้ ครั้นทรงทราบเหตุนั้นแล้วก็ทรงพระกรรแสง ครั้นเลียบพระนครเสด็จแล้วก็กลับเสด็จขึ้นยังปราสาท จึงพระราชทานนางนมแก่พระราชกุมารนั้นถึงหกสิบสี่นาง ใช่แต่เท่านั้นโปรดให้หมู่นางสนมเป็นอันมากแวดล้อมพระราชกุมาร กระทำการมงคลอยู่ถึง ๗ วันแล้ว โปรดให้​สร้างศาลาจารึกรูปเลขาอันวิจิตร พรรณนาด้วยเรื่องจำเดิมตั้งแต่พระเจ้าวรวงศ์อุ้มนางคารวีเหาะขึ้นยังเวหาสจนถึงพลัดพรากจากกัน แล้วให้ตั้งการบริจาคทาน ให้ราชบุรุษบังคับบัญชาดูแลรักษา

ครานั้นนางคารวีถูกความโศกถึงบุตรบีบคั้นจนเหน็ดเหนื่อย พระกายผ่ายผอมดุจใบไม้แห้ง ไม่ได้ความสบายในพระทัยเลย

ส่วนนางพันธุสาบันดาลความโกรธ จูงหัตถ์นางเทวีไปเที่ยวบอกขายทั่วทุกบ้าน จนชาวบ้านชาวเมืองพากันกล่าวว่า ดูกรยายเถ้าพันธุสา ทาสีของยายนี้ผ่ายผอมถูกยายบีบคั้นนักจะทำการงานของข้าทั้งหลายอย่างไรได้ ข้าไม่ซื้อแล้ว

ยายเถ้าพันธุสาโกรธตีนางเทวีแล้วไล่ออกจากบ้าน กล่าวว่าหญิงร้ายเหลวไหล จะไปไหนก็ไปตามปรารถนาเถิด

จำเดิมแต่นั้นนางเทวีก็เที่ยวสัญจรไป จนถึงศาลาเข้าไปนั่งแลดูรูปวิจิตรเลขาอยู่ ได้เห็นในห้องแรกเขียนเป็นรูปพระเจ้าวรวงศ์ถูกเศรษฐีร้ายจับไปทำโทษแล้ว ธิดาของเศรษฐีมีใจกรุณาบำรุงบำเรออยู่ ได้เห็นในห้องที่สองเขียนรูปเป็นพระเจ้าวรวงศ์ยืนโบกธงอยู่ที่ศีรษะเรือจะให้เรือเคลื่อนจากที่ ได้เห็นในห้องที่สามเขียนเป็นรูปพระเจ้าวรวงศ์ฆ่ายักษ์ตาย แล้วพระเจ้าภุสาพระราชทานพระราชธิดาให้ ได้เห็นในห้องที่สี่เขียนเป็นรูปพระเจ้าวรวงศ์ได้รับธิดาของนายสำเภามาเป็นชายาแล้วขึ้นครองราชย์สมบัติ ได้เห็นในห้องที่ห้าเขียนเป็นรูปพระเจ้าวรวงศ์อุ้มเอาชายาไปบนอากาศ ครั้นถึงเวลาราตรีถูกดาบสลักเอาแก้วมณีหนีไป ได้เห็นในห้องที่หกเขียนเป็นรูปสองผัวเมียถูกยักษ์ไล่ติดตามมาจนถึงพลัดกันในพระมหาสมุทร แล้วก็ทรงพระกรรแสงไห้

พวกราชบุรุษที่รักษาเหล่านั้นเกิดความพิศวง จึงรีบไปกราบทูลบรมกษัตริย์ว่า ข้าแต่สมมติเทวาราชเจ้า วันนี้มีนางคนหนึ่งมาร้องไห้ปริเทวนาการจนถึงวิสัญญีภาพสลบอยู่ในศาลาพระเจ้าข้า

พระเจ้าวรวงศ์ราชได้ฟังคำราชบุรุษเหล่านั้นแล้ว รีบขึ้นคอคชาธารขับไป ได้เห็นนางเทวีแล้วก็อุ้มขึ้นให้นอนบนพระเพลาเมื่อจะถามถึงความพลัดพรากจากกันตั้งแต่ต้นมา จึงกล่าวเป็นบาทวิปลาปคาถาว่า

เทวี อหํ ตฺวํ มตาสิสฺามิ คงฺคาติเรน
คเวสิ ตํ น ปสฺสามิโรทามิ วิสฺี ปตฺโต

แปลว่า ดูกรนางเทวี พี่สำคัญว่าเจ้าตายเสียแล้ว พี่เที่ยวหาเจ้าตามฝั่งพระมหาสมุทรไม่เห็นเจ้าจึงได้ร้องไห้ จนวิสัญญีภาพสลบไป

พระเจ้าวรวงศ์ได้อัสสาสะสบายพระทัยจึงตรัสถามว่า ดูกรนางเทวี เจ้าไปอยู่ที่ไหนได้สุขทุกข์อย่างไร

นางทรงพระกรรแสงสะอื้นพลางกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทวราชเจ้า ข้าพระบาทพลัดพรากจากพระองค์ แล้วไปถึงฝั่งในวันนั้น เที่ยวหาพระองค์อยู่ไม่เห็นแล้วก็เที่ยวสัญจรไปในป่า นายพรานป่าได้เห็นข้าพระบาทแล้วจะยิงเสีย ข้าพระบาทร้องขอชีวิตจึงได้รอดมา นายพรานป่านั้นพาข้าพระบาทไปให้เป็นทาสีของภรรยาตน ภรรยานายพรานป่าโกรธ ด่าบริภาษโบยตีข้าพระบาททั้งกลางคืนกลางวัน แล้วจูงมือข้าพระบาทไปเที่ยวบอกขายเขาทุกบ้าน เขาก็ไม่ซื้อเพราะมีครรภ์ ภายหลังข้าพระบาทประสูติพระราชบุตรแล้วภรรยานายพรานนั้นลักเอาบุตรของข้าพระบาทไปทิ้งเสีย ข้าพระบาทไม่ทราบว่าจะไปพึ่งที่ไหน ก็หมกไหม้อยู่ด้วยไฟ คือความโศกอันวิโยคพลัดพรากจากฝ่าพระบาทแล้ว มิหนำซ้ำถูกความโศกถึงบุตรบีบคั้นเข้าอีกได้เสวยความทุกข์เป็นอันมาก ภรรยานายพรานป่าโกรธว่านางคนนี้เราจะไม่ขายละเราจะขายแต่เนื้อ นางจูงมือข้าพระบาทไปขับไล่เสีย ข้าพระบาทเที่ยวไปยังทิศต่าง ๆ จึงได้เห็นศาลานี้ แล้วเห็นรูปเขียนแล้วเห็นฝ่าพระบาทพระเจ้าข้า

พระเจ้าวรวงศ์จึงตรัสว่า ดูกรเจ้าผู้มีพักตร์อันเจริญ บุตรของเจ้าพี่ได้มาแล้ว เจ้ามาไปด้วยกันเถิดจะได้เห็นบุตรเจ้า ตรัสแล้วก็พาพระราชเทวีไปยังพระราชวัง นางคารวีราชเทวีได้เห็นพระราชบุตรแล้วก็สวมกอดจุมพิตพระเศียรเกล้าให้นอนบนตัก แล้วมีจิตกรุณาบ่นรำพันไปด้วยบาทคาถาว่า

อาคม ปียปุตฺตกมาตา มโตติ มฺิตา
ปุฺวํ ปิตรํ ปสฺสิอมฺหากํ อตฺถิ ชีวิตํ
ปสฺสามิหํ โอรสํ ตํทุกฺขโสกา ปมุฺจิตา
นิสฺโสกาทุกฺขาโรคาชฺชสพฺเพ มยํ สมาคตา
อชฺชปภูติ มยํ สพฺเพอฺมฺํ อวีคตา
ทีฆายุโก จ นิสฺโสโกอโรโค อชรามโร
จตฺตาโร ขตฺติยา เอเตจิตฺตสุขํปิ ลภนฺตุ

แปลว่า ดูกรพ่อลูกรักเจ้ามาหาแม่เถิด แม่สำคัญว่าเจ้าตายเสียแล้ว เจ้ายังได้มาพบพระบิดาผู้มีบุญ เราทั้งหลายยังมีชีวิตอยู่ แม่จึงได้พบเจ้าผู้เป็นโอรส แม่พ้นทุกข์พ้นโศกแล้ว วันนี้เราทั้งหมดด้วยกันปราศจากทุกข์โศกโรคภัยแล้วจึงได้มาพบปะกัน ตั้งแต่วันนี้ไปเราทั้งหมดด้วยกันไม่ต้องพลัดพรากจากกันแล้ว ขอให้เจ้ามีอายุยืนยาว ปราศจากโศกปราศจากโรคอย่ารู้แก่รู้ตายเลย อนึ่งขอให้กษัตริย์ทั้งสี่พระองค์จงได้เสวยความสุขความสบายพระทัยเถิด

ลำดับนั้น พระเจ้าวรวงศ์จึงกราบทูลเตือนพระเจ้าวงศ์สุริยามาศ โดยประสงค์จะให้ไปเยี่ยมพระราชมารดาว่า ข้าแต่พระเชษฐาธิราชเจ้า เราไม่ได้เห็นพระมารดาถึงสามปีแล้ว ไม่ทราบว่าพระมารดาเจ้าจะเป็นสุขหรือทุกข์ ยังมีพระชนม์ชีพอยู่หรือสิ้นพระชนม์ชีพแล้ว ไม่ควรเราจะอยู่ข้า ควรจะไปจะได้ทราบข่าวพระมารดา พระเจ้าข้า

พระเจ้าวงศ์สุริยามาศ ได้ทรงสดับรับคำพระกนิษฐาแล้วจึงตรัสสั่งจตุรงค์เสนา คือกรมช้างกรมม้าและเสนารถเสนาบทจรเดินเท้า ให้จัดแจงแต่งตัวประชุมให้พร้อมกัน และให้บอกทั้งชาวนิคมและพราหมณ์ปุโรหิตให้ทราบ แต่เสนาบทจรเดินเท้านั้น ให้จัดพวกโยธาทั้งหกหมื่น ให้ประดับกายนุ่งห่มผ้ามีสีต่าง ๆ กัน ให้นุ่งห่มผ้าสีเขียวพวกหนึ่ง สีเหลืองพวกหนึ่ง สีแดงพวกหนึ่ง สีขาวพวกหนึ่ง ให้งดงามไปด้วยเครื่องประดับต่าง ๆ แล้วให้ผูกช้างหมื่นสี่พันช้าง ผูกด้วยสานตะพัดรัดประคนทอง มีผ้าปกกระพองรัดงา ให้มีหมอและมีควาญเลือกแต่คนที่ดี ๆ ถือของ้าวขึ้นขี่ขับ ต่อนั้นไปให้จัดพลม้าหมื่นสี่พัน เลือกสรรแต่อาชาไนยเหล่าสินธพชาติเป็นพาหนะอันว่องไว ให้ผู้ขับขี่ถือแซ่และธนูเกาทัณฑ์ทุกคน ต่อนั้นไปให้จัดเสนารถหมื่นสี่พันรถ เลือกเอาแต่รถที่มั่นคงมีกำกงหุ้มด้วยเหล็ก มีเรือนรถอันวิจิตร ปิดทองทึบทั่วไปทั้งเรือนรถ ให้นายขมังธนูที่มือแม่นใส่เกราะนวมให้แน่นขึ้นขับขี่ประจำรถ ให้มีซ่างรถกำกับไปทุกรถ จงเร่งจัดกันอย่างช้าให้เสร็จในเจ็ดวัน

​ครั้นถึงวันที่เจ็ด จตุรงคเสนามาประชุมกันพร้อมแล้ว กษัตริย์ทั้งสองพระองค์ก็เสด็จออกจากพระนครด้วยมหันตปริวารยศจตุรงคเสนาหมดทั้งสิ้นเป็นหมู่ใหญ่นับประมาณได้สิบสองอักโขภินี

พระเจ้าวรวงศ์ทรงคชาธารกั้นเศวตฉัตรขับไปเบื้องหน้านางคารวีกับนางมกุฎเทวี ทั้งสองมีหมู่นางสนมเป็นบริวารตามไปเบื้องหลัง ครั้นถึงภูษานครแล้ว พระเจ้าวรวงศ์ก็ให้ตั้งค่ายมั่นลง ส่งทูตนำราชสาสน์ไปถวายพระบิดา ในราชสาสน์นั้นว่า ท่านผู้ปกครองพระนครจงยินยอมยกราชสมบัติให้แก่เรา ถ้าไม่ให้ราชสมบัติแล้วจงพาเสนานิกรออกจากพระนครมากระทำยุทธหัตถีกันให้ถึงแพ้และชนะ

พระเจ้าวงศาธิราช ได้สดับพระราชสาส์นดังนั้นก็เกิดพระทัยสะดุ้งหวาด ไม่สามารถจะดำรงพระกายได้ จึงให้หาไวยทัตกุมารมาเฝ้าแล้วตรัสว่า พ่อไวยทัตบัดนี้มีกษัตริย์องค์หนึ่งพาเอาพลนิกายมากมายมาถึงพระนครเรา ส่งทูตมาว่าจะทำยุทธหัตถี เขามีพลนิกายมากเหลือล้นพ้นที่จะนับจะประมาณ เจ้าจะคิดประการใด

ไวยทัตได้ฟังคำพระบิดาแล้ว เป็นผู้จะถึงคราวสิ้นอายุ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระบิดา ข้าพระบาทคิดไว้ว่าจะขอพลนิกายไปรบพระนครอื่น บัดนี้มีกษัตริย์องค์หนึ่งมาถึงพระนครเราแล้ว ดีทีเดียว ขอพระบิดาอย่าเศร้าพระทัยเลย ข้าพระบาทจะรบกับกษัตริย์นั้น

พระเจ้าวงศาธิราชได้สดับแล้ว ก็ให้จัดพลนิกายให้ไวยทัตกุมาร ไวยทัตกุมารขึ้นขี่ช้างคุมพลนิกายออกจากพระนคร ขับพลนิกายบันลือลั่นสนั่นมา

พระเจ้าวรวงศ์ได้เห็นไวยทัตกุมารแล้ว ตรัสว่า เจ้าไวยทัตเอ๋ย เจ้ากระทำแต่ความยากลำบาก เจ้าจะรบกับเราหรือ ชีวิตของเจ้าจะไม่มีเสียแล้ว ถ้าเจ้าอดความโกรธแก่เรา เราจะให้ชีวิตแก่เจ้า

ไวยทัตกุมารตอบว่า เราไม่รู้ว่าท่านทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ ท่านไปข้างไหนมาไม่ครองราชสมบัติของพระบิดา แล้วด่าพระโพธิสัตว์ว่า ตัวท่านกับทั้งพลนิกายจะไม่มีชีวิตแล้ว เราจะไม่ให้ท่านกลับไปบ้านเมืองอีกแล้ว

พระเจ้าวรวงศ์ก็ไสช้างเข้ารบกับไวยทัตกุมาร บรรดาพลนิกายทั้งสองฝ่าย​ก็กระทำมหายุทธนาการกันเป็นโกลาหล ไวยทัตกุมารก็ถูกตัดศีรษะตกลงเหนือพื้นพสุธา พลนิกายทั้งปวงเห็นดังนั้นก็พากันหนีเข้าพระนคร

พระเจ้าวงศาธิราชทรงทราบดังนั้นแล้ว ก็สะดุ้งตกพระทัย เมื่อจะทรงรำพันถึงพระโอรสจึงตรัสเป็นบาทคาถาว่า

เวยฺยทตฺตํ อหํ ทิสฺวาสีสจฺฉินฺโน จ โส มโต
กํนุ มุขํ ปสฺสิสฺสามิสพฺพสตฺตุวิธํสนํ
วงฺสุริยา วรวงฺสาอุโภ ปุตฺตา ยทิ สิยา
เม ทกฺขิณวามหตฺถาปจฺจามิตฺตาวมฺิตา
อุโภ ปุตฺตา จ โน นตฺถิปจฺจามิตฺโตวมฺติ
เต โน นครมาคมาอหํ มหลฺลโก ชโร
ปุพฺเพ เกสํ น ภายามิกิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต
นานาทิสํ ผริตฺวานทุพฺพโล อวมฺิตา
อิทานิ กึ กริสฺสามิเตสํ คจฺฉามิ สนฺติกํ
เตสํ เสตจฺฉตฺตํ เทมิกามํ ชีวํ ลภามิหํ

แปลว่า เราเห็นแต่เจ้าไวยทัตกุมาร บัดนี้ก็มาถูกเขาตัดศีรษะตายเสียแล้ว จะเห็นหน้าใครหนอมาช่วยกำจัดศัตรูทั้งปวงได้ ถ้าเจ้าวงศ์สุริยามาศเจ้าวรวงศ์บุตรเราทั้งสองคนเป็นดังแขนซ้ายขวาของเรายังมีอยู่ ไหนเลยปัจจามิตรจะมาดูหมิ่นได้ บัดนี้บุตรทั้งสองของเราก็ไม่มีแล้ว ปัจจามิตรจึงมาดูหมิ่นได้ ปัจจามิตรเหล่านี้มาถึงพระนครของเรา เราก็แก่เฒ่าชราแล้ว เหมือนดังแต่ก่อนแล้วเราไม่ต้องกลัวใคร กิติศัพท์ฟุ้งสร้านไปทั่วทุกทิศ บัดนี้เราทุพลภาพแล้ว ปัจจามิตรจึงมาดูหมิ่นได้ เราจะทำประการใดดี ควรเราจะไปหาเขาให้เศวตฉัตรแก่เขาจึงจะได้มีชีวิตอยู่เป็นแท้

พระเจ้าวรวงศ์ได้ชนะสงครามแล้ว ก็คอยท่าพระเชษฐาอยู่ ณ ค่าย ลำดับนั้นพระเจ้าวงศ์สุริยามาศผู้เป็นพระเชษฐาเสด็จด้วยจตุรงคเสนามาถึงสถานที่นั้น ก็ให้ตั้งค่ายลงตรงหน้าพระนครนั้น สนั่นเอิกเกริกกึกก้องไปด้วยเสียงสัตว์พาหนะเป็นอันมากมีช้างม้าเป็นต้น

​พระเจ้าวรวงศ์ตั้งค่ายอยู่หลังพระนคร ได้ยินว่าพระเชษฐามาถึงแล้ว ก็เสด็จมาต้อนรับกราบทูลว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า เจ้าไวยทัตมากระทำยุทธหัตถีกับด้วยข้าพระบาทก็ถูกตัดศีรษะขาดไปแล้ว

พระเจ้าวงศ์สุริยามาศได้ทรงฟังมีพระทัยโสมนัส กษัตริย์ทั้งสองทรงปรึกษากันว่า เราอย่าทำอันตรายแก่พระนครเลย เราจะส่งทูตถือราชสาส์นเข้าไปให้ส่งพระราชมารดาของเรามา ครั้นเราได้พระมารดาแล้ว เราจะพาพลนิกรกลับพระนครของเรา ครั้นปรึกษากันแล้วก็ส่งราชสาส์นไป

ในกาลนั้น พระเจ้าวงศาธิราชประทับบนพระสีวิกาจึงโปรดให้อำมาตย์ราชเสนาทั้งปวงถือธงขาวเสด็จออกจากพระนครแล้วจึงใช้ให้อำมาตย์ผู้หนึ่งว่า ท่านจงไปทูลกษัตริย์ที่ยกกองทัพมานั้นว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า กษัตริย์ของข้าพระบาทเสด็จมาแล้วจะถวายราชสมบัติแก่พระองค์แล้วจะขอพระราชทานชีวิตไว้

อำมาตย์นั้นไปเฝ้าพระเจ้าวงศ์สุริยามาศผู้พระเชษฐา กราบทูลประพฤติเหตุโดยนัยดังที่กล่าวมาแล้วแต่หลัง

พระเจ้าวงศ์สุริยามาศจึงดำรัสว่า เราไม่ได้เป็นใหญ่ ท่านผู้ที่ตั้งอยู่ ณ ค่ายเบื้องหลังพระนครเป็นใหญ่

อำมาตย์ก็มากราบทูลพระเจ้าวงศาธิราชอย่างนั้น

พระเจ้าวงศาธิราชก็เสด็จไปยังค่ายเบื้องหลังนครอีก (แต่ไป ๆ มา ๆ อยู่อย่างนั้น) ได้ความเหน็ดเหนื่อยลำบากพระกายจนพระเสโทไหล ถูกความโศกเข้าบีบคั้นก็ทรงพระกรรแสงไห้ว่า ถ้าบุตรทั้งสองของเรายังมีอยู่ ใครจะมาดูหมิ่นเราได้ นี่บุตรทั้งสองของเราไม่มีแล้ว กษัตริย์อื่นจึงดูหมิ่นเราได้เหลือเกิน

ในกาลนั้น พระเจ้าวงศ์สุริยามาศเห็นพระราชบิดาเหน็ดเหนื่อยพระกายแล้ว จึงโปรดให้อำมาตย์ผู้หนึ่งไปทูลพระราชบิดาว่า เราไม่ปรารถนาราชสมบัติของท่าน ท่านจงรีบเข้าไปยังพระนครส่งพระนางมหาวงสุริยาราชเทวีออกมา เราได้พระนางมหาวงสุริยาราชเทวีแล้วเราจะกลับไปพระนครของเรา อำมาตย์ก็ไปกราบทูลตามรับสั่ง

พระเจ้าวงศาธิราชเสด็จกลับเข้าพระนครแล้ว จึงตรัสให้หาพระนางมหาวงสุริยาราชเทวีมาเฝ้าแล้วตรัสตวาดทรงพระพิโรธว่า ​ดูกรหญิงร้ายเหลวไหล พวกปัจจามิตรมาถึงพระนครของเราได้ก็ด้วยกลอุบายของเจ้า ถ้าเจ้าปรารถนาคนอื่นเป็นสามีเราจะส่งเจ้าไป

พระนางมหาวงสุริยาราชเทวี ทรงพระกรรแสงปริเทวนาการกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทวราชเจ้า ข้าพระบาทอยู่แต่คนเดียวไม่ได้ไปหาใคร จำเดิมแต่พระราชบุตรสิ้นพระชนม์ชีพมาจนวันนี้ ถ้าพระองค์ไม่ทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงแล้วจงฆ่าข้าพระบาทเสียเถิด ขออย่าได้ส่งข้าพระบาทไปเลย

พระเจ้าวงศาธิราชกลับทรงพระพิโรธโปรดสั่งให้พวกอำมาตย์พาพระราชเทวีเจ้าส่งไป

พระราชเทวีเจ้าทรงพระโศกาว่า บัดนี้เราไปเสียแล้ว ถ้าพระราชบุตรของเราทั้งสองมาภายหลังเราก็ไม่ได้พบปะกัน พระราชบุตรทั้งสองว่าจะไปถึงสามปี มารดาคอยท่าอยู่ช้านานแล้วไม่มาให้เห็นเลย ที่ไหนจะรู้ว่ามารดาไปประเทศอื่นเสียแล้ว

พวกอำมาตย์เหล่านั้นก็พาพระราชเทวีไปใกล้ค่าย กษัตริย์ทั้งสองพระองค์ได้เห็นพระราชมารดาแต่ไกล ก็เสด็จอุฏฐาการไปต้อนรับพระราชมาดา แล้วกราบลงแทบเท้าพระราชมารดาทรงพระกรรแสง ไม่สามารถจะกลั้นความโศกได้ ก็ถึงวิสัญญีภาพสลบไป

พระราชเทวีเห็นพระราชบุตรทั้งสองแล้ว ก็เข้าสวมกอดจนถึงวิสัญญีภาพสลบไป

พระราชสุนิสาทั้งสองพระองค์วิ่งมาถึงเข้าก็วิสัญญีภาพสลบไป

พลนิกายทั้งปวงมีนางสนมเป็นต้น มีใจภักดีต่อเจ้านายของตน ก็พากันถึงวิสัญญีภาพสลบไป จะหาใครสามารถไปตักน้ำมาประพรมกันได้แต่สักคนหนึ่งก็ไม่มี

ในขณะนั้นพิภพของท้าวสักกเทวราช ก็สำแดงอาการให้เร่าร้อน ท้าวสักกเทวราชทรงทราบเหตุนั้นแล้ว ทรงจินตนาการว่า กษัตริย์เป็นอันมากพากันถึงวิสัญญีสลบไปแล้ว อย่ากระนั้นเลยเราจะช่วยทั้งสี่พระองค์กับพลนิกายบันดาลให้ฝนลูกเห็บตกลงมา ครั้นทรงจินตนาการแล้วก็บันดาลให้ฝนลูกเห็บตกลงมา คนทั้งสิ้นเหล่านั้นได้สติแล้วก็พากันลุกขึ้นนั่งอยู่

พระราชเทวีแลดูพระราชบุตรทั้งสองแล้วกล่าววิปลาปคาถาว่า

ตาตา ปุตฺตา กุมารกาปสฺสิตฺวา โว มุขํ อหํ
ปิติยา สุสมารทฺธาฆาเฏตุ ถามกาลโต
ปฏฺาย จ พหุทุกฺขาอสฺสุโภชา ทิวาทิวํ
นิทฺทํ อลภมานา จตุมฺหํ ปสฺสิตุมารภึ
ทิวสานิ วิชฺชโหรํตุมฺหํ ชาตํ วิมํสยึ
ตสฺมึ ขเณ หิ โหราโยพฺยากรึสุ ชาตกํ
ภาติโก สุขิโต รชฺเชกนิฏฺเโกจ ทุกฺขิโต
สฺจรนฺโต ทิโสทิสํกปโณ อสหายโก
อหํ ปุจฺฉามิ ตํ ปุตฺตํนิพทฺธํว ทิวาทิวํ
พฺยากรณํ ธุวํ อาทูอธุวํ วิตถํ กถํ

แปลว่า ดูกรพ่อกุมารผู้เป็นบุตร แม่ได้เห็นหน้าเจ้ามีใจแช่มชื่นไปด้วยความปีติยินดีเป็นอันมาก แม่ได้ความทุกข์ยากลำบากกินแต่น้ำตาทุกคืนมา ตั้งแต่เวลาที่พระบิดามีประสงค์จะฆ่าเจ้า แม่ไม่ได้หลับนอน ปรารภแต่จะเห็นหน้าเจ้า แม่ให้โหรที่มีวิชาความรู้เขาตรวจตราชะตาของเจ้าอยู่ทุกวัน ในขณะนั้นนั้นแหละโหรเขาได้พยากรณ์ชะตา พี่ชายได้ครองราชย์สมบัติอยู่เป็นสุขสบาย แต่น้องชายผู้เดียวได้ความลำบากเที่ยวสัญจรไปในทิศน้อยทิศใหญ่ เป็นคนกำพร้าไม่มีสหาย แม่ถามถึงพ่อผู้เป็นบุตรอยู่เนืองนิตย์ทุกวัน การพยากรณ์ของเขาแน่นอนหรือไม่แน่นอนหรือเขาพยากรณ์ผิดเป็นประการใด

ครั้นนั้นพระราชบุตรทั้งสองไม่สามารถจะอดกลั้นได้ ก็ทรงพระกรรแสงปริเทวนาการ พระกรทรงยึดข้อพระบาทพระราชมารดาแล้วกล่าววิปลาปคาถาว่า

อมฺม มยํ ตยา วินาสฺจรนฺตา วนาวเน
นิคโคฺรเธกํ ปาปุณนฺตาขาทนฺตา กุกฺกุเฏกกํ
ตโต จรา สาลสุปฺปาเนตา ชเนหิ ภาตรํ
เอโกหํ กปโณ โหมิสฺจรนฺโต ทิโสทิสํ
สมฺปาปุณึ พาลเสฏฺึทิสฺวา อจฺฉินฺทิ เม มณึ
มํ พนฺธิ สงฺขลิเกนตสฺส ธีตา จ คารวี
เม สงฺคหํ กโรนฺตา สาคุณฺวา มํ สุโปสิตา
เสฏฺี มาเรตุกาโม มํนาวํ สชฺช กยา คโต
อาทาย มํ คโต อฺํเทสํ ฆาเฏตุมารภิ
อหํ ยกฺขํ มาเรตฺวานรฺา มยิ ปสาทิโต
ตสฺมึปิ นคเร รชฺชํลภามิ ภาตรํ สรํ
คณฺหนฺโต คารวึ องฺเกมณึ อาทา วิหงฺคโต
ตาปสํ อุปนิสฺสามิมณึ เถเนสิ ตาปโส
ปตฺติโก คารวิยา จยกฺเขน อนุพนฺธิโต
อฺมฺํ วิปฺปโยโคเขทปฺปตฺโต คตฺชสํ
ภาตุโน นคราคมฺมปสฺสามิ ปุตฺตภีริยํ
อุโภ มยํ สริตฺวานมาตรํ พลวาหนา
อิทาเนเวธ อาคนฺตฺวาปาเท วนฺทาม มาตุยา

แปลว่า ข้าแต่พระราชมารดา ข้าพระบาททั้งสองจากพระราชมารดาไปแล้ว เที่ยวสัญจรไปในป่าน้อยป่าใหญ่ไปถึงต้นไทรต้นหนึ่ง ได้รับประทานเนื้อไก่คนละตัว และเที่ยวไปจากต้นไทรนั้น ไปนอนหลับอยู่บนศาลาถูกคนมาอุ้มเอาพระเจ้าพี่ไปเสีย ข้าพระบาทเป็นกำพร้าอยู่แต่ผู้เดียว ก็เที่ยวสัญจรไปยังทิศน้อยทิศใหญ่ไปจนถึงเศรษฐีพาล เศรษฐีเห็นข้าพระบาทแล้วชิงเอาแก้วของข้าพระบาทไปเสีย แล้วเอาโซ่ตรวนจำจองข้าพระบาทไว้ ส่วนธิดาของเศรษฐีชื่อนางคารวีได้กระทำการสงเคราะห์ข้าพระบาทเป็นอันดี เศรษฐีให้บ่าวไพร่จัดแจงนาวาปรารภจะไปค้าขาย จะพาข้าพระบาทไปฆ่าเสียที่ประเทศอื่น แต่ข้าพระบาทได้ไปฆ่ายักษ์ตาย บรมกษัตริย์ในประเทศนั้นทรงโปรดปรานพระราชทานราชสมบัติให้ข้าพระบาท ๆ ได้ครองราชย์สมบัติในพระนครนั้นแล้วหวนระลึกถึงพระเจ้าพี่ จึงอุ้มนางคารวีขึ้นบนเพลาถือแก้วมณีเหาะไปบนอากาศ เข้าไปอาศัยพระดาบสพักเหนื่อยอยู่ พระดาบสลักเอาแก้วมณีของข้าพระบาทไปเสีย ข้าพระบาทต้องเดินไปกับนางคารวี ถูกยักษ์ไล่ติดตามมาหนียักษ์จนพลัดกันได้ความลำบาก เดินไปตามทางจนถึงพระนครของเจ้าพี่ จึงได้พบปะบุตรภรรยา ข้าพระบาททั้งสองระลึกถึงพระราชมารดาจึงพากันมาถึงพระนครนี้ ในเวลานี้ด้วยพลพาหนะเป็นอันมาก ข้าพระบาททั้งสองขอถวายบังคมใต้ฝ่าพระบาทพระราชมารดาเจ้าพระเจ้าข้า

อำมาตย์ทั้งปวงเห็นดังนั้น จึงไปกราบทูลพระเจ้าวงศาธิราชให้ทรงทราบ พระเจ้าวงศาธิราชทรงทราบดังนั้นแล้ว จึงเสด็จไปหาพระราชกุมารทั้งสอง เข้าสวมกอดแล้วทรงพระกรรแสง

เมื่อพระราชกุมารทั้งสองจะกราบทูลพระราชบิดา จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระราชบิดาเจ้า ข้าพระบาททั้งสองจะเป็นพระราชบุตรของพระองค์อย่างไรได้ พระองค์มาสวมกอดข้าพระบาททั้งสอง ซึ่งไม่ใช่พระราชบุตรของพระองค์ต้องการอะไร ข้าพระบาททั้งสองอยู่ประเทศอื่นไม่ใช่พระราชบุตรของพระองค์ พากันมาปรารถนาจะเห็นพระพักตร์พระราชมารดา พระราชบิดาของข้าพระบาททั้งสองไม่มีในที่นี้ ข้าพระบาททั้งสองเป็นบุตรหญิงหม้าย พระองค์ทรงเชื่อฟังแต่ถ้อยคำของนางกาไวย ทรงพระพิโรธข้าพระบาททั้งสองเหลือล้นไม่ทรงไต่ถามให้เห็นเท็จและจริง ข้าพระบาททั้งสองจะเป็นไปจริงตามถ้อยคำของนางกาไวยได้เทียวหรือ พระองค์ตรัสอะไร ข้าพระบาททั้งสองก็ยังเป็นเด็กจะเพียงพออะไรกัน ถึงพระราชมารดาของข้าพระบาทก็ได้ไปเฝ้ากราบอยู่แทบพระบาททูลแล้วทูลเล่า พระองค์ช่างไม่ทรงด้วยพระกรุณาช่างมึนมืดเสียเหลือเกิน ข้าพระบาททั้งสองคิดว่าเป็นบาปกรรมจึงได้ถวายชีวิตแก่พระองค์ ปรารถนาจะเชิญเสด็จพระราชมารดาของข้าพระบาททั้งสองซึ่งเป็นคนกำพร้า ไปยังพระนครของตนไม่ปรารถนาจะเห็นพระพักตร์พระองค์แล้ว

พระเจ้าวงศาธิราชเมื่อพระองค์จะให้พระราชบุตรทั้งสองอดโทษจึงตรัสว่า พ่อลูกรักบิดานี้ผิดจริงแล้ว เหตุทั้งนี้ไซร้ก็เพราะบิดาเชื่อถ้อยฟังคำของนางกาไวย จึงสั่งให้เพชฌฆาตประหารชีวิตพ่อทั้งสองผู้ไม่มีความผิด ดูกรพ่อลูกรักจงกระทำโทษกรรมกรณ์แก่บิดาตามปรารถนาเถิด

พระราชบุตรทั้งสองได้ฟังตรัสของพระราชบิดาก็บรรเทาความโกรธลงแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทวราชเจ้า นครของข้าพระบาทมีอยู่ ข้าพระบาทจะไปครองราชย์สมบัติในประเทศนั้น

ลำดับนั้นพระเจ้าวงศาธิราชจึงพาพระราชบุตรทั้งสอง เข้าไปยังพระนคร

​ครั้นนางกาไวยราชเทวีจึงรำพึงในพระทัยว่า พระราชบุตรทั้งสองเป็นปัจจามิตรเรา ครั้นได้ครองราชสมบัติแล้วก็จะฆ่าเราเสีย เราจะกลืนยาพิษให้ตายเสียดีกว่า นางรำพึงแล้วก็กลืนยาพิษสิ้นชีพแล้ว แลก็ไปเกิดในอเวจีมหานรก

พระเจ้าวงศาธิราชได้ทราบเหตุนั้นแล้ว ก็ให้พนักงานรับซากเกฬวระไปทิ้งเสียที่เวจกุฎีแล้ว ให้ตกแต่งพระนครให้งดงามดังนครเทพยดา พระประยูรญาติทั้งหลายมีพระอัยกีพระอัยกาเป็นต้น ก็ถวายพระนามพระราชนัดดาซึ่งเป็นบุตรของนางคาววีว่าดาราวงศ์กุมาร

พระเจ้าวงศาธิราชทรงตกแต่งพระเจ้าวรวงศ์ ซึ่งเป็นพระราชบุตรผู้น้องอภิเษกให้ครองราชย์สมบัติ ครั้นถึงวันคำรบเจ็ดก็กระทำการมงคล

พระเจ้าวรวงศ์บรมโพธิสัตว์เจ้า เสด็จสถิตอยู่ในราชสมบัติแล้ว ทรงกระทำตอบแทนพระคุณพระเจ้าวงศ์สุริยามาศผู้พระเชษฐา แล้วจัดการส่งเสด็จกลับไปยังอัยมาศนครแล้ว ก็ครองราชย์สมบัติอยู่โดยธรรมจนทรงพระชราภาพเกิดความสังเวช จึงอภิเษกพระราชบุตรขึ้นครองราชสมบัติแล้ว เสด็จออกจากพระนครไปประพฤติเพศเป็นบรรพชิต จำเริญสมณธรรมไปจนพระชนมายุกาลได้สองพันพรรษา ก็เสด็จทิวงคตไปบังเกิดในดุสิตเทวโลก

พระโพธิสัตว์เจ้าสถิตอยู่ในดุสิตพิภพนานแล้ว จุติจากดุสิตพิภพมาบังเกิดในมนุษย์โลกสร้างพระบารมีไป จนได้เป็นพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าพระโคดม

สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ ทรงนำอดีตนิทานมาตรัสแล้วทรงประกาศพระจตุราริยสัจ เทศนาแล้วทรงประชุมชาดกว่าโลภันธเศรษฐีในครั้งนั้น กลับชาติมาเป็นพระเทวทัต นางกาไวยในครั้งนั้นมาเป็นนางจิณจมาณวิกา ยักษ์ผู้เป็นมารในครั้งนั้นมาเป็นสุกร นางมกุฎเทวีมาเป็นนางสุชาดา พระเจ้าวงศ์สุริยามาศมาเป็นพระเมตไตรยโพธิสัตว์ พระเจ้าวงศาธิราชมาเป็นพระเจ้าสุทโธทนมหาราช พระนางวงสุริยาเทวีมาเป็นพระนางมหามายา ดาราวงศ์กุมารมาเป็นพระราหุล นางคารวีมาเป็นนางยโสธราเทวี พระเจ้าวรวงศ์ราชมาเป็นเราผู้ตถาคตนี้แล

จบวรวงสชาดก

แชร์เลย

Comments

comments

Share: