สีหนาทชาดก

อตีตกมฺมยุตฺโต ตโย โลกาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิรนฺโต อตีตกมฺมยุตฺตภิกขู อารพฺกเถสิ

สตฺถา สมเด็จพระบรมศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ทรงพระปรารภภิกษุผู้กอร์ปด้วยอดีตกรรมเป็นมูลเหตุได้ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มว่า อตีตกมฺมยุตฺโต ตโย โลกา ดังนี้เป็นอาทิ

หิ ดังมีความพิสดารในนิทานวจนะดังนี้ว่า วันหนึ่งพระภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลายน่าเลื่อมใสนัก พระบรมศาสดาของเราทั้งหลาย พระองค์เป็นผู้สมควรที่บริษัทบูชาอย่างยิ่ง แท้จริงในกาลนั้นเมื่อพระบรมศาสดาได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว สรรพเทพดาทั้งหลายมีอินทร์พรหมเป็นต้น บริษัทเหล่าอื่นมียักษ์และนาคครุฑวิชาธรเป็นต้น พากันบูชาพระศาสดาด้วยพวงมาลาดอกไม้และประทีปมีสีและกลิ่นหอมต่างๆ อันไพจิตร

ครั้งนั้นพระภควันตบพิตร เมื่อทรงประทับอยู่ ณ พระคันธกุฏีอันอบด้วยเครื่องหอมฟุ้งทั่วไป พระองค์ทรงสดับคุณกถาซึ่งภิกษุสนทนากันนั้นด้วยทิพโสตธาตุ จึงเสด็จยุรยาตรมาสู่โรงธรรมสภาด้วยพุทธอิริยาบทอันงามแล้วตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอประชุมพูดกันด้วยเรื่องราวอะไร ข้าพระบาททั้งหลายประชุมพูดกันด้วยเรื่องราวอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราผู้ตถาคตได้บรรลุปรมาภิสัมโพธิแล้ว เป็นผู้ควรที่บริษัทจะพึงบูชาอย่างยิ่ง ข้อนี้ไม่เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์เลย ในกาลปางก่อนตถาคตยังแสวงหาอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณอยู่ เป็นผู้สมควรอันบุคคลบูชาแล้วยิ่ง คำข้อนี้สมจริงในกาลเมื่อตถาคตได้เกิดเป็นสีหนาทกุมาร สรรพเทพามีท้าวอินทราและพรหมเป็นต้น เกลื่อนกล่น​พากันมาแต่ฉกามาพจรและพรหมโลก พร้อมกันบูชาเราตถาคตด้วยเครื่องสักการะมีระเบียบของหอมเป็นต้น ทรงตรัสดังนี้แล้วก็นิ่งอยู่ พระภิกษุทั้งหลายจะใคร่รู้จึ่งกราบทูลขอให้ทรงตรัสเทศนา พระองค์จึ่งทรงนำอดีตนิทานมาอ้างดังปรากฏต่อไปนี้ว่า

อตีเต ภิกฺขเว สตสหสฺสาธิเก ฯลฯ สุฺกปฺโป อโหสิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลที่ล่วงมาแล้วนาน คราวเมื่อตถาคตได้พยากรณ์แล้วล่วงมาได้สี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัลป คราวนั้นสุญกัลปอันหนึ่งปรากฏขึ้นในโลก มีพระเจ้าพรหมพัตองค์หนึ่งครองราชสมบัติอยู่ ณ พรหมวดีนคร ยังมีกุฎุมพีผู้หนึ่งมีทรัพย์สมบัตินับได้สิบแปดโกฏิ ภายหลังสมบัตินั้น ถึงความเสื่อมสิ้นหมดไปด้วยภัยต่างๆ ในที่สุดกุฎุมพีนั้นรักษาทรัพย์ไว้ได้ประมาณพันหนึ่ง ถึงความยากจนผู้คนบ่าวทาสกรรมกรก็พากันหลบหนีไปสิ้น ทนเลี้ยงชีพอยู่กับภรรยาสองคนเท่านั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มารดาบิดาของเราผู้ตถาคตเมื่อยังบำเพ็ญกุศลสมภารจะให้บริบูรณ์อยู่นั้นไปเกิดในเทวโลก ก็ฝ่ายพระพุทธบิดานั้นท่านไปเกิดเป็นพลาหกเทวบุตรอยู่ในเทวโลกชั้นปรนิมมิตวสวดี ส่วนพระพุทธมารดานั้นท่านสร้างสมกุศลตามพระพุทธบิดา ท่านไปเกิดในดุสิตเทวโลก ครั้นสิ้นอำนาจบุญแล้วจุติจากเทวโลกมาคือปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาแห่งกุฎุมพีผู้นั้น คืนวันพระพุทธมารดาปฏิสนธินั้น ภรรยากุฎุมพีนิมิตฝัน เห็นว่ามีบุรุษผู้หนึ่งถือเอาถาดทองคำอันเต็มไปด้วยปลาและเนื้อและสูปพยัญชนะ ประคองเข้าไปยังสำนักแห่งกุฎุมพีภรรยาแล้วมอบถาดทองนั้นให้ กุฎุมพีภรรยานั้นพอรับเอาถาดทองไว้ก็ตกใจตื่นครั้นรุ่งขึ้นเช้าภรรยา กุฎุมพีนั้นจัดหาข้าวตอกดอกไม้แล้วไปยังสำนักท่านผู้รู้ทำนายฝัน เล่าความฝันให้ฟังแล้วก็ถามผลแห่งความฝัน ท่านผู้รู้ทำนายฝันตรวจลักษณะสุบินแล้วพยากรณ์ว่า ท่านจักมีครรภ์ทารกอยู่ในครรภ์นั้นจะเป็นหญิง หญิงนั้นคลอดแล้วเจริญรุ่นขึ้นเป็นกุมารี ท่านทั้งสองผู้เป็นบิดามารดาจักทำกาลตายไป เมื่อกุมารีธิดาของท่านมีอายุครบยี่สิบปีจักได้ลูกผู้ชายคนหนึ่งหาบิดามิได้ ลูกชายคนนั้นจักมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่สามารถจะครอบครองสากลทวีปเป็นเที่ยงแท้

ภรรยากุฎุมพีนั้นครั้นสดับทราบความ แล้วก็ลากลับมาเรือนของตน อุตส่าห์รักษาครรภ์ของตนไว้จนตลอดถึงสิบเดือนจึ่งคลอดธิดาออกมา มารดาบิดาจึ่งให้นามว่า​สุญภาคี เมื่อนางกุมารีมีอายุได้สิบปีสิบเอ็ดปีมีสรีระอินทรีย์งามอุดมลักษณะ แต่วาจานั้นหยาบคาย บุรุษชายคนใดเห็นแล้วก็ให้เสียวสยดสยอง ต่อนั้นมาบิดามารดาทั้งสองนั้นครั้นถูกโรคบีบคั้นแล้วก็ทำกาลตายไป นางสุญภาคีนั้นก็ถึงอนาถาหาที่พึ่งมิได้ ต่อกาลนานมานางนั้นมีอายุครบยี่สิบปี จึ่งไปอาศัยอยู่กับนายคามโภชก ๆ ปราศจากความกรุณาบริภาษนางกุมารีด้วยวาจาหยาบช้าต่าง ๆ อยู่มาปีหนึ่งถึงฤดูจะไถนา นางสุญภาคีนั้นคิดขึ้นมาว่า เราอาศัยอยู่กับนายคามโภชกผู้หาความกรุณามิได้ ถูกด่าถูกว่าต่าง ๆ ทนอยู่มานานได้ถึงเพียงนี้ ถ้าหากว่าจะมีผู้ชายคนใดคนหนึ่งเขาจักมาขอเราเอาไปเป็นภรรยาไซร้ นายคามโภหกก็จะหาเหตุต่างๆ แกล้งข่มเหงเรา ถ้ากระไรเราจักขอยืมนาของนายคามโภชกทำสักกรีสหนึ่งหรือสองกรีส ภายหลังเราแสวงหาทรัพย์เป็นต้นทุนได้จึ่งจะคืนที่นานั้นให้นายคามโภชก คิดตกลงในใจแล้วก็ไปหานายคามโภชกบอกความว่า ข้าแต่นาย ดิฉันมาอาศัยท่านอยู่นับได้เก้าปีแล้ว บัดนี้ดิฉันจะยืมที่นาท่านทำสักกรีสหนึ่งหรือสองกรีสก่อน ภายหลังหาทรัพย์ต้นทุนได้จะคืนที่นาให้แก่ท่าน นายคามโภชกนั้นก็ยินดี ด้วยหวังใจจะให้นางสุญภาคีออกเสียจากเรือน เพราะว่าเป็นหญิงปากร้ายจึงพูดว่า ดีละแม่ เราจักให้ที่นาหนึ่งกรีสอันให้ผลเมล็ดข้าวราวยี่สิบลำเรือมาดแก่เจ้า แต่เจ้าต้องไปหาข้าวปลูกในสำนักคนอื่น เราจะช่วยทำการไถและหว่านให้แก่เจ้า นายคามโภชกพูดตกลงกันแล้ว จึ่งบอกให้ที่นาตำบลหนึ่ง ซึ่งเป็นที่สัญจรไปมาแห่งโคกระบืออยู่ใกล้ชายป่า นางสุญภาคีจึ่งลานายคามโภชกไปเที่ยวขอข้าวปลูกตามชาวบ้าน ได้ข้าวปลูกอันให้ผลตลอดปีบ้าง และข้าวปลูกให้ผลกลางปีบ้าง อันให้ผลปลายปีบ้าง อันให้ผลไม่เสมอกันบ้าง แล้วนางก็จัดการไถนาทำกระท่อมน้อย ๆ อยู่รักษามาแต่ผู้เดียว คราวครั้งนั้นในชมพูทวีป มีพวกปีศาจและพวกยักษ์ไปสู่สำนักท้าวเวสสวัณ พากันบำรุงท้าวเวสสวัณด้วยความอุตสาหะมากสิ้นกาลช้านาน ปีศาจและยักษ์บางพวกร้องขออาณาเขตในป่ากะท้าวเวสสวัณแล้ว จับสัตว์และมนุษย์ที่เที่ยวไปในอาณาเขตนั้นกินเป็นอาหาร ปีศาจและยักษ์บางพวกร้องขอกระดังเหล็ก

กะท้าวเวสสวัณ สามารถจะ​ครอบสัตว์เป็นให้ตายกินเนื้อเป็นอาหาร ปีศาจและยักษ์บางพวกขอไม้เท้ามีฤทธิมากกะท้าวเวสสวัณ อันสามารถชี้ข้างต้นให้ตายชี้ข้างปลายให้เป็นปีศาจและยักษ์บางพวกขอกายของตนกะท้าวเวสสวัณ ให้สามารถเหิรไปในอากาศได้ และให้สามารถกระทบกายมนุษย์ตายกินเนื้อเป็นอาหาร ปีศาจและยักษ์บางพวกขอพรกะท้าวเวสสวัณไว้เพื่อให้มีสรีระกายใหญ่ยิ่ง สามารถอาจวิ่งไล่จับมนุษย์กินได้ง่าย

ครั้งนั้นท้าวสักกเทวราช พิจารณาดูมนุษยโลกทั่วไปด้วยทิพจักษุ เห็นมนุษย์ในชมพูทวีปพินาศไปด้วยภัยต่างๆ เมื่อจะแสวงหาบุคคลผู้จะเป็นที่พึ่งแก่มนุษย์ชาวชมพูทวีปด้วยเมตตาจิต จึ่งคิดว่ามนุษย์คนอื่นนอกจากท่านที่เป็นหน่อพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่อาจเป็นที่พึ่งแก่พวกมนุษย์ได้ เดี๋ยวนี้ไม่มีท่านพุทธังกูรมาเกิดในโลกนี้เลย ก็ท่านพุทธังกูรไปเกิดอยู่ที่ไหนเล่า ทอดพระเนตรเห็นพระมหาสัตว์เจ้าอยู่ในดาวดึงสเทวโลกจวนจะจุติแล้ว จึ่งค้นดูตระกูลบิดามารดาของพระมหาสัตว์ต่อไป เห็นวลาหกเทวบุตรผู้บิดาพระมหาสัตว์นั้น อันเกิดแล้วในชั้นปรนิมมิตวสวดี เห็นนางสุญภาคีอายุครบยี่สิบปีผู้มารดาพระมหาสัตว์เจ้า อาศัยบ้านนายคามโภชกอยู่ ณ ปัจจันตคาม ในแว่นแคว้นพรหมวดีนครในมนุษยโลก ท้าวสักกเทวราชก็เกิดโสมนัสแล้วปรารถนาจะให้พระโพธิสัตว์เกิดในครรภ์นางสุญภาคี จึงคิดว่าเดี๋ยวนี้มารดาบิดาของพระมหาสัตว์นั้น หาได้อยู่ร่วมในที่แห่งเดียวกันไม่ ถ้ากระไรเราจะใช้ให้วลาหกเทวบุตรนั้นเที่ยวไปใกล้ๆ ที่นาของนางสุญภาคี ด้วยเพศเป็นช่างป่า ทำอาการคล้ายจะย่ำที่นาเสียแล้วจะให้แสดงรอยเท้าช้างไว้ในที่นา แล้วจะให้ทำอาการหนีไปจากที่นั้น ครั้นนางสุญภาคีเห็นดังนั้นก็จักตามช้างไป ไม่เห็นแล้วก็จะกลับมามีกายาลำบากอยากจะกินน้ำ ครั้นเห็นน้ำในรอยเท้าช้างก็จะดื่มกิน ขณะนั้นเราจะเชิญท่านพุทธังกูรให้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางสุญภาคีโดยทันที

ท้าวโกสีย์ดำริแล้วก็เสด็จไปยังสำนักวลาหกเทวบุตรแล้วตรัสว่า แน่ะท่านผู้นิรทุกข์ ท่านจงไปยังมนุษยโลกแปลงกายเป็นกุญชรตัวใหญ่แล้วย่ำเหยียบที่นาของนางสุญภาคี แสดงรอยเท้าไว้ในที่นานั้นแล้วหนีไปเสียจากที่นั่น แล้วจงแสดงรอยเท้าไว้ที่ทางจะไปยังนครทั้ง ๕ คือ สังกัสนคร ๑ สหัสสนคร ๑ เชฏฐปูรนคร ๑ รัมมนคร ๑ พาราณสีนคร ๑ ทำเสร็จแล้วจงกลับมายังที่ตนเถิด ท้าวสักกเทวราชตรัสสั่งดังนี้แล้ว ก็เสด็จไปยังสำนักพระโพธิสัตว์แล้วตรัสว่า แน่ะมหาบุรุษ กาลนี้เป็นกาลที่จะทรงบำเพ็ญบารมีแล้ว ขอเชิญท่านไปถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางสุญภาคีผู้อยู่ในเมืองพรหมวดีนั้น ท่านจะได้เป็นเอกราชเป็นใหญ่ยิ่งในโสฬสสนครในชมพูทวีปเที่ยงแท้ พระบรมโพธิสัตว์ก็​ยินดีรับคำเชิญของท้าวสักกเทวราชไว้ ท้าวสหัสนัยครั้นถือปฏิญาณของพระโพธิสัตว์แล้วก็เสด็จกลับยังที่อยู่ของพระองค์

ส่วนวลาหกเทวบุตรนั้น จึ่งนิรมิตรูปเป็นช้างใหญ่ไปเหยียบย่ำที่นาของนางนางสุญภาคีแสดงรอยเท้าไว้ให้ปรากฏ แล้วก็่แสดงรอยเท้าไว้อีกห้ารอย มีรอยเท้าทางจะไปเมืองสังกัสนครเป็นต้น เสร็จแล้วก็กลับไปยังที่อยู่ของตน ครั้นรุ่งขึ้นเช้านางสุญภาคีนั้นเห็นที่นาอันช้างเหยียบย่ำทำให้เป็นรอยก็น้อยใจคิดไปว่า เราทำนาไว้ไร่หนึ่งเท่านี้ ยังมีช้างมาย่ำยีที่นาของเราเสีย เราจะได้อาหารที่ไหนกินเล่า เอาเถอะเราจักตามไปฆ่าช้างนั้นเสียให้ได้ นางก็ติดตามรอยเท้าช้างไปด้วยกำลังโกรธก็หาพบช้างนั้นไม่ เหนื่อยหอบบอบช้ำทั้งกระหายน้ำเป็นกำลังจึงหวนกลับมา เห็นวารีอันมีอยู่ในรอยเท้าช้างนางก็วักวารีนั้นดื่มกิน คราวนั้นพระโพธิสัตว์พิจารณาดูพระมารดาด้วยทิพจักษุแล้ว เห็นนางสุญภาคีเคยเป็นมารดาของพระองค์มา จึ่งจุติจากเทวโลกถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางสุญภาคี ในวันที่นางนั้นดื่มวารีในรอยเท้าช้างนั้น

ในราตรีวันนั้นนางสุญภาคีนิมิตฝันเห็นว่า มีลมกองหนึ่งพัดมาแต่ทิศทั้งสี่ พัดหอบเอานางสุญภาคีไปวางไว้ ณ ยอดภูเขาสรรพรุกขชาติ ภูเขานั้นก็วินาศลงด้วยกำลังลมพัด นางสุญภาคีตกใจตื่นขึ้นกลัวจนตัวสั่น ครั้นรุ่งขึ้นเช้าบริโภคอาหารแล้วถือเอาข้าวตอกดอกไม้เป็นต้นไปสู่สำนักท่านผู้รู้ทำนายฝัน เล่าความฝันที่ตนเห็นนั้นให้ท่านฟังแล้วก็นั่งอยู่ส่วนหนึ่ง ท่านผู้รู้ทำนายท่านจึ่งพยากรณ์ว่า ดูกรแม่สุญภาคี ท่านนี้มิได้สมัครสังวาสกับบุรุษคนไรแต่จะได้ลูกชายอันเลิศผู้หนึ่ง ลูกชายของท่านกับตัวท่านจักได้เป็นใหญ่ในสากลทวีปเที่ยงแท้ นางสุญภาคีทราบดังนั้นแล้วก็ลากลับมายังกระท่อมของตน คิดตรองไปว่า เราจะได้ทำสังวาสกับบุรุษคนใดก็หาไม่ ท่านผู้รู้มาบอกกะเราว่าจะได้ลูกผู้ชายดังนี้ ความข้อนี้น่าอัศจรรย์ใจนัก

จำเดิมตั้งแต่กาลนั้นล่วงไปได้เดือนหนึ่ง จึ่งนางสุญภาคีมีครรภ์ปรากฏแก่มหาชนทั่วไป นายคามโภชกเห็นนางสุญภาคีมีครรภ์จึ่งถามว่า ดูกรแม่สุญภาคี เจ้าทำสังวาสกิจกับบุรุษคนใด จงระบุชื่อบุรุษคนนั้นให้เรารู้จัก เราจักทำบุรุษคนนั้นให้เป็นผัวของเจ้าเสีย ณ เดี๋ยวนี้ ข้าแต่นาย ดิฉันไม่ได้ทำสังวาสกิจกับบุรุษคนใด ดิฉันไม่อาจจะบอกบุรุษคนนั้นให้ท่านรู้จักได้ นายคามโภชกนั้นโกรธเหลือเกินจึ่งบริภาษนางสุญภาคี​ด้วยวาจาหยาบว่า ดูกรหญิงถ่อย หญิงคนใดไม่ทำการสังวาสกับบุรุษ หญิงคนนั้นย่อมไม่มีครรภ์เลย เจ้ากล่าวมุสาวาทไม่สมควรจะอยู่ในบ้านเรือนของเรา เจ้าจงออกไปเสียให้พ้นจากบ้านเรือนของเรา

นางสุญภาคีสดับคำบริภาษดังนั้นก็ละอายขัดใจขึ้นมา จึ่งตอบว่า ท่านคามโภชกคนชั่วร้าย เมื่อดิฉันพูดจริงๆ ท่านก็ไม่เชื่อ ท่านแกล้งกล่าวว่าดิฉันทำชั่วร้ายแล้วขับไล่ดิฉัน ตัวท่านหาใช่เป็นสัปบุรุษไม่ พูดเท่านั้นแล้วก็ลุกขึ้นจากอาสน์ เก็บเครื่องใช้สอยของตนขนออกจากบ้านนายคามโภชก แล้วไปขออาศัยอยู่ ณ ที่อื่นต่อไป ผลข้าวกล้าของนางสุญภาคีที่ทำไว้นั้น ก็ให้สำเร็จบริบูรณ์เป็นปรกติดี มหาชนมีนายคามโภชกเป็นต้นเห็นผลข้าวกล้าของนางสุญภาคีดียิ่งนัก ก็พากันอัศจรรย์ใจเกินประมาณยิ่งหนักหนา

ส่วนนางสุญภาคีกุมารีนั้น ครั้นตั้งครรภ์ถ้วนสิบเดือนบริบูรณ์แล้วก็คลอดบุตรเป็นผู้ชาย เวลาคลอดนั้นก็สะดวกดายหามีทุกขเวทนาเหมือนหญิงๆ ไม่ ด้วยอำนาจบุญสมภารของพระโพธิสัตว์หากคุ้มครองรักษา มารดานั้นค่อยประคองเลี้ยงบุตรไว้เป็นอันดี บุตรนั้นหามีโรคไม่ ครั้นเจริญวัยก็สมบูรณ์ด้วยลักษณะราศีมีรูปโสภาน่าพึงชม เมื่อวันจะถือเอาชื่อกุมารนั้น มารดาให้ชื่อว่าหัตถิบุตตกุมาร เพราะอาศัยที่นางดื่มน้ำในรอยเท้าช้างเป็นนิมิตเครื่องหมาย

จำเดิมแต่นั้นมา หัตถิบุตตกุมารถึงความเจริญขึ้นโดยลำดับ ครั้นมีอายุครบเจ็ดปีเมื่อจะไปยังบ้านหรือนิคมหรือป่าไม้ ก็ได้ไปพร้อมกับมารดาเสมอไป วันหนึ่งหัตถิบุตตกุมารได้ไปป่า แสวงหารากไม้ผลไม้เป็นอาหาร ครั้นเห็นเถามันเถาหนึ่งจึงพูดกับมารดาว่า ข้าแต่มารดา เถามันนี้งอกงามนัก มารดาจงขุดบ่อลงตรงนี้เถิด ภายหลังข้าพเจ้าจักทำตามซึ่งมารดาขุดไว้ มารดาจึ่งเริ่มขุดบ่อก่อนตามคำบุตรบอก แล้วจึ่งบังคับบุตรให้ขุดตามต่อภายหลัง

เมื่อชนตั้งสองกำลังขุดคุ้ยมูลดินอยู่ ยักษ์ตนหนึ่งมาพบเข้าหวังจะกินชนทั้งสองนั้น จึงนิรมิตกายของตนให้สูงประมาณเท่าต้นตาลมีอาการพิลึกน่ากลัวเข้าไปยังที่นั้น ฝ่ายมารดตาพระโพธิสัตว์นั่งอยู่ใกล้ปากบ่อ เห็นยักษ์มาดังนั้นจึ่งร้องเรียกบุตรว่า ดูกรพ่อ เดี๋ยวนี้ปีศาจตนหนึ่งรูปร่างกายาน่ากลัวเดินเข้ามา พ่อจงขึ้นมาจากบ่อเสียโดยเร็ว กุมารได้ยินมารดาร้องเรียกดังนั้น ก็รีบขึ้นมาเห็นยักษ์แล้วจะได้กลัวก็หาไม่ บอกกับมารดาว่า ​ข้าแต่มารดา ปีศาจมหายักษ์ตนนี้จะมาจับเอาเราไปกินเป็นอาหาร มารดาอย่ากลัวเลย ข้าพเจ้าจักสำแดงฤทธิ์ไห้มารดาเห็นในวันนี้

ลำดับนั้นแล ปีศาจยักษ์เดินเข้ามาใกล้มารดาและบุตรนั้น พระโพธิสัตว์จึ่งประหารยักษ์ด้วยมือและบันลือสีหนาทว่า ดูกรยักษ์คนชั่วร้าย เจ้าเข้ามาใกล้เราเพื่อจะเอาอะไรหรือ มหายักษ์ครั้นสดับสีหนาทของพระโพธิสัตว์ดังนั้นก็ตกใจไม่อาจเข้าไปใกล้ ก็ยืนนิ่งอยู่ ณ ที่นั้น กุมารนั้นเห็นยักษ์ยืนอยู่จึ่งได้โดดขึ้นไปยืนอยู่บนบ่ามหายักษ์ ด้วยกำลังกายของตนจึงเอากรจับจิกผมแล้วขู่ว่า แน่ะยักษ์คนชั่วร้าย เจ้าทำอาการจะกินมารดาเรา เราจักต่อยศีรษะเจ้าให้แตกด้วยกำหมัดของเรา ณ บัดนี้ มหายักษ์ได้สดับดังนั้นให้สะดุ้งตกใจกลัวแล้ววิงวอนว่า ข้าแต่มหาบุรุษ ท่านจงอดโทษให้แก่ข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าไม่รู้จักหญิงผู้นี้ว่าเป็นมารดาของท่าน จำเดิมแต่ข้าพเจ้าเกิดมาจนมีอายุถึงสามสิบปีเข้านี่ ข้าพเจ้าเที่ยวไปในนานาประเทศ จับมนุษย์ฆ่ากินเป็นอาหารประมาณนับไม่ถ้วน ข้าพเจ้าไม่ได้พบบุคคลผู้มีฤทธิ์เดชานุภาพเหมือนท่านนี้เลย ขอท่านจงมีเมตตาให้ทานชีวิตแก่ข้าพเจ้าเถิด

พระโพธิสัตว์สดับวาจามหายักษ์วิงวอนดังนั้นจึ่งพูดว่า แน่ะมหายักษ์ ถ้าหากว่าเจ้าขอชีวิตไว้ไซร้เราจะยกให้ แต่เจ้าอย่าฆ่ามนุษย์ในแว่นแคว้นพรหมวดีนครและแว่นแคว้นเมืองอื่นๆ เลย มหายักษ์นั้นก็ให้ปฏิญาณไว้แก่พระโพธิสัตว์ว่าจะไม่ฆ่ามนุษย์กินอีกต่อไป หัตถิปุตตกุมารนั้นจึ่งลงจากบ่ามหายักษ์แล้วนั่งอยู่ มหายักษ์ก็หมอบลงแทบบาทมูลพระโพธิสัตว์ อำลาไปยังป่าใหญ่ไกลที่อยู่หมู่มนุษย์สำเร็จวสนะกิจอยู่ในป่านั้น

พระโพธิสัตว์สองคนกับมารดา ถือมูลมันซึ่งขุดได้กลับไปยังบ้านเรือนของตน นางสุญภาคีจึ่งดำริว่าลูกของเรามีเดชใหญ่ แต่ก่อนเราก็ไม่เคยเห็น พึ่งมาเห็นวันนี้ เหตุเรื่องนี้ก็สมกับทำนายฝันที่เราได้เห็นแล้ว ลูกของเราจักเป็นอัครราชในสากลชมพูทวีปเที่ยงแท้ ดำริแล้วก็เกิดโสมนัส จึ่งผลัดชื่อลูกเสียใหม่ให้นามว่า สีหนาทกุมาร เมื่อสีหนาทกุมารมีวัสสายุกาลถ้วนสิบห้าปีจึ่งถามมารดาว่า ข้าแต่มารดา ทารกทั้งหลายในบ้านนี้เขามีบิดาทุกคน ก็เหตุไรเล่าตัวข้าพเจ้าจึงไม่มีบิดาเหมือนเขา แม่เจ้าจงบอกบิดาให้ข้าพเจ้ารู้จักบ้าง ดูกรพ่อ มารดามีอายุได้ยี่สิบปี มีช้างตัวใหญ่ตัวหนึ่งมาเหยียบย่ำที่นาของมารดาแล้วหนีไป มารดาขัดใจไล่ตามช้างนั้นไปหาทันไม่ มารดาเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเดินกลับมากระหายน้ำเต็มที่ เห็นวารีในรอยเท้าช้างสารจึ่งดื่มน้ำนั้นกินจนอิ่ม ตักนั้นมามารดาก็มีครรภ์จึ่งคลอดบุตร​คือตัวพ่อนี้ ข้าแต่มารดา ข้าพเจ้าก็เป็นลูกช้างกระนั้นหรือ เออพ่อเป็นลูกช้างแน่หละ ดูกรพ่อ เมื่อพ่อยังเป็นพาลทารกอยู่นั้นมารดาให้นามพ่อว่าหัตถิบุตตกุมาร เพราะอาศัยเหตุที่มารดาดื่มน้ำในรอยเท้าช้างกิน บัดนี้พ่อเจริญรุ่นขึ้นมามารดาจึ่งเปลี่ยนชื่อเดิมเสียให้นามใหม่ว่า สีหนาทกุมารกระนี้

พระโพธิสัตว์สดับความตามมารดาบอกดังนั้น ก็ถือมั่นในสันดานของตนว่าช้างนั้นเป็นบิดาจริง เพราะเหตุอันว่าบุญสมภารทำนิสัยในช้าง หากตักเตือนใจจึ่งพูดกับมารดาว่า ข้าแต่มารดา บัดนี้ข้าพเจ้าจักขอลามารดาไปเที่ยวแสวงหาช้างผู้เป็นบิดา ดูกรพ่อ พ่อจักไปเสาะหาบิดาก็หาพบไม่ ด้วยวารีที่รอยเท้าช้างซึ่งมารดาดื่มแล้วนานประมาณถึงสิบห้าปี บัดนี้รอยเท้านั้นจักศูนย์หมดแล้วเดี๋ยวนี้พ่อไม่อาจจะเห็นได้ชัดเจน ข้าแต่มารดา ถ้าหากว่ารอยเท้าช้างจักศูนย์หายเสียไซร้ มารดาจงกรุณาพาข้าพเจ้าไปให้ถึงที่ที่มารดาดื่มน้ำกินเถิด นางสุญภาคีมีความอาลัยในบุตรจึ่งพูดห้ามอีกว่า ดูกรพ่อ ถ้าว่ามารดาพาพ่อไปชี้รอยเท้าให้ในที่นั้น ถ้าว่าพ่อเห็นรอยเท้ายังปรากฏอยู่แล้วก็จักตามบิดาไป และจะทิ้งมารดาไว้คนเดียว มารดาหาที่พึ่งมิได้ต้องภัยต่างๆ มีปีศาจภัยเป็นต้นบีบคั้น นับวันมารดาจักหาชีวิตไม่ พ่ออย่าพอใจยินดีที่จะไปหาบิดานั้นเลย ข้าแต่มารดา ถ้าว่ามารดากลัวภัย ข้าพเจ้าจักพามารดาไปให้อยู่ในราชสำนักพระเจ้าพรหมทัต มารดาอย่าโทมนัสเลย ช่วยพาข้าพเจ้าไปให้ถึงที่รอยเท้าบิดาของข้าพเจ้าด้วยเถิด

นางสุญภาคีจึ่งพาพระโพธิสัตว์ไป ชี้ให้เห็นรอยเท้าพระยากุญชรที่ตนดื่มน้ำกิน พระโพธิสัตว์เห็นแล้วก็โสมนัสยินดี จึ่งพร้อมด้วยมารดากลับมาเรือน จึงอ้อนวอนมารดาขอลาเพื่อจะไปติดตามหาบิดา ครั้นมารดาอนุญาตแล้วก็พามารดาไปยังราชสำนักแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช ข้าพระบาทขอทูลลาไปเสาะหาบิดา ขอฝากมารดาไว้ในสำนักพระองค์ด้วย พระเจ้าข้า พระโพธิสัตว์เฝ้าทูลฝากมารดาไว้ในสำนักของพระราชา ด้วยคุ้นเคยกันมาในกาลปางก่อน พระโพธิสัตว์กราบไหว้อำลามารดาแล้วสั่งว่า ข้าแต่มารดา ๆ จงอยู่ในราชสำนัก ข้าพเจ้าจักขอลาไป ณ บัดนี้ ดูกรพ่อ พ่อจักไปติดตามบิดาขอให้พ่อมีชัยชนะแก่หมู่ปัจจามิตรผู้คิดประทุษร้ายทั้งปวงเถิด ขอให้กอร์ปด้วยความสุขปราศจากทุกข์นิราศภัยทุกทิวาราตรีทั้งปวง ขอความมงคลใหญ่หลวงจงมีแด่พ่อ ขอให้พ่อมีอายุยืนยิ่งนาน และขอกุศลธรรมจงช่วยอุปถัมภ์ค้ำชูพ่อสิ้นกาลเนืองนิตย์ พระโพธิสัตว์ประคองหัตถ์ทำอัญชลีพระมารดาแล้ว ก็เสาะหารอยเท้าช้างไป

​นางสุญภาคีก็ได้อยู่ในราชสำนัก ระลึกถึงบุตรอยู่เป็นนิตย์ แต่หาได้มีจิตยินดีในฉันทราคเหมือนหญิงสามัญนั้นไม่ เพราะได้สั่งสมบุญสมภารไว้มาก กับทั้งเป็นสัตว์บริสุทธิ์อันมาแล้วแต่ดุสิตวิมานเมื่อพระโพธิสัตว์ไปติดตามรอยเท้าช้างอยู่นั้น มหาชนมีอำมาตย์เป็นต้น พากันปรารถนานางสุญภาคีไปเป็นบาทบริจาริกา พากันเล้าโลมนางสุญภาคีด้วยมธุรพจน์ นางสุญภาคีก็มิได้ยินดีในมธุรวาจาของมหาชนมีอำมาตย์เป็นต้นเหล่านั้น มหาชนมีอำมาตย์เป็นต้นก็ไม่อาจเข้าไปใกล้และทำข่มเหงนางสุญภาคีได้ เพราะเหตุบุญสมภารของพระโพธิสัตว์คุ้มครองรักษาไว้

พระโพธิสัตว์เจ้าติดตามรอยเท้าช้างไปตามลำดับ ล่วงพ้นแดนพรหมวดีนครไปจนถึงสังกัสนคร บุตรอำมาตย์ในนครนั้นนามว่าพลังกกุมาร อายุได้ยี่สิบปี มีกำลังมาก สามารถถอนกอไผ่และต้นไม้ได้ วันหนึ่งพระราชาสังกัส รับสั่งให้หาตัวพลังกกุมารเข้ามาเฝ้าแล้วตรัสว่า แน่ะเจ้ากุมาร ตัวเจ้าหนุ่มแน่นอยู่ เมื่อบิดาของเจ้าตายไปแล้ว เจ้าจักได้รับตำแหน่งที่ฐานันดรของปิดาเจ้า บัดนี้เจ้าจงไปถอนกอไผ่เอามาปลูกไว้ให้รอบกำแพงเมือง ถ้าหากว่าพวกข้าศึกมาล้อมเมืองเราไซร้ ก็จะไม่อาจเข้าไปภายในเมืองได้ พลังกกุมารรับโองการแล้วถวายคำนับไปป่าไผ่ ถอนพุ่มไม้ไผ่แล้วทำเป็นหาบๆ นำมาปลูกไว้ตามพระราชดำรัสทุก ๆ วัน

คราวนั้นสีหนาทกุมารเมื่อเดินตามรอยเท้าช้างไป ได้พบพลังกกุมารกำลังนำพุ่มไม้ไผ่อันหนึ่งด้วยหาบข้างหนึ่ง จึงคิดว่า บุรุษผู้นี้นำพุ่มไม้ไผ่อันหนึ่ง ๆ มาด้วยหาบ ทำอาการเหมือนว่าตนมีกำลังมากกว่าคนอื่น ผิวฉะนั้นบุรุษผู้นี้จักรู้จักอุบายของเราได้อย่างไร เราจักทำบุรุษนั้นให้แหงนหน้าขึ้นแล้วละอายใจด้วยอุบายอย่างนั้น คิดแล้วก็เข้าไปใกล้ กะตุกเอาปลายไม้ไผ่ของพลังกกุมารไว้ พลังกกุมารนั้นถูกพระโพธิสัตว์กะตุกปลายไม้ไผ่ไว้ดังนั้น จึ่งหงายหน้ามาเบื้องหลังด้วยอาการเหมือนจะเซชวนก็โกรธจนเหลือเกินแล้วถามว่า แน่ะน้องชาย ท่านมาฉุดคร่าหาบเราไว้อย่างนี้ จักอวดดีว่าตนมีกำลังมากกว่ากระนั้นหรือ แน่ะพี่ชาย เราจะมีกำลังก็ดีหรือไม่มีกำลังก็ดี ท่านอย่าพึ่งเข้าใจเอาด้วยตนเองเถิด แน่ะน้องชาย เราสองคนจักทำขันสู้กำลังต่อกันและกันเดี๋ยวนี้ (ก็จะรู้ว่าใครจะมีกำลังมากกว่าใคร) ถ้าหากว่าเราแพ้ไซร้ เราจะไปอยู่บำเรอเท้าท่าน แน่ะพี่ชาย ท่านจักทำความขันสู้กับเราจงทำเนาไว้ก่อน ธรรมดาบุรุษกล่าวคำใดไว้ถ้อยคำนั้นเป็นคำจริงหากลับกลอกไม่ ​ท่านกล่าวคำเมื่อกี้นั้นเพราะท่านกำลังโกรธอยู่ ท่านจะทำถ้อยคำนั้นโดยจริงใจหรือ หรือว่าท่านจะทำตามอัธยาศัยของท่าน แน่ะน้องชาย เราหากลัวท่านไม่ เราหาทิ้งคำพูดของตนเสียไม่ บัดนี้เราจักจับตัวท่านกระแทกแผ่นดินก่อน ภายหลังท่านจงจับตัวเรากระแทกแผ่นดินทำเหมือนอย่างนั้นบ้าง เราสองคนก็จะเห็นกำลังแห่งกันและกัน

เอวจ ปน วตฺวา พลังกกุมารครั้นว่าขานอย่างนี้แล้วตรงเข้าจับสีหนาทกุมารเข้าไว้มั่นคงด้วยกำลังแรงแล้วกระแทกแผ่นดินลงไป สีหนาทกุมารจมแผ่นดินลงไปเพียงแข้ง ต่อนั้นสีหนาทกุมารเมื่อจะแสดงกำลังบ้าง จึ่งจับพลังกกุมารเข้าไว้ให้มั่นแล้วกระแทกลง ณ แผ่นดิน พลังกกุมารจมแผ่นดินลงไปเพียงเข่า พลังกกุมารนั้นรู้สึกสภาพสีหนาทกุมารว่ามีกำลังกว่าตน และสภาพที่ตนแพ้ด้วยแล้วพูดว่า แน่ะนาย ข้าพเจ้าท้าพนันกับท่านด้วยกำลังความโกรธ และเราจะทิ้งธรรมเนียมของผู้ชายเสียไม่ได้ เราถึงซึ่งสภาพเป็นทาสของท่านแล้ว ณ บัดนี้ ท่านจงหยุดยืนอยู่ที่นี่ก่อนคอยท่ากว่าข้าพเจ้าจะกลับมา ครั้นพูดอย่างนี้แล้วจึ่งนำพุ่มไม้ใส่หาบ นำเอาไปปลูกไว้ในที่เคยปลูกเสร็จแล้ว จึ่งไปสู่สำนักพระราชากราบทูลเรื่องราวนั้นให้ทราบทุกประการ พระราชาทรงสดับทราบความนั้นแล้ว หาทรงรับสั่งประการใดต่อไปไม่

พลังกกุมารกราบถวายบังคมพระราชากลับไปบ้าน ถือเอาเสบียงอาหารพอต้องการแล้วไปสู่สำนักสีหนาทกุมาร พระโพธิสัตว์พาพลังกกุมารไปเสาะหารอยเท้ากุญชร ล่วงแดนสังกัสนครไปถึงสหัสสบุรี มีอมัจจบุตรผู้หนึ่งนามว่าเตชกุมารมีวัสสายุกาลครบยี่สิบปีมีกำลังมาก เป็นอมัจจาบุตรของพระราชาเจ้าเมืองสหัสสบุรี วันหนึ่งพระราชารับสั่งหาตัวเตชกุมารเจ้ามาเฝ้าแล้วตรัสว่า แน่ะกุมาร เจ้าเป็นผู้มีกำลัง เมื่อบิดาของเจ้าทำกาลตายไปแล้ว เจ้าจะได้รับที่ฐานันดรของบิดาเจ้า บัดนี้เจ้าจงไปนำเอาก้อนหินมากองไว้ที่ประตูเมืองด้วย ที่ที่รักษาเมืองด้วย ถ้าหากว่าข้าศึกมาล้อมเมืองเรา พวากเราจะช่วยกันประหารข้าศึกเหล่านั้นให้พ่ายแพ้หนีไป อมัจจบุตรเตชกุมารรับพระราชดำรัสถวายบังคมแล้ว ไปถึงภูเขาใหญ่ทำก้อนหินใหญ่ ๆ เท่าตุ่ม ให้แตกออกเป็นก้อนใส่สาแหรกเข้าข้างหนึ่ง ๆ นำมาด้วยหาบแล้วทำให้เป็นกองๆ ไว้ที่ประตูเมืองบ้าง ที่ตามกำแพงเมืองบ้าง

​ครานั้นสีหนาทกุมารเดินตามรอยเท้ากุญชรไปกับด้วยพลังกกุมารได้พบเตชกุมารนำก้อนหินไปด้วยหาบ จึ่งพูดกับพลังกกุมารว่า แน่ะพี่ เราจะทำความเย้ยเล่นกับบุรุษผู้นั้น พูดเท่านั้นแล้วจึ่งเข้าไปใกล้เตชกุมารนั้น เอานิ้วก้อยเกี่ยวก้อนหินเข้าไว้แล้วคร่ามา เตชกุมารไม่ทันรู้ความหนักอันพระโพธิสัตว์คร่าไว้นั้น เหมือนดังว่าจะนอนหงายลงไป จึงรู้ซึ่งหินหนักนั้นอันพระโพธิสัตว์คร่าไว้ นึกเสียใจด้วยสำคัญว่าตนมีกำลังกว่าชนทั้งปวงซึ่งอยู่ในเมืองนั้น จึงพูดกับสีหนาทกุมารอย่างนี้ว่า แน่ะน้องชาย ท่านมาคร่าหินของเราให้หนักไว้สำคัญว่าตนมีกำลังกว่ากระนั้นหรือ แน่ะพี่ชาย เราจักมีกำลังหรือไม่มีกำลังก็ดี ข้อนี้ท่านจงรู้ด้วยปัญญาของตนเถิด ดูกรน้องชาย ถ้าหากว่าท่านมีกำลังไซร้ เราสองคนจักทำพนันกันด้วยเรี่ยวแรง ถ้าหากว่าผู้ใดแพ้ผู้นั้นต้องเป็นทาสของผู้ชนะ สีหนาทกุมารได้ฟังดังนั้นจึงเข้าใจว่า บุรุษผู้นี้ต้องการเราเป็นทาสจึ่งกล่าวท้าทายกะเรา ด้วยสภาพมาสำคัญตนว่ามีกำลังกว่าเข้าใจได้ดังนี้แล้วก็พูดตอบว่า แน่ะพี่ชาย ตัวท่านกล่าวอย่างนี้แล้วแม้เราก็ไม่ขัดอัธยาศัยท่าน แต่ถ้อยคำของท่านที่พูดนั้นมั่นคงแล้วหรือยังไม่มั่นคง เตชกุมารนั้นให้ปฏิญาณแก่สีหนาทกุมารรับว่ามั่นคงแล้ว จึ่งวางหาบไว้ตรงเข้าจับรวมพระโพธิสัตว์กระแทกลง ณ ปฐพี พระโพธิสัตว์จมลงในปฐพีเพียงแข้ง พระโพธิสัตว์จึ่งจับเตชกุมารทำให้จมลงไปในปฐพีเพียงโคนขา เตชกุมารถึงความพ่ายแพ้แต่หาละสัจจปฏิญาณเสียไม่แล้วพูดอย่างนี้ว่า แน่ะนาย ท่านเป็นนายข้าพเจ้าและข้าพเจ้าเป็นทาสของท่าน ข้าพเจ้าจักขอตามท่านไป พระโพธิสัตว์จึ่งพูดว่า แน่ะพี่ชาย ท่านไม่ละสัปปุริสธรรมจักไปกับข้าพเจ้าดีแล้ว ท่านจงกลับไปยังราชสำนักทูลลาเสียก่อน จึงกลับมาไปกับข้าพเจ้าต่อภายหลัง

เตชกุมารรับถ้อยคำพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว เชิญให้พระโพธิสัตว์รออยู่ในที่นั้น นำหาบหินด้วยบ่าของตนเองไปกองไว้ที่ใกล้ประตูเมืองเข้าเฝ้าพระราชากราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช ข้าพระบาทได้พนันกับบุรุษคนหนึ่งถึงความแพ้เขาโดยยอมเป็นทาส บัดนี้ ข้าพระบาทขอทูลลาไปกับบุรุษคนนั้น ขอพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดอนุญาตให้ข้าพระบาทเถิดพระเจ้าข้า ทูลขอพระราชานุญาตแล้วก็ทูลเล่าเหตุผลโดยลำดับแต่ต้นเดิมมาถวายพระราชาให้ทรงทราบ พระราชาทรงฟังดังนั้นทรงพระอาลัยยิ่งนัก แต่ไม่อาจละประเพณีธรรมได้ จึ่งได้ตรัสว่า แน่ะเตชกุมาร เจ้าไม่อาจจะจักละปฏิญาณที่ตนให้แก่เขาไว้ ก็จงไปตามอัธยาศัยของเจ้าเราอนุญาตให้ละ เตชกุมารรับพระราชโองการแล้วทูลลามาเรือนของตน ​ได้จัดขนเอาขาทนียโภชนียาหารพอควรเลี้ยงชีพแล้วไปสู่สำนักพระโพธิสัตว์ ๆ ได้พาเตชกุมารกับพลังกกุมารสองคน เที่ยวเสาะค้นรอยเท้ากุญชรไปโดยลำดับได้บรรลุถึงอาณาเขตยักษ์ตนหนึ่ง

กิร ดังได้ยินเล่ามาว่า ยักษ์ตนนั้นไปบำรุงท้าวเวสสวัณมีความชอบ จึ่งขออาวุธสองอย่างกะท้าวเวสสวัณคือ กระด้งเหล็ก มีฤทธิมากอาจครอบสัตว์ดิรัจฉานและมนุษย์ให้ตายอย่างหนึ่ง ไม้เท้าเหล็กมีฤทธิเดชานุภาพมากอาจชี้ข้างต้นทำให้ตาย และชี้ข้างปลายให้เป็นอย่างหนึ่ง ท้าวเวสสวัณก็ประทานให้แก่ยักษ์ตนนั้น ๆ ปกครองรักษาอาณาเขตอยู่ ณ ราวป่า คราวนั้นพระโพธิสัตว์เมื่อพาบุรุษสองคนไปเสาะหารอยเท้าคชสาร พอมาถึงที่แห่งนั้นความหิวบีบคั้นแล้วอยากจะบริโภคอาหาร ชนทั้งสองคือพลังกกุมารและเตชกุมารเดินไปพบขุยจรีส

ตัวใหญ่ขุดเจาะภูเขาใหญ่อยู่ใกล้ ๆ ที่นั้น อยากจะกินจรีสเป็นอาหาร จึงช่วยกันตัดต้นไม้เอามาทำเป็นเครื่องขุด พากันจัดแจงขุดขุยจรีสขวางรูเข้าไปก็ได้พบขาจรีส พลังกกุมารจะฉุดคร่าขาจรีสออกมา จรีสนั้นประหาร (ดีด) พลังกกุมารด้วยขาของตน พลังกกุมารก็กระเด็นไปตกในที่ไกลได้ร้อยวา ถึงความเวทนามีกำลังกล้าไม่อาจฉุดคร่าเอาขาจรีสนั้นออกได้ เตชกุมารพูดกะพลังกกุมารว่า เราจักลองฉุดขาจรีสดูบ้าง พูดแล้วก็ถกเขมนโจงกระเบนให้มั่น ตรงเข้าไปใกล้จับขาจรีสคร่าออกมา จรีสนั้นประหาร (ดีด) เตชกุมาร ๆ ก็กระเด็นลอยไปตกในที่ไกลได้ร้อยยี่สิบวา ถึงความเวทนามีกำลังกล้า

สีหนาทกุมารเห็นสองกุมารมีอาการเป็นดังนั้น จึ่งเข้าไปฉุดคร่าขาจรีส ๆ ก็ดีดพระโพธิสัตว์ด้วยขาของตน พระโพธิสัตว์จับขาจรีสไว้ตัดขาให้ขาดออกไป แล้วส่งให้แก่สองกุมาร ๆ เที่ยวหาไฟเพื่อจะเผาจรีสกิน เห็นแสงไฟในศาลายักษ์ พลังกกุมารจึ่งไปยังศาลายักษ์ต้องการไฟ ยักษ์นั้นเห็นพลังกกุมารมายังศาลาของตนจับเอาไม้เท้าข้างต้นชี้ไปให้ตรงพลังกกุมารนั้น ด้วยอานุภาพแห่งไม้เท้านั้นพลังกกุมารก็ไม่อาจจะไหวกายได้นอนกลิ้งอยู่ในที่นั้น เว้นแต่ยังหายใจเข้าออกได้อยู่ ยักษ์จึ่งเอากระด้งเหล็กพลังกกุมารต้องการจะให้ตาย พลังกกุมารหาถึงความตายไม่ ด้วยอานุภาพบารมีพระโพธิสัตว์รักษาไว้ เตชกุมารนั่งคอยท่า ไม่เห็นพลังกกุมารกลับมา ก็ตามไปถึงศาลา ยักษ์นั้นก็ยกโคนไม้เท้าชี้ตรงเตชกุมาร ๆ หาถึงมรณะไม่ ด้วยอานุภาพบารมีพระโพธิสัตว์หากอุปถัมภนาการ

​จริงอยู่ สองกุมารนั้นเมื่อจะไปหาไฟ หาบอกกะพระโพธิสัตว์ไม่ พากันไปด้วยหมายใจว่าตนมีกำลังมาก ก็เมื่อสองกุมารตามพระโพธิสัตว์มาครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ยังหาได้ทำอิทธิฤทธิ์หน่อยหนึ่งให้ปรากฏไม่ เพราะเหตุนั้น สองกุมารจึ่งไม่ลามหาสัตว์ก่อนแล้วไป สีหนาทกุมารไม่เห็นสองกุมารกลับมาจึ่งดำริว่า มาณพสองคนเมื่อจะไปเที่ยวหาไฟหาบอกกะเราให้รู้ไม่ อาศัยอติมานของตนจึ่งพากันไป เมื่อครั้งก่อนไม่อาจฉุดคร่าขาจรีสออกได้ ถึงกับตัวเราต้องช่วยฉุดขาจรีสให้ มันหารู้จักว่าเราจะมีกำลังมากกว่าไม่ การที่ไปหาไฟคราวนี้ มาณพทั้งสองจะต้องถูกอันตรายสักอย่างหนึ่งแน่ ดำริแล้วก็เดินตามหาสองมาณพนั้นไป

ยักษ์ตนนั้นครั้นเห็นพระโพธิสัตว์เดินมาจึ่งคิดว่ามาณพผู้นี้จักมาเสาะหาสองมาณพแน่ จึ่งจับไม้เท้าเหล็กยืนอยู่เพื่อจะลองใจพระโพธิสัตว์ ๆ นั้นครั้นเดินมาใกล้ยักษ์ ๆ ชี้โคนไม้เท้าไปตรงพระโพธิสัตว์ต้องการจะให้ตาย สีหนาทกุมารหามีกายหวั่นไหวสักว่าหน่อยหนึ่งก็หาไม่ ยักษ์ตนนั้นจึงไปหยิบเอากระด้งเหล็กที่ครอบพลังกกุมารไว้ นำมาเพื่อจะครอบพระโพธิสัตว์ ๆ หาสะดุ้งกลัวไม่ เห็นยักษ์นำกระด้งมาจึ่งประหารกระด้งนั้นด้วยกำหมัด ทำให้พลัดตกจากมือยักษ์แตกเป็นจุณวิจุณไป เมื่อจะบันลือสีหนาท จึงพูดว่าแน่ะยักษ์คนชั่วร้าย ถ้าหากว่าท่านจับเอาสองบุรุษของเราไปไซร้ จงนำมาส่งให้เราเสียโดยดี ถ้าหากว่าท่านจับบุรุษทั้งสองของเราไปไม่นำมาส่งให้แก่เราไซร้ เราจะประหารศีรษะท่านให้แตกตายด้วยกำหมัด ณ บัดนี้

ยักษ์ได้ฟังดังนั้นกลัวจนตัวสั่นแล้วหมอบลงไป ประณมมือไหว้วิงวอนพระโพธิสัตว์ว่า มหาบุรุษ ข้าพเจ้ามีอายุได้สามร้อยปี เที่ยวกินสัตว์และมนุษย์ในชมพูทวีปมิใช่น้อย ยังไม่เห็นบุรุษแม้แต่คนหนึ่งซึ่งจะมีอานุภาพมากเหมือนท่านเลย บัดนี้มาณพสองคนถูกข้าพเจ้าเอาไม้เท้าทิพย์ชี้ให้นอนกลิ้งอยู่ในที่นั้น ท่านจงไปเอาไม้เท้าทิพย์ข้างปลายชี้ไปให้ตรงมาณพสองคน มาณพสองคนนั้นก็จะได้อัสสาสะและมีชีวิตคืนเป็นปรกติเหมือนดังเก่า เพราะเหตุว่าไม้เท้าทิพย์นี้ ท้าวเวสสวัณท่านเลื่อมใสในคุณของข้าพเจ้าประทานให้ไว้ ท้าวเวสสวัณท่านกรุณาต่อสัตว์โลก ทำไว้เพื่อจะให้ได้ชีวิตคืนด้วยปลายไม้เท้า ยักษ์ตนนั้นพรรณนาดังนี้แล้วจึงให้ไม้เท้าทิพย์แก่พระโพธิสัตว์แล้วบอกว่า ท่านจงถือไม้เท้าอันนี้ไปชี้บุรุษสองคนนั้นด้วยข้างปลาย อาจทำบุรุษนั้นให้ฟื้นขึ้นมา​ตามเดิม ไม้เท้าทิพย์อันนี้ข้าพเจ้ายกให้เป็นสิทธิแก่ท่านแล้ว ท่านจงนำเอาไปใช้ตามอัธยาศัยของท่านเถิด

พระโพธิสัตว์รับเอาไม้เท้าทิพย์แล้ว ก็ไปยังสำนักบุรุษสองคนทำปลายไม้เท้าให้ตรงสองบุรุษๆ ก็กลับได้สติฟื้นเป็นปรกติ พระโพธิสัตว์จึ่งพาตัวสองบุรุษไปสู่สำนักยักษ์ ๆ นั้นจึ่งกราบไหว้พระโพธิสัตว์แล้วกล่าวว่า ข้าแต่นาย ข้าพเจ้าเกิดเป็นยักษ์มาแล้วสองชาติ ท่านจงกรุณาช่วยทำข้าพเจ้าให้พ้นจากกำเนิดยักษ์ด้วยเถิด แน่ะพ่อยักษ์ ท่านประสงค์จะให้พ้นกำเนิดยักษ์ ท่านจงสมาทานศีลมีองค์ห้าแล้วท่านจักพ้นจากกำเนิดยักษ์ บัดนี้ท่านจงไปอาบน้ำชำระกายให้สะอาดแล้วกลับมาหาเรา ยักษ์นั้นรับว่าสาธุกระนี้แล้วก็ไปอาบน้ำชำระกายเสร็จแล้วกลับมานิรมิตธรรมาสน์อันประดับด้วยสรรพาภรณ์งามไพจิตร จึ่งเชิญพระโพธิสัตว์ให้ขึ้นนั่ง ณ ธรรมาสน์ พระโพธิสัตว์ขึ้นนั่งยังธรรมาสน์แล้วแสดงธรรมด้วยมคธภาษาดังนี้ว่า

ปาณา น หนฺตพฺพา อทินฺนาทาโน น อาทาตพฺโพ กาเมสุ มิจฺฉาจารา น กริตพฺพา มุสาวาทา น วตฺตพฺพา มชฺโช น ภุฺชิตพฺโพติ

ความว่า ท่านอย่าพึงฆ่าสัตว์มีชีวิต ๑ ท่านอย่าพึงถือเอาพัสดุสิ่งของอันเจ้าของเขาไม่ให้ ๑ ท่านอย่าพึงทำความประพฤติผิดในกาม ๑ ท่านอย่าฟังกล่าวคำเท็จไม่จริง ๑ ท่านอย่าพงบริโภคน้ำอันทำให้ผู้ดืมแล้วให้เมา ๑ (เจตนากรรมเครื่องงเว้นห้าอย่างนี้ ชื่อว่า เบญจศีล)

ยักษ์นั้นครั้นถือเอาศีลในสำนักพระโพธิสัตว์แล้วกล่าวว่ามหาบุรุษ ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาสภาพเป็นยักษ์ ท่านจงฆ่าข้าพเจ้าผู้มีศีลเสียเถอะ ข้าพเจ้าจุติจากกำเนิดยักษ์ แล้วจักไปเกิดในสวรรค์ด้วยอานุภาพแห่งศีล แน่ะพ่อยักษ์ เราไม่ทำการฆ่าสัตว์ เราไม่อาจฆ่าตัวท่านได้ ข้าแต่นาย ถ้าท่านไม่อาจฆ่าข้าพเจ้าได้ไซร้ ท่านจงบังคับสองบุรุษนั้นว่าท่านจงชี้โคนไม้เท้าให้ตรงยักษ์ดังนี้ ข้าพเจ้าก็จะถึงความตาย กรรมหนักมีแก่ตัวท่านไม่ ยักษ์นั้นหยิบไม้เท้าทิพย์ส่งให้เตชกุมารวิงวอนว่า แน่ะมาณพ ท่านจงชี้โคนไม้เท้าให้ตรงข้าพเจ้า ๆ ก็จะตายไป บาปกรรมจะได้มีแก่ท่านหามิได้ เพราะเหตุว่าไม้เท้ามีฤทธิมากเอง เมื่อข้าพเจ้าตายแล้วท่านจงผ่าท้องออกก็จะเห็นกระดูกปรากฏมีต่าง ๆ กัน ทีนั้นท่านจงชี้ปลายไม้เท้าให้ตรงกระดูกเหล่านั้น กระดูกชนิดใดเป็นกระดูกมนุษย์ กระดูกชนิดนั้น​ก็จะเกิดเป็นมนุษย์ กระดูกชนิดใดเป็นกระดูกสัตว์เดียรัจฉาน กระดูกชนิดนั้นก็จะเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน มนุษย์และสัตว์เดียร์จฉานต้องการจะไปในที่ใด ท่านจงปล่อยให้เขาไปในที่นั้นตามความบระสงค์ของเขา

เตชกุมารนั้นหยิบไม้เท้าทิพย์ชี้ทางโคนให้ตรงยักษ์ๆ ทำกาลตายไปเกิดในดาวดึงสเทวโลกด้วยเดชแห่งศีล มาณพทั้งสองจึงช่วยกันผ่าท้องยักษ์ออกเห็นกระดูกทั้งหลาย จึ่งเอาปลายไม้เท้าชี้ให้ตรงกระดูกเหล่านั้น ด้วยอานุภาพไม้เท้าทิพย์ กระดูกทั้งหลายก็เกิดเป็นมนุษย์พากันไปยังประเทศของตน กระดูกทั้งหลายซึ่งเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานก็พากันไปยังประเทศของตน สีหนาทกุมารจึ่งใช้ให้สองมาณพไปเอาไฟมาเผาจรีสบริโภคกับด้วยสองมาณพ สองมาณพรู้สึกว่าพระโพธิสัตว์มีมหิทธิและอานุภาพมากกว่าตน จึ่งกราบไหว้แล้วหมอบลงแทบเท้าพระโพธิสัตว์พูดว่า ข้าแต่นาย จำเดิมแต่นี้ไปท่านจงเป็นที่พึ่งแก่ข้าพเจ้าทั้งสอง ๆ ขอถึงท่านเป็นที่พึ่งอาศัยตราบเท่าสิ้นชีวิต

พระโพธิสัตว์จับถือไม้เท้าทิพย์ตามรอยเท้าช้างไปพร้อมด้วยสองมาณพต่อไป จนบรรลุถึงเชฏฐปูรนคร ในเชฏฐปูรนครมียักษ์ตนหนึ่งฆ่าฝูงมนุษย์ ให้ถึงวินาศทำมตฆาตกรรมกินเนื้อมนุษย์ที่ฆ่าตายแล้วดังนี้ประมาณเดือนหนึ่ง พวกมนุษย์ที่เหลือจากยักษ์กินนั้นพากันทิ้งบ้านเรือนหนีไปซ่อนเร้นอยู่ในป่าและทิศานุทิศ พระโพธิสัตว์กับสองมาณพเดินไปพบบ้านเรือนในเมืองเชฏฐบุรีว่างเปล่าหามีมนุษย์ไม่จึ่งพูดกันว่า เมืองนี้จะมีอันตรายเกิดขึ้น เราจะเสาะหาคนไต่ถามให้รู้ข้อความก็หามีมนุษย์อยู่ไม่ พระโพธิสัตว์จึ่งชวนสองมาณพนั้นเที่ยวเสาะค้นพามนุษย์ไปในพระนครและที่ต่าง ๆ ทั่วไป

คราวนั้นมีบุรุษคนหนึ่งเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในกลองใหญ่ ได้ฟังถ้อยคำพระโพธิสัตว์พูดกับสองมาณพนั้น จึ่งคลานออกมาจากกลองแล้วแจ้งว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ยักษ์ตนหนึ่งมาที่เมืองนี้จับมนุษย์ฆ่ากินแล้วก็ไปสู่ป่า ท่านทั้งหลายปรารถนาจะไปในที่ใดจงรีบไปในที่นั้นเถิด มนุษย์ในเมืองนี้บางพวกก็ขุดหลุมซ่อนตัวอยู่ในแผ่นดิน บางพวกหนีไปซ่อนเร้นอยู่ตามซอกภูเขา บางพวกก็หนีไปซ่อนตัวอยู่ในป่ารักษาตนอยู่ในที่นั้นๆ แน่ะพ่อบุรุษ เราหากลัวยักษ์นั้นไม่ ยักษ์นั้นจะมาที่นี้ในเวลาใด ถ้าว่าตีกลองขึ้นมาเมื่อใด ยักษ์ได้ยินเสียงกลองแล้วจะมาที่นี้ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ใช้ให้พลังกกุมารตีกลองขึ้นสามครั้ง ยักษ์นั้นครั้นได้ยินเสียงกลองดังก็ผลุนผลันมาโดยเร็ว เมื่อกำลังวิ่งมามีกายาสูงใหญ่สี่ชั่วลำต้นตาล น่าพิลึกพึงกลัว เที่ยววิ่งเวียนค้นหามนุษย์จนรอบทั่วพระนคร

​สีหนาทกุมารเห็นยักษ์มาอย่างนั้นจึ่งดำริว่า ถ้าเราจะฆ่ายักษ์ตนนี้เสียไซร้ กรรมที่ฆ่ายักษ์เสียนี้หาควรแก่เราไม่ ถ้าว่าเราจะไม่ฆ่ายักษ์ตนนี้เสียไซร้ ยักษ์ตนนี้ก็จะทำอันตรายแก่มนุษย์มากนัก เราจักให้พลังกกุมารถือไม้เท้าทิพย์ไว้เสียเถิด พลังกกุมารต้องการทำอย่างใด จงทำตามชอบใจเถิด ดำริแล้วก็่มอบไม้เท้าทิพย์ให้พลังกกุมารถือไว้ พลังกกุมารจับไม้เท้าทิพย์ได้จึ่งฆ่ายักษ์นั้นตายด้วยอานุภาพไม้เท้าทิพย์

พระโพธิสัตว์เห็นยักษ์ตายแล้วจึ่งบังคับบุรุษผู้อยู่ในกลองนั้นว่า แน่ะบุรุษ เจ้าจงไปทูลพระราชาและบอกมหาชนซึ่งรักษาตนอยู่ในป่าเป็นต้นให้ทราบทั่วกัน บุรุษนั้นก็เที่ยวไปยังราวป่ากราบทูลพระราชาและบอกมหาชน แจ้งยุบลเรื่องราวให้ทราบทุกประการ พระราชาและมหาชนทราบว่ายักษ์ตายแล้ว ก็ดีใจพากันกลับเข้ามายังพระนคร เห็นพระโพธิสัตว์และมาณพทั้งสองแล้วไต่ถาม ทราบความว่ามหายักษ์ตายจริงยิ่งโสมนัส เชื้อเชิญพระโพธิสัตว์เพื่อให้เสวยราชสมบัติในพระนครนั้นต่อไป พระโพธิสัตว์จึ่งตอบว่า ท่านทั้งหลายผู้เจริญ เราเที่ยวมาเสาะหาบิดาของเรา เราจะรับราชสมบัติยังไม่ได้ ถ้าหากว่าเราพบบิดาแล้วจึ่งจะกลับมาเมืองนี้อีก ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายยังกลัวภัยมหายักษ์ไซร้ เราจะให้พี่ชายของเราอยู่เฝ้ารักษาพระนครทั่วรัฐมณฑลให้พ้นภัย พระโพธิสัตว์จึ่งอภิเษกพลังกกุมารให้ครองราชสมบัติ ณ เชฏฐปูรนคร ให้โอวาทสั่งสอนให้ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมแล้ว จึ่งพาเตชกุมารมาจนบรรลุถึงรัมมปูรนคร

รัมมปูรนครนั้น มียักษ์ตนหนึ่งจับมหาชนกินเสียเป็นอันมาก ทำอันตรายมาได้ประมาณเดือนหนึ่ง พระราชาและมหาชนเหลือจากยักษ์กินพากันหนีไปในป่าซ่อนเร้นอยู่ตามซอกภูเขาและราวไพร พระโพธิสัตว์กับเตชกุมารพอไปถึงเมืองนั้น ไม่เห็นมหาชน เห็นแต่เมืองว่างเปล่าจึ่งพูดกับเตชกุมารว่า ที่เมืองนี้เห็นจะมีอันตรายสักอย่างหนึ่งจึ่งไม่มีมนุษย์อยู่ บุรุษคนหนึ่งซึ่งซ่อนตัวอยู่ในกลองได้สดับคำพระโพธิสัตว์ดังนั้น จึงค่อยคลานออกมาจากกลองใหญ่ แจ้งความเหมือนนัยที่ได้กล่าวมาแล้ว ณ เบื้องหลังให้พระโพธิสัตว์ฟังทุกประการ พระโพธิสัตว์ให้เตชกุมารตีกลองขึ้นด้วยความนัดหมายบอกให้รู้ ยักษ์นั้นครั้นได้ยินเสียงกลองแล้วมีกายน่าพึงกลัวเหาะมาโดยอากาศด้วยกำลังฤทธิ

สีหนาทกุมารเห็นยักษ์เหาะมาจึงหยิบไม้เท้าทิพย์ส่งให้แก่เตชกุมาร ๆ รับเอาไม้เท้าทิพย์แล้ว ชี้ขึ้นไปเบื้องบนตรงกายยักษ์ด้วยอานุภาพไม้เท้าทิพย์ ยักษ์นั้นก็ชักดิ้น​หมุนคว้างพลัดตกลงเหนือแผ่นดิน ร้องเสียงดังดุจเสียงแผ่นดินจะถล่มทำลายไป เตชกุมารจึ่งผ่าห้องยักษ์ออกดูเห็นมีกระดูกอยู่มาก จึงเอาไม้เท้าข้างปลายชี้ให้ตรงกระดูก ด้วยอานุภาพไม้เท้าทิพย์ กระดูกในท้องยักษ์ก็ถลายเป็นรูปมนุษย์และรูปสัตว์เดียรัจฉาน พากันไปยังที่อยู่ของตนเหมือนนัยที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น

พระโพธิสัตว์เจ้าให้เชิญพระราชาและมหาชน ซึ่งหลบลี้ซ่อนตนอยู่ตามซอกเขาและราวไพร เมื่อบุรุษที่ซ่อนอยู่ในกลองนั้นไปบอกว่ายักษ์ตายแล้วให้มาประชุมพร้อมกัน ณ พระนคร มหาชนมีพระราชาเป็นต้นจึงเชิญพระโพธิสัตว์ครองราชสมบัติ ณ รัมมปูรนตรต่อไป พระโพธิสัตว์จึ่งห้ามว่าเราหาต้องการราชสมบัติเมืองนี้ไม่ ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายกลัวภัยแต่มหายักษ์ไซร้ เราจะให้เตชกุมารรักษาพระนครนี้ตลอดทั่วรัฐมณฑล แล้วทำการอภิเษกเตชกุมารให้ครองราชสมบัติ ณ รัมมปูรนคร ให้โอวาทสั่งสอนและแนะนำให้ตั้งอยู่ในสุจริตรรรม พระโพธิสัตว์แต่ผู้เดียวออกจากรัมมปูรนครแล้ว ดำเนินไปตามรอยเท้ากุญชรตามลำดับบรรลุถึงเมืองพาราณสี ในกาลเมื่อพระโพธิสัตว์มีอายุได้สิบห้าปี ได้ออกจากเมืองพรหมวตีแล้วมาถึงเมืองพาราณสีนับปีได้ห้าปี รวมอายุพระโพธิสัตว์ได้ยี่สิบปีถ้วน

พระโพธิสัตว์ถึงเมืองพาราณสีแล้ว พบเรือนยายแก่คนหนึ่ง อยู่ในทักษิณทิสาภาคแห่งเมืองจึ่งแวะเข้าไปยังเรือนนั้น หญิงแก่เห็นพระโพธิสัตว์เจ้าจึงถามว่า หลานมาแต่ถิ่นฐานบ้านเมืองใดจึ่งมาถึงที่อยู่ของยาย หลานมาแต่เมืองพรหมวตีอันเป็นที่อยู่ของพระเจ้าพรหมทัต หลานจรมาไกลอย่าเที่ยวไปไหน จงอยู่กับยายที่นี่ วันนี้ยักษ์จะมากินมนุษย์ที่ศาลา ณ เวลากลางคืน ยักษ์นี้พระราชาอนุญาตให้กินมนุษย์มาได้แปดปีแล้ว พระโพธิสัตว์จึ่งไต่ถามเรื่องราวกับยายแก่นั้น ยายแก่จึงเล่าเรื่องราวให้พระโพธิสัตว์ฟัง ดังปรากฏต่อไปนี้ว่า

ดูกรหลาน วันหนึ่งพระราชาของเราต้องพระประสงค์เนื้อในป่า จึงพร้อมด้วยพลโยธาเสด็จไบสู่ป่า พบเนื้อทรายที่พุ่มไม้ตัวหนึ่ง จึ่งรับสั่งให้พลโยธาล้อมพุ่มไม้นั้นโดยรอบแล้วตรัสว่า เนื้อทรายนี้หนีออกไปได้ข้างผู้ใดเราจะทำโทษแก่ผู้นั้นจงหนัก พวกอำมาตย์ตั้งใจระวังรักษาข้างด้านของตนๆ ไว้มิได้ประมาห เนื้อทรายเห็นพลโยธาเบาบางที่ด้านพระราชา ก็วิ่งหนีออกไปโดยข้างด้านพระราชาๆ ทอดพระเนตรเนื้อหนีออกไปดังนั้น พระองค์แต่ผู้เดียวเสด็จตามไปทัน ทรงฆ่าเนื้อนั้นแล้วแบกเนื้อดำเนินกลับมาถึงต้นไทรต้นหนึ่ง ทรงลำบากเหน็ดเหนื่อยนักจึงหยุดพักอยู่ ณ โคนต้นไทร

​คราวนั้นยักษ์ตนหนึ่งสิงสู่อยู่ ณ ต้นไทร เห็นพระราชาประทับนั่งอยู่ ณ ภายใต้ร่มรุกขมูล จึงแสดงกายให้ปรากฏแล้วพูดว่า ท่านเข้ามาใต้ต้นไม้เราจะกินท่านเสีย แน่ะพ่อ ตัวเราเป็นถึงพระราชาพาราณสี ท่านจะกินเรานี้ด้วยเหตุที่เราเข้ามาอาศัยร่มไม้ใด เหตุที่เราเข้ามาอาศัยร่มไม้นั้น หาสมควรที่ท่านจะกินเราไม่ ถึงว่าท่านเป็นพระราชาแล้วก็ตาม เราจะฆ่าท่านกินจริงๆ เพราะเหตุไรเล่า เพราะเหตุว่าไม้ต้นนี้ท้าวเวสสวัณท่านมอบให้เป็นสิทธิแก่เรา ว่าถ้าว่ามนุษย์ก็ดีเดียรัจฉานก็ดี เข้ามาภายใต้เงาไม้ต้นนี้แล้ว ท่านจงฆ่ามนุษย์และเดียรัจฉานเหล่านั้นกินเถิด ดังนี้ เพราะเหตุนั้นเราจึ่งจะกินท่านเสีย

พระราชาทรงทราบเหตุนั้นแล้วสะดุ้งตกพระทัยยิ่งนักจึ่งตรัสว่า แน่ะพ่อยักษ์ ท่านอย่ากินเราเสียเลย ถ้าว่าท่านกินเราเสียแล้ว ท่านก็จะไม่ได้กินคนอื่นอีกต่อไป จงให้ชีวิตแก่เราเถิด เราจะพาท่านไปยังสำนักพลโยธาของเรา ท่านจงบอกเหตุเรื่องนี้ให้แจ้งชัดแก่สำนักพลโยธาทั้งหลาย เราจะให้โยธาสร้างศาลาให้ท่านอยู่ ณ นอกเมือง แล้วจะให้เขาส่งมนุษย์นักโทษกับโภชนะมาให้ท่านกินเป็นนิจกาล

ยักษ์นั้นรับพระราชดำรัสแล้วจึงตามเสด็จไปยังสำนักพลนิกายแล้วประกาศว่า แน่ะอำมาตย์ทั้งหลาย พระราชาของท่านประทานปฏิญาณแก่เราไว้ดังนี้ว่า เราจักสร้างศาลาให้อยู่ ณ ภายนอกเมืองแล้ว จะส่งมนุษย์นักโทษมาให้บริโภค เพราะเหตุนั้น ท่านทั้งหลายทั้งปวงจงทราบทั่วกันเถิด พระราชาจึ่งเล่าความตั้งแต่ต้นจนปลายให้อำมาตย์ทั้งหลายฟังแล้ว จึงเสด็จเข้าพระนครให้สร้างศาลาไว้ที่ใกล้นคร และได้จัดส่งมนุษย์นักโทษให้ยักษ์บริโภคทุกวันล่วงไปได้แปดปี ยักษ์นั้นจะได้อยู่ที่ศาลาเป็นนิจก็หาไม่ ยักษ์มายังศาลานั้นต่อเมื่อเวลาจะมาบริโภคมนุษย์เท่านั้น

ครั้นกาลนานมา มนุษย์นักโทษในเรือนจำก็หมดสิ้นไปแล้ว พระราชาเสด็จไปยังศาลาบอกแก่ยักษ์ว่า มนุษย์นักโทษไม่มีแล้วจะทำอย่างไร ถ้าว่ามนุษย์นักโทษไม่มีแล้วไซร้ พระองค์จงย่างเนื้อมนุษย์ที่ตายแล้วภายในสิบสี่สิบห้าปีส่งมาให้ข้าพเจ้า ๆ จะบริโภค พระราชาสั่งให้ย่างเนื้อมนุษย์ที่ตายแล้ว ส่งไปให้ยักษ์บริโภคเป็นนิจทุกวันไป ครั้นกาลต่อมากิจที่จะย่างเนื้อมนุษย์ที่ตายนั้นก็ไม่มีแล้ว มหาชนมีอำมาตย์เป็นต้น จึงทูลพระราชาว่า ข้าแต่เทวบพิตรยักษ์ติดตามพระองค์มาถึงที่นี้ ต้องการจะกินพระองค์ ๆ จัดส่งมนุษย์นักโทษบ้าง เนื้อมนุษย์ที่ตายทำให้สุกบ้างไปให้ยักษ์กินสิ้นกาลนานมาแล้ว สิ่งของที่จะ​ส่งไปให้ยักษ์กินก็หมดสิ้นลงแล้ว ภัยนั้นได้เกิดขึ้นก็เพราะอาศัยพระองค์เป็นต้นเหตุ ถ้าว่าพระองค์ทรงพระกรุณาข้าพระบาทราษฎรทั้งหลาย จงยอมสละพระองค์เองให้ยักษ์กินเถิด ยักษ์นั้นจะไม่กลับมาทำข่มเหงชาวพระนครอีกต่อไป พระราชาทรงฟังดังนั้น ทรงมหากรุณามหาชนปรารถนาจะสละพระองค์ให้แก่มหายักษ์กิน

ยายแก่เล่าเรื่องราวให้พระโพธิสัตว์ฟังจบตอนที่หนึ่งแล้วจึงเล่าต่อไปอีกว่า ดูกรหลาน พระราชานั้นมีพระราชธิดาองค์หนึ่งพระนามว่าสุวรรณพิมพา กอร์ปด้วยรูปลักษณะโสภายิ่งยอดนารีหาสตรีอื่นในเมืองจะเสมอเหมือนมิได้ พระชันษาพอครบถ้วนสิบหกปี ราชธิดานั้นครั้นสดับทราบว่าพระราชบิดาจะสละพระองค์ให้ยักษ์กิน จึงเสด็จเข้าไปเฝ้าพระราชบิดากราบทูลว่า ข้าแต่พระปิตุราช กระหม่อมฉันจะใคร่สนองคุณพระองค์สละชีวิตแทน ปรารถนาเป็นนางภิกษุณีในศาสนาพระพุทธเจ้าซึ่งจะมาตรัสในกาลภายหน้า พระราชาตรัสว่า ถ้าหากว่าพระลูกยาปรารถนาเป็นนางภิษุณีไซร้ พระบิดาก็จะทำความปรารถนาของลูกยาให้สำเร็จตามประสงค์ แม้ตัวพระบิดาก็ได้ปรารถนาสาวกภูมิในอนาคตกาลเหมือนกัน

ยายแก่เล่าเรื่องให้พระโพธิสัตว์ฟังจบตอนที่สอง แล้วจึงสั่งกำชับว่า ดูกรหลาน วันนี้เวลาราตรี พระราชาจะส่งพระราชธิดาไปยังศาลาให้ราชธิดาคอยอยู่ในศาลานั้นแต่องค์เดียว เพื่อประสงค์จะให้ยักษ์บริโภคเป็นอาหาร หลานอย่าไปเที่ยวที่ไหน ๆ เลย จงอยู่ในเรือนของยายนี้ที่เดียว สีหนาทกุมารได้ยินยายแก่เล่าให้ฟังดังนั้นจึงพูดขึ้นว่า ข้าแต่ยายข้าพเจ้าหากลัวยักษ์นั้นไม่ ถึงว่ายักษ์นั้นจะมีฤทธานุภาพมากสักเท่าไร ข้าพเจ้าหาสะดุ้งตกใจกลัวไม่เลย ข้าพเจ้าอยากจะให้ชีวิตแก่พระราชธิดาๆ จะยอมให้อุปถัมภนาการหรือไม่หนอ ดูกรหลาน ยายยากที่จะรู้จักวาระน้ำจิตของพระราชธิดาได้ ราชธิดานั้นจะให้อุปถัมภนาการหรือไม่นั้น หลานจงตรองดูตามอัธยาศัยของหลานเถิด

พระโพธิสัตว์บริโภคอาหารเย็นในสำนักยายแก่นั้นแล้วจึ่งบอกว่า ข้าแต่ยาย ข้าพเจ้าจะลายายไปศาลาแห่งพระราชธิดา บอกลาแล้วถือเอาไม้เท้าทิพย์แล้วเดินไปใกล้ศาลา เห็นตุ่มน้ำกับผ้าเช็ดเท้าตั้งวางอยู่ที่ศาลา จึ่งทุบตุ่มน้ำและฉีกผ้าเช็ดเท้าเสีย แลไปพบหน้านางสุวรรณพิมพาเข้า พระนางสุวรรณพิมพาราชธิดาได้สดับเสียงทุบตุ่มน้ำและเสียงเท้าก้าวมา จึ่งคิดว่ายักษ์นั้นจะมากินเราแล้ว พระนางก็สิ้นสติสัมปชัญญะ พระโพธิสัตว์จึ่งถามว่า แน่ะกุมาริกา ท่านมาอยู่ทำไมในที่นี้เล่า นางราชธิดาฟังวาจา​มหาสัตว์ถามจะแลเห็นตัวก็หาไม่ จึ่งตอบไปด้วยหาสติมิได้ว่า พ่อยักษ์ เรามานั่งอยู่ที่นี้ จักให้ชีวิตต้องการตายแทนพระราชบิดา ท่านจงรีบมากินเราเสียเถิด อย่าทำให้เราประดักประเดิดทนทุกขเวทนาเลย พระโพธิสัตว์สดับดังนั้นจึ่งดำริว่า นางกุมาริกาผู้นี้ปราศจากสติสัมปชัญญะ หมายเราเหมือนยักษ์จะมากินตัว ดำริแล้วก็นึกสลดใจจึ่งพูดบอกว่า แน่ะกุมาริกาตัวข้าพเจ้าหาใช่ยักษ์ไม่ เป็นมนุษย์เช่นเดียวกับท่าน ราชธิดาสดับดังนั้นก็ยังไม่เชื่อจึ่งคิดว่า ยักษ์ตนนี้หวังจะลวงเราจึ่งพูดอย่างนี้ ถ้าหากว่าเราได้เห็นรูปยักษ์จะกลัวมากเราไม่แลดูเสียดีกว่า ราชธิดาเลยไม่แลดูพระโพธิสัตว์ สำคัญว่ายักษ์แล้วพูดว่า พ่อยักษ์ อย่ามาลวงฉันเลย จงมากินฉันแทนพระราชบิดาเสียเดี๋ยวนี้ พระโพธิสัตว์ดำริว่า กุมาริกาคนนี้สิ้นสติสมปฤตีทำตัวเราว่าเป็นยักษ์ ถ้ากระไรเราจะให้นางรู้ว่าเราเป็นชาติมนุษย์ คิดแล้วจึ่งยกมือขึ้นลูบปฤษฎางค์ราชธิดาแล้วพูดว่า แน่ะน้องหญิง พี่เป็นมนุษย์จริง อย่ากริ่งใจสงสัยว่ายักษ์เลย ราชธิดาพอถูกสัมผัสหัตถ์พระโพธิสัตว์อ่อนละมุนเหมือนดังปุยนุ่น จึงทราบชัดว่าผู้นี้หาใช่ยักษ์ไม่ นางก็ค่อยได้สติสมปฤดีขึ้นมา

ครั้นนางรู้ชัดแล้วจึงเหลียวหน้ามาแลดู เห็นรูปร่างพระโพธิสัตว์งามนักก็หายกลัวจึ่งพูดว่า แน่ะพี่ ดิฉันนี้ปรารถนาเป็นนางภิกษุณีในศาสนาพระพุทธเจ้าซึ่งจะมาตรัสในภายหน้า จึงได้สละชีวิตให้ยักษ์กินแทนพระราชบิดา แน่ะน้องหญิง ความจริงพี่จะมาช่วยอุปถัมภ์ให้นางน้องพ้นจากมรณะ นางน้องจะยินดีให้พี่ช่วยหรือไม่ยินดีให้ช่วย ข้าแต่พี่ พี่มีความกรุณาแก่น้องจงช่วยอุปถัมภ์ให้นางน้องพ้นจากมรณะตามอัธยาศัย ถึงว่าตัวน้องก็จะต้องสนองคุณพี่บ้าง เพราะเหตุไรเล่า เพราะเหตุว่ายักษ์นี้ติดตามพระราชบิดามา พระราชบิดาสั่งจัดส่งเนื้อมนุษย์นักโทษบ้าง เนื้อมนุษย์ที่ตายแล้วสิบสี่สิบห้าปีบ้าง ไปให้ยักษ์กิน สิ้นกาลนานมาแล้วถึงแปดปี เดี๋ยวนี้เนื้อมนุษย์ที่ตายแล้วและมนุษย์นักโทษก็หมดไปไม่มีเนื้อจะส่งให้ยักษ์กิน พระราชบิดาของน้องกรุณาแก่มหาชนกลัวว่าจะพากันถึงความวินาศ จึ่งจะสละพระองค์เคงไห้ยักษ์ ตัวของน้องจะสนองคุณพระราชบิดาจึ่งมานั่งอยู่ ณ ศาลานี้ น้องจักให้ชีวิตแทนพระบิดาเพื่อให้ยักษ์กินตัวน้อง แน่ะน้องหญิง ยักษ์นั้นจะมากินน้องเมื่อไร ข้าแต่พี่ ยักษ์นั้นจะมาศาลานี้เมื่อเวลาดึกสงัดเงียบเสียงผู้คน เมื่อราชธิดาสนทนากับพระโพธิสัตว์อยู่ก็พอดีถึงเวลาดึกดื่นเที่ยงคืน

คราวนั้นถึงเวลาดึกแล้ว ยักษ์ตนนั้นออกจากที่อยู่ของตน เดินมาสู่ศาลานั้นเพื่อต้องการจะกินมนุษย์ พระโพธิสัตว์เห็นยักษ์ตนนั้นมาถึงศาลาก็จำได้แน่ว่า ยักษ์ตนนี้​เราเคยทรมานแล้ว ในกาลเมื่อเรามีอายุได้เจ็ดปี เราเที่ยวไปในป่ากับมารดาเพื่อแสวงหามูลผลาผล ยักษ์ตนนี้เราทรมานเสียแล้วยังหลบมาอยู่ที่นี้อีก พระโพธิสัตว์จึงร้องตวาดด้วยเสียงดังว่า แน่ะยักษ์คนชั่วร้าย เอ็งยังมาทำอาการอย่างนี้หาควรไม่ เราได้ขอปฏิญาณเอ็งไว้ว่าไม่ให้เอ็งทำกรรมฆ่ามนุษย์ เอ็งก็ให้ปฏิญาณแก่เราไว้ว่า ข้าพเจ้าจะไปอยู่ป่าจักไม่ฆ่ามนุษย์กินอีกต่อไป ก็บัดนี้ไฉนเอ็งจึ่งมาทำกรรมอันไม่สมควรอีกเล่า ข้าแต่เจ้า ข้าพเจ้าให้สัญญาไว้จำเพาะเขตแดนของท่าน ข้าพเจ้ามากินมนุษย์ในที่นี้ต่างหาก ถ้าว่าที่อันนี้เป็นอาณาเขตของท่านไซร้ ข้าพเจ้าต้องโทษแล้ว สมควรที่ท่านจะประหารชีวิตเสีย เชิญท่านฆ่าข้าพเจ้าเสียเดี๋ยวนี้เถิด

พระโพธิสัตว์สดับคำยักษ์พูดดังนั้นจึ่งตอบว่า แน่ะยักษ์ผู้ชั่วร้าย เราฆ่าสัตว์มีชีวิตไม่ได้ เรากลัวต่อเวรกรรมและกลัวแต่จะไปเสวยทุกข์ในอบายภูมิ ข้าแต่เจ้า บัดนี้ข้าพเจ้าหน่ายจากอัตตภาพยักษ์แล้ว ท่านจงฆ่าข้าพเจ้าเสียเถิด ข้าพเจ้ายกเวรกรรมให้แก่ท่าน แน่ะพ่อยักษ์ ถ้าว่าท่านต้องการจะตายไซร้ จงไปชำระกายเสียให้สิ้นมลทิน แล้วบูชาเราด้วยตอกไม้ จงตั้งใจฟังธรรม ณ สำนักเรา ยักษ์ตนนั้นจึงจัดการชำระกายและตกแต่งธรรมาสน์เสร็จ จึ่งเชิญพระโพธิสัตว์ให้แสดงธรรม

พระโพธิสัตว์ขึ้นนั่ง ณ ธรรมาสน์แล้ว จึ่งแสดงเบ็ญจศีลด้วยปัญญาของทนว่า สัตว์มีชีวิตท่านอย่าพึงฆ่า ๑ พัสดุสิ่งของที่เขาไม่ให้แล้วท่านอย่าพึงถือเอา ๑ ความประพฤติผิดในกามทั้งหลายท่านอย่าพึงทำ ๑ คำเท็จไม่จริงท่านอย่าพูด ๑ น้ำทำผู้ดื่มแล้วให้เมาท่านอย่าพึงกิน ๑

พระโพธิสัตว์แสดงลักษณะศีลแล้ว จึงแสดงอานิสงส์แห่งศีลต่อไปว่า แน่ะพ่อยักษ์ นรชนคนใดงดเว้นจากการฆ่าสัตว์มีชีวิตได้ นรชนคนนั้นเบื้องหน้าแต่ทำลายขันธ์แล้ว จะเกิดไปในจาตุมหาราชิกเทวโลกเสวยทิพยสมบัติอันยิ่งด้วยคุณแห่งศีล นรชนใดเป็นผู้งดเว้นจากเจตนาที่จะถือเอาพัสดุสิ่งของที่เขาไม่ให้แล้ว นรชนคนนั้นเบื้องหน้าแต่ทำลายขันธ์แล้ว จะไปเกิดในดาวดึงสเทวโลก เสวยทิพยสมบัติอันไพศาลด้วยกุศลนั้น นรชนคนใดเว้นจากประพฤติผิดในกามเสียได้ นรชนคนนั้นเบื้องหน้าแต่ทำลายขันธ์แล้ว จะไปเกิดในยามาเทวโลก เสวยทิพยสมบัติอันยิ่งใหญ่ไพศาล นรชนคนใดงดเว้นจากวาจาเท็จเสียได้แล้ว นรชนคนนั้นเบื้องหน้าแต่ทำลายขันธ์ จะไปเกิดในสวรรค์​ชั้นดุสิต เสวยทิพยสมบัติใหญ่ นรชนคนใดงดเว้นจากการดื่มน้ำเมาได้แล้ว นรชนคนนั้นเบื้องหน้าแต่กายแตกแล้ว จะไปเกิดไปในสวรรค์ขั้นนิมมารดี เสวยทิพยสมบัติอันมโหหาร แน่ะพ่อยักษ์ ถ้าว่าท่านไม่ต้องการอยู่ในอัตภาพเป็นยักษ์ไซร้ จงจดจำทำศีลลักษณะไว้ในใจ จงอุตส่าห์รักษาศีลให้บริสุทธิ์เป็นอันดี ก็จะไปเกิดในเทวโลกตามซึ่งเราระบุบอกไว้แล้วนั้น

พระโพธิสัตว์ เมื่อจะแสดงโทษแห่งความที่ไม่รักษาศีลต่อไปจึงพูดว่า แน่ะยักษ์ บุคคลผู้ใดมักฆ่าสัตว์ไม่รักษาปาณาติปาตสิกขาบท ผู้นั้นครั้นจุติจากอัตตภาพนี้แล้วจะไปเกิดในสัญชีวนรกเสวยทุกข์เวหนาสิ้นกาลนาน ครั้นตายจากนั้นแล้วจะมาเกิดในมนุษยโลก จะมีอายุสั้นอายุน้อยปราศจากญาติพี่น้องไม่มีใครนับถือต้อนรับ ด้วยโทษปาณาติปาตให้ผล บุคคลผู้ใดยกอรปด้วยโลภลักขโมยทรัพย์สิ่งของเขาคนอื่น ไม่รักษาอทินนาทานสิกขาบท บุคคลผู้นั้นจุติจากมนุษยโลกนี้ไปแล้ว จะไปเกิดในกาลสุตนรถเสวยทุกขเวทนาสิ้นกาลนาน ครั้นพ้นทุกข์จากนรกแล้วจะมาเกิดในมนุษยโลก ก็จะเป็นผู้ไร้ทรัพย์ยากจนเข็ญใจ เพราะโทษอทินนาทาน บุคคลผู้ใดมีจิตผูกพันในภรรยาคนอื่นทำกามมิจฉาจาร ไม่รักษากาเมสุมิจฉาจารสิกขาบท บุคคลผู้นั้นจุติจากมนุษยโลกแล้วจงไปเกิดในโรรุวนรกเสวยมหันตทุกข์สิ้นกาลนาน ครั้นพ้นจากนรกนั้นแล้วจะมาเกิดในมนุษยโลก จะเป็นคนที่รูปวิกล ไม่เป็นที่รักของพวกมนุษย์ด้วยโทษกามมิจฉาจารให้ผล บุคคลผู้ใดกล่าวคำเท็จคำหยาบ ด่าส่อเสียดคำเหลวไหล ไม่รักษามุสาวาทสิกขาบทไว้ บุคคลผู้นั้นครั้นจุติจากมนุษยโลกนี้แล้วจะไปเกิดในมหาโรรุวนรกเสวยมหันตทุกข์อันใหญ่สิ้นกาลนาน ครั้นพ้นจากนรกนั้นแล้วจะเกิดในมนุษยโลก จะเป็นคนมีกลิ่นปากเหม็นเป็นที่น่าเกลียดแห่งพวกมนุษย์ บุคคลผู้ใดยินดีชอบใจดื่มสุราและเมรัย บุคคลผู้นั้นครั้นจุติจากมนุษยโลกไปแล้วจะไปเกิดในดาปนรกเสวยมหันตทุกข์สิ้นกาลนาน ครั้นพ้นจากนรกนั้นแล้วมาเกิดเป็นมนุษย์ จะเป็นคนป่าหาสติสัมปชัญญะมิได้ ด้วยโทษสุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานให้ผล ด้วยประการฉะนี้แล

เมื่อจบธรรมเทศนาลง ยักษ์นั้นมาสมาทานศีลมั่นเป็นอันดี ประคองอัญชลีเหนือเศียรเกล้าแล้วกล่าวว่า ข้าแต่เจ้า บัดนี้ข้าพเจ้าสมาทานศีลบริบูรณ์ดีแล้ว ท่านจงฆ่าข้าพเจ้าเสียเถิด ข้าพเจ้าจะจุติจากอัตตภาพนี้ไปเกิดในเทวโลกด้วยผลแห่งเบ็ญจศีล เวรานุเวรจะหามีแก่ท่านไม่ เพราะเหตุว่าข้าพเจ้าอนุญาตแก่ท่านแล้ว พระโพธิสัตว์ดำริว่า ยักษ์ตนนี้มิได้มีจิตตูกเวรแก่เราสละชีวิตให้แก่เรา เราจักทำความสงเคราะห์ให้แก่ยักษ์ตนนี้ ดำริแล้วจึงหยิบไม้เท้าทิพย์ทำข้างโคนชี้ไปให้ตรงยักษ์ ยักษ์นั้นถึงสิ้นชีวิตแล้วไปเกิดเป็น​เทวบุตรในดาวดึงสเทวโลก ด้วยผลานิสงส์แห่งเบ็ญจศีล เมื่อยักษ์ตายนั้นเป็นเวลาปัจฉิมยามแห่งราตรี

ราชธิดาสุวรรณพิมพานั้น นั่งฟังตามธรรมเทศนาและเห็นยักษ์ตายไป มีหฤทัยพิศวงจึ่งดำริว่า มาณพผู้นี้มีบุญมากเป็นยอดเยี่ยมบุรุษหาผู้อื่นจะเปรียบมิได้ เรารักมาณพนั้นหนักหนา เราได้มาณพนั้นมาเป็นภัสดาแล้วจักกอปด้วยสิริสวัสดี คิดแล้วจึ่งเข้าไปใกล้ ยกหัตถ์ขึ้นไหว้หมอบลงแทบบาทมูลแล้วพูดว่า ท่านจงเป็นภัสดาของดิฉันเถิด ดิฉันขอยอมตัวเป็นบาทบริจาริกาของท่านต่อไป แน่ะภคินี พี่เป็นลูกคนจนอนาถาหาควรเป็นภัสดาของนางไม่ มารดาบิดาของพี่เกิดในตระกูลต่ำช้า พระนางจะมาผูกสิเนหากะพี่หาสมควรไม่ มนุษย์ที่เกิดในตระกูลเข็ญใจในโลกนี้ คิดปรารถนาหาความอิสระหาถูกต้องกับความเป็นคนเลวไม่ มนุษย์เหล่านั้นชื่อว่าหาปัญญามิได้ ถ้าพี่จะทำความผูกพันกับพระนางไว้ ชนทั้งปวงที่มีปัญญาเขาก็จักครหาติเตียนได้ เพราะอาศัยเหตุที่พระนางมาอยู่ร่วมกับตัวพี่ เพราะเหตุไรเล่า เพราะเหตุว่าพระนางเกิดในอิสริยตระกูลแล้วจักมาอยู่กับพี่ผู้มีตระกูลอันต่ำช้า ข้าแต่พี่ ถ้อยคำของพี่ที่พูดนั้นก็ควรแล้ว ถึงกระนั้นตัวดิฉันจะเป็นภักษาหารของยักษ์แล้ว ดิฉันกลับมาไม่ได้เป็นภักษาหารของยักษ์ ก็เพราะอาศัยพี่ช่วยฆ่ายักษ์ให้ตายเสีย ดิฉันควรเป็นทาสีบำเรอเท้าของพี่ อนึ่งยักษ์ตนนี้ยังไม่ตาย ก็จักทำอันตรายแก่ชาวเมือง มีพระราชบิดามารดาเป็นต้นให้วินาศไป เดี๋ยวนี้พี่กำจัดยักษ์เสียแล้ว ยักษ์นี้จักไม่ทำอันตรายแก่ชาวเมืองอีกต่อไป ตัวพี่จักเป็นที่เลื่อมใสของชาวพระนครมีพระชนกชนนีเป็นต้น ความจริงเมื่อพระราชบิดานำดิฉันมาไว้ที่นี้ก็เพื่อจะให้ยักษ์กิน พระราชบิดานั้นตรัสว่า รุ่งเช้าพระองค์เสด็จมายังศาลานี้แล้วจักทรงทำการปลงศพดิฉัน พระองค์ทรงตรัสเป็นมั่นคง พอรุ่งเช้าพระราชบิดาจะเสด็จออกมาโดยแท้ พี่จงอยู่ที่ศาลานี้ก่อนกว่าพระราชบิดาจะเสด็จมาถึง

พระโพธิสัตว์เจ้าจึ่งดำริว่า นางกุมารีผู้นี้พูดจริง ถึงเรารู้ว่าจริงแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้จักอัธยาศัยของพระราชา ดำริแล้วจึ่งพูดกับพระราชธิดาว่า เวลานี้ราตรีก็สว่างแล้ว พี่จะลาภคนีไปก่อน พี่จักฉีกชายผ้าให้ไว้เป็นสำคัญจักไปยังที่อยู่ของพี่ พระโพธิสัตว์พูดดังนั้นแล้วจึ่งฉีกชายผ้าห่มท่อนหนึ่งให้ราชธิดาไว้ ครั้นเมื่อแสงอรุณขึ้นมา พระโพธิสัตว์เห็นพระราชาเสด็จมาแต่ไกล จึ่งบอกกับราชธิดาว่า แน่ะภคนี พี่จักลาไป ณ บัดนี้ พระโพธิสัตว์เดินกลับแต่ที่นั้นไปยังที่อยู่แห่งยายแก่ที่อาศัยอยู่

​คราวนั้นพระราชาพร้อมด้วยมหาชน เสด็จไปยังศาลาทอดพระเนตรเห็นราชธิดาสุวรรณพิมพายังดำรงชีพอยู่ และทอดพระเนตรเห็นยักษ์ตายอยู่ที่นั้น ทรงพระเกษมสานต์จุมพิตพระราชธิดาตรัสถามว่า แน่ะแม่ ใครผู้ใดให้ชีวิตแก่ลูกยาและฆ่ายักษ์เสีย ข้าแต่บิดา มีมาณพผู้หนึ่งมาแต่ไหนไม่ทราบเกล้า มาณพผู้นั้นมายังศาลานี้ให้ชีวิตแด่กระหม่อมฉันและแสดงธรรมเทศนาให้ยักษ์ฟัง แล้วนางก็เล่าความทั้งปวงแต่ต้นจนปลายถวายให้พระราชาทราบทุกประการแล้วกราบทูลอีกว่า ข้าแต่บิดา กระหม่อมฉันเห็นคุณของมาณพ ร้องขอมาณพนั้นให้เป็นภัสดา มาณพนั้นก็ไม่ปรารถนาตัวหม่อมฉัน มาณพนั้นฉีกชายผ้าให้ไว้เป็นสำคัญ พึ่งไปจากศาสานี้ก่อนหน้าพระราชบิดาเสด็จมาถึงประเดี๋ยวนี้เอง

มหาชนมีพระราชาเป็นต้นทราบความนั้นแล้ว ก็มีความโสมนัสยินดีนำราชธิดากลับเข้าราชนิเวศนสถาน พระราชมารดากับฝ่ายราชวงค์และอนงค์นาฏกิตถี ทราบว่าพระนางสุวรรณพิมพาหาอันตรายมิได้ ก็พากันไปยังสำนักพระนางสุวรรณพิมพา นางนารีทั้งหลายบางพวกก็ร้องไห้ บางพวกก็ถวายบังคมแออัดยัดเยียดกันไป พระราชาจึ่งบังคับรับสั่งราชบุตรทั้งหลายว่า พวกเจ้าจงไปเที่ยวค้นหามาณพที่มีชายผ้าขาดมาให้เรา เราจักนำมาณพผู้นั้นมาเป็นภัสดาของสุวรรณพิมพาธิดาเรา ราชบุรุษรับสั่งใส่เกล้าแล้วเสาะหามาณพผู้มีชายผ้าขาดตามพระราชโองการตรัส

มาณพทั้งปวง เหล่าพวกที่เกิดในตระกูลทุคตะรู้เรื่องนั้นเข้า ต้องการจะได้ราชธิดามาเป็นบาทบริจาริกา จึ่งพากันฉีกผ้าของตนให้ขาดออกไป ราชบุรุษทั้งหลายนำตัวทุคตะเหล่านั้นไปสู่ราชสำนัก พระราชารับสั่งให้หาราชธิดาเข้ามาตรัสถามว่า บัดนี้แม่จงตรวจดูมาณพเหล่านี้เถิด มาณพเหล่านี้อยู่ในเมืองนี้ มาณพคนไรที่ให้ชีวิตแก่ลูกยาและได้ให้ชายผ้าไว้ ข้าแต่พระบิดา มาณพเหล่านี้เกิดในทุคตตระกูลเป็นคนอนาถาหาปัญญามิได้ มีชาติตระกูลต่ำช้าปรารถนาอิสระพากันฉีกชายผ้าเอาเอง มาณพนั้นจะเป็นเหมือนเช่นมาณพเหล่านี้หามิได้ มาณพนั้นกอร์ปด้วยรูปและลักษณะงาม ออกเดินไปยังทักษิณทิศแห่งเมืองนี้ พระองค์จงเสด็จตามไปยังทิศแห่งเมืองนี้ พระองค์จงเสด็จตามไปยังทิศนั้นก็จะทันมาณพ

พระราชาจึ่งทรงดำริต่อไปว่า มาณพคนนั้นให้สัญญาไว้กับราชธิดาเราเป็นมั่นแม่น ดำริแล้วพระราชาจึ่งเสด็จตามไปยังเบื้องทักษิณแห่งนคร บรรลุถึงเรือนยายแก่แล้วตรัสถามว่า แน่ะยาย ยายพบปะมาณพคนหนึ่งซึ่งอยู่ในบ้านนี้บ้างหรือไม่ ข้าแต่​พระมหาราช มาณพอยู่ในเรือนกระหม่อมฉันมีอยู่ผู้หนึ่ง ถ้าพระองค์จะใคร่ทอดพระเนตรมาณพนั้น ขอเชิญเสด็จขึ้นบนเรือนกระหม่อมฉันทอดพระเนตรตามพระอัธยาศัยเถิด พระเจ้าข้า พระราชาจึ่งเสด็จขึ้นเรือนยายแก่ทอดพระเนตรพระโพธิสัตว์ยกหัตถ์ไหว้ตรัสว่า แน่ะพ่อมาณพ เมื่อคืนวันนี้พ่อให้ชีวิตแก่ราชธิดาเราจริงหรือ ข้าแต่พระมหาราช ข้าพระบาททำราชธิดาของพระองค์ไม่ให้สิ้นชีพ ณ ศาลาโน้น แน่ะมหาบุรุษ พ่อมีบุญมาก มีบารมีสมภารเต็มแล้ว สามารถอาจกำจัดยักษ์เสียได้ ถ้าหากว่าพ่อมิได้มาไซร้ราชธิดาของเราจะตายเสียในวันวานนี้ เราก็จะต้องตายในวันนี้ เรากับราชธิดาทั้งสองไม่ต้องถึงความตายก็เพราะอาศัยพ่อผู้มีฤทธิเดช บัดนี้พ่อมีคุณแก่เรามากนัก เราจะนำพ่อไปยังราชนิเวศน์ จะอภิเษกกับราชธิดาสุวรรณพิมพาของเรา ให้พ่อครอบครองราชสมบัติ ณ นครนี้

คราวนั้นเสนาบดีจึ่งนำเอาผ้าอันหาค่ามิได้มาผืนหนึ่ง ให้พระโพธิสัตว์ทรงผ้าผืนนั้นแล้ว พระราชาทรงนำสีหนาทกุมารกลับเข้าราชนิเวศน์ทำอภิเษกพระโพธิสัตว์กับด้วยพระราชธิดาเสร็จแล้ว ให้ครอบครองสมบัติในเมืองพาราณสี มีปริมณฑลได้สิบสองโยชน์ สีหนาทกุมารครั้นดำรงราชสมบัติแล้ว จึ่งบังคับสั่งราชบุรุษว่า พวกเจ้าจงพากันไปยังศาลา จงผ่าท้องยักษ์ออกดู นำเอากระดูกที่มีอยู่ในท้องทำให้เป็นกองไว้ที่เดียวกัน ราชบุรุษนั้นทั้งหลายนั้นพากันไปทำตามดำรัสสั่งแล้วมาทูลพระโพธิสัตว์ๆ จึ่งทรงไม้เท้าทิพย์เสด็จไปยังที่กองกระดูกแล้วจึงเอาปลายไม้เท้าชี้ให้ตรงกระดูก ๆ มนุษย์ก็เป็นรูปกายมนุษย์ กระดูกสัตว์เดียรัจฉานก็เป็นรูปกายสัตว์เดียรัจฉาน พากันไปยังที่อยู่ของตน ๆ พระโพธิสัตว์รับสั่งให้เผาศาลานั้นเสียสิ้น และให้ขนกเลวรของยักษ์ไปลอยน้ำเพื่อให้เป็นภักษาหารแห่งฝูงปลาด้วยประการฉะนี้

เมื่อพระบรมโพธิสัตว์เสวยราชสมบัติสิ้นสามเดือน เตชราชาระลึกขึ้นมาถึงพระโพธิสัตว์ เสด็จออกจากรัมมปูรนครมายังเชฏฐปูรนคร เข้าไปหาพลังกราชแล้วตรัสว่า แน่ะพลังกราชผู้สหาย สีหนาทกุมารผู้เป็นเจ้านายของเราไปแต่ผู้เดียวเที่ยวเสาะหารอยเท้ากุญชร จะพบก็ดีหรือมิพบก็ดีคงจะกลับมาหาเรา นี่แน่ะสหายได้ยินว่าราชธิดาของพระเจ้ากรุงพาราณสีองค์หนึ่งพระนามว่าสุวรรณพิมพา มีชันษาราวสิบห้าสิบหกปี กอร์ปด้วยอิตถีลักษณะ ทรงรูปโฉมงามเลิศหาสตรีนารีอื่นเสมอเหมือนมิได้ เราทั้งสองมาพากันยกจตุรงคเสนาไปเมืองพาราณสี ทูลขอราชธิดาพระเจ้ากรุงพาราณสีให้เป็น​อัครมเหสีแห่งสีหนาทกุมารผู้เป็นนายของเรา มาเถิดเราทั้งสองจักพากันไป ณ กาลบัดนี้ กษัตริย์ทั้งสองคือพระเจ้าเตชราชและพลังกราช ทำปฏิสัณฐารกันแล้วตกลงพร้อมใจกัน ตรวจตราจตุรงคเสนาเสร็จ พากันเสด็จออกจากพระนครโดยอนุกรมลำดับจนบรรลุถึงเมืองพาราณสี ให้หยุดตั้งกองทัพไว้ ณ ภายนอกเมืองก่อน

ครานั้นสีหนาหราช ทรงทราบว่าพระราชาทั้งสองนั้นเสด็จมา จึ่งเสด็จออกไปยังสำนักแห่งสองพระราชาๆ ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์เสด็จมา จึงทำการต้อนรับเชิญให้ประทับ ณ ราชาอาสน์ พระบรมโพธิสัตว์ตรัสถามว่า พระภาติกราชเสด็จมาถึงเมืองนี้ต้องประสงค์อะไรหรือ ข้าแต่เจ้า ข้าพเจ้าทราบข่าวว่าพระราชธิดาของพระเจ้ากรุงพาราณสีพระนามว่าสุวรรณพิมพาทรงรูปโฉมงามนัก ข้าพเจ้ามายังเมืองนี้เพื่อจะขอราชกุมารีให้เป็นอัครมเหสีของท่าน เดี๋ยวนี้พระนางสุวรรณพิมพาได้เป็นอัครมเหสีของข้าพเจ้าแล้ว พระบรมโพธิสัตว์จึงตรัสเล่าเรื่องราวทั้งปวงให้พระราชาทั้งสองทรงทราบ พระราชาทั้งสองพระองค์ทรงพระโสมนัสถวายราชบรรณาการเป็นอันมากแด่พระบรมโพธิสัตว์ เสด็จประทับแรม ณ เมืองพาราณสีสองสามวัน แล้วทูลลาพระบรมโพธิสัตว์กลับยังนครของพระองค์

ต่อนั้นมาพระราชาพรหมทัต เมื่อเสด็จอยู่ ณ พรหมวตีนคร ทรงพระอนุสรณ์ถึงพระบรมโพธิสัตว์ ตรัสให้เชิญนางสุญภาคีผู้มารดาพระโพธิสัตว์เข้ามาปรึกษาว่า สีหนาทกุมารบุตรของแม่สัญจรตามหาบิดาไปนานแล้วจวนจะมาถึง เราตั้งใจไว้จะให้ลูกของแม่ครองราชสมบัติของเรา เพราะว่าเราไม่มีราชบุตรที่จะรักษาวงค์ตระกูลของเราต่อไป บัดนี้เราจะพากันไปเมืองพาราณสีทูลขอราชธิดาของพระเจ้ากรุงพาราณสี พระนามว่าสุวรรณพิมพา เพื่อจะให้เป็นอัครมเหสีของสีหนาทกุมาร พระเจ้าพรหมทัตหารือแล้ว รับสั่งให้เตรียมจตุรงคเสนาแล้ว ส่งนางสุญภาคีผู้มารดาพระมหาสัตว์ล่วงหน้าไปก่อน ส่วนพระองค์มีหมู่จตุรงคเสนาแวดล้อมเสด็จตามไปเบื้องหลัง เสด็จไปจนกระทั่งถึงเมีองพาราณสี ให้หยุดพักกองทัพไว้ ณ ภายนอกเมือง

สีหนาทราชทรงทราบว่าพระเจ้าพรหมทัตเสด็จมา จึงเสด็จออกไปทรงต้อนรับพระเจ้าพรหมหัต แล้วทอดพระเนตรเห็นพระมารดามาพร้อมด้วยนางนารีห้าร้อย จึ่งเสด็จไปวันทนาพระมารดา นางสุญภาคีเห็นบุตรมาหาก็ดีใจ ทำการต้อนรับบุตรแลต่างปฏิสันฐาร พระบรมโพธิสัตว์จึ่งแจ้งอาการทั้งปวงให้มารดาทราบแล้วทูลถามพระเจ้าพรหมทัตว่า ​พระองค์เสด็จมาเมืองพาราณสีนี้มีความประสงค์สิ่งไรหรือ ข้าพเจ้ากับมารดาจะมาขอพระราชธิดาพระเจ้ากรุงพาราณสี ให้เป็นอัครมเหสีของพ่อ และจะให้ครองราชสมบัติในเมืองพรหมวตี พระราชธิดานั้นได้เป็นอัครมเหสีของกระหม่อมฉันแล้ว กระหม่อมฉันถึงความเป็นอิสรภาพเสวยราชสมบัติ มีเครื่องบรรณาการนับเป็นโกฏิทุกวันทุกปี มีอำนาจแผ่ไปในพระนครพาราณสีมีมณฑลได้ ๑๒ โยชน์

พระเจ้าพรหมทัตทรงสดับดังนั้นจึ่งทรงพระดำริว่า สีหนาทกุมารนี้มีบารมีเต็มเปี่ยมแล้วจึ่งได้มหาสมบัติอย่างนี้ เมื่อก่อนเราประสงค์จะยกทรัพย์สมบัติของเราให้สีหนาทกุมาร ราชสมบัติของเรานั้นหาถึงเสี้ยวส่วนราชสมบัติเมืองพาราณสีนี้ไม่ เพราะเหตุว่าบรรณาการในเมืองเราน้อยนัก บรรณาการที่เก็บได้ถึงโกฏิหนึ่งต่อล่วงไปถึงสามปีหรือสี่ปีเราจึ่งได้ เราจะขอสีหนาทกุมารไปให้ครองราชสมบัติเมืองเรา ข้อนี้ยังหาสมควรไม่ ทรงดำริแล้วจึ่งตรัสว่า พ่อสีหนาทกุมาร เดิมข้าพเจ้าตั้งใจจะให้ราชสมบัติในเมืองของข้าพเจ้าแก่พ่อ ความปรารถนานั้นจะไม่เป็นผลสำเร็จ พ่อจงเป็นอิสระอยู่เมืองนี้เถิด ข้าพเจ้าขอยกราชสมบัติเมืองพรหมวตีให้แก่พ่ออีก พ่อจงกรุณาเป็นที่พึ่งแก่ข้าพเจ้าด้วย ถ้าหากว่าหมู่ปัจจามิตรจะมาแต่ที่ไหน พ่อจงช่วยป้องกันอย่าให้ปัจจามิตรทำอันตรายแก่ข้าพเจ้าได้เลย พระเจ้าพรหมหัตขอปฏิญาณไว้ต่อพระมหาสัตว์แล้ว จึ่งมอบพระมารดาให้ไว้แล้วลากลับไปยังพระนครของพระองค์ พระบรมโพธิสัตว์รับพระมารดาไว้เชิญให้อยู่ในเรือนหลวง จึ่งนำหญิงที่เจริญวัยมาให้อยู่กับพระมารดาในพระราชนิเวศน์

เมื่อพระบรมโพธิสัตว์นั้นดำรงราชย์แล้ว มหาชนมีอำมาตย์เป็นต้นในเมืองนั้น มีความเกษมสานต์ตั้งอยู่ในราโชวาชพระมหาสัตว์ต่างก็ไม่เบียดเบียนและมิได้พยาบาทซึ่งกันและกัน ทำใจให้เป็นที่รักใคร่เสมอหน้า มีแต่ความสุขสำราญนิราศอุปัทวันตราย ด้วยบุญสมภารแห่งพระมหาสัตว์เจ้า จำเดิมแต่นั้นมา พระราชาทั้ง ๒ คือ เตชราชและพลังกราช เสด็จกลับมายังเชฏฐปูรและรัมมปูร แล้วถึงปีใหม่ได้นำมหาบรรณาการมาถวายพระบรมโพธิสัตว์เสมอทุกปีไป เมื่อพระบรมโพธิสัตว์ครองราชสมบัติ ณ เมืองพาราณสีแล้ว คุณกิติศัพท์ก็เลื่องลือปรากฏไปในบ้านนิคมและราชธานีน้อยใหญ่ ชนทั้งหลายเหล่าใด ถูกยักษ์กินเนื้อเหลืออยู่แต่กระดูก ชนเหล่านั้นรอดชีวิตคืนมาด้วยอานุภาพไม้เท้าทิพย์ของพระโพธิสัตว์ พากันกลับไปยังที่อยู่ของตนมีราชธานีเป็นต้น เลื่อมใสต่อคุณพระโพธิสัตว์ จึ่งทำคุณให้ปรากฏทั่วไปในสากลชมพูทวีปด้วยประการฉะนี้

​คราวนั้นนั้นท้าวพระยาในโสฬสมหานคร พากันนำเครื่องมหาบรรณาการและดอกไม้เงินดอกไม้ทองมาถวายพระโพธิสัตว์เจ้า และตั้งอยู่ในราโชวาทมีหฤทัยอันสงบระงับ ด้วยบุญญานุภาพแห่งพระโพธิสัตว์ แล้วทูลลากลับไปยังนครของตน ๆ พวกยักษ์ทั้งหลายที่ได้พรมาแต่สำนักท้าวเวสสวัณ ก็ไม่อาจทำการข่มเหงมนุษย์ชาวเมืองนั้น ๆ ได้ เพราะตั้งอยู่ในโอวาทพระมหาสัตว์เจ้า พากันไปเฝ้าท้าวเวสสวัณ ถวายคืนพรนั้นเสียเลยมิได้เข่นฆ่าพวกมนุษย์ต่อไป

คราวนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงทราบเรื่องนั้นแล้วทรงโสมนัสให้สาธุการแก่พระมหาสัตว์ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะ แล้วบอกแก่เทวดาในฉกามาวจรเทวโลกว่า มาริสา ดูกรท่านผู้นิรทุกข์ ท่านจงมาเถิด เราจะไปสู่สำนักสีหนาทกุมารพุทธังกูร ท้าวสหัสสเนตรพาฉกามาวจรเทวดาไปสู่สำนักพระโพธิสัตว์ วิงวอนพระโพธิสัตว์ให้แสดงธรรม มิใช่ฉทามาวจรเทวดาจะไปแต่เท่านั้นก็หาไม่ โสฬสมหาพรหมก็ชวนกันมาฟังธรรมของพระบรมโพธิสัตว์ ๆ ยังเทวดาและท้าวมหาพรหมให้ตั้งอยู่ในโอวาทของพระองค์ และให้ตั้งอยู่ในเบ็ญจศีลครุฑรรม หมู่เทวดาแสะมหาพรหมตั้งอยู่ในโอวาทานุศาสนธรรมของพระบรมโพธิสัตว์แล้ว ก็พากันลากลับไปยังที่อยู่ของตน ๆ มนุษย์ชาวชมพูทวีปทั้งปวงมีพระราชาเป็นต้น บรรดาที่ตั้งอยู่ในโอวาทพระมหาสัตว์แล้ว ก็อยู่เป็นสุขสำราญปราศจากภยูปัทวะ

เตน การเณน ด้วยเหตุนั้น สมเด็จพระบรมศาสดาทรงพระมหากรุณาแก่สัตว์ จึ่งทรงตรัสแสดงธรรมแก่บริษัทสี่มีภิกษุบริษัทเป็นต้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลใดเล่าทำอกุศลด้วยไตรทวาร บุคคลเหล่านั้นจะได้เสวยทุกข์เวทนาในโลกนี้ เมื่อจุติจากโลกนี้ไปแล้วย่อมไปเสวยทุกข์ใหญ่ในอบายภูมิ นรชนดนใดตั้งอยู่ในกุศลธรรมมีทานและศีลเป็นต้น นรชนคนนั้นจะได้เสวยสุขทุกคืนวัน เมื่อทำลายขันธ์แล้วก็จะไปเสวยทิพยสมบัติในเทวโลก เหมือนมหาชนที่ตั้งอยู่ในโอวาทพระโพธิสัตว์แล้วฉะนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหลายเหล่าใดกอร์ปด้วยกุศลเจตนาพากันบำเพ็ญกุศลมีทานและศีลเป็นต้น มนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้นครั้นจุติจากมนุษยโลกนี้แล้ว ย่อมไปเกิดในเทวโลกและพรหมโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลปางก่อน โลกสาม (คือ มนุษย์ ๑ เทวดา ๑ พรหม ๑ ) ย่อมมาประชุมในสำนักเราตถาตตโดยแท้แล

—————————-

สีหนาทชาตก สตฺถา สมาหริตฺวา สมเด็จพระบรมศาสดาทรงนำสีหนาทชาดกนี้มาแล้วจึ่งทรงประกาศสัจจธรรม เมื่อจบสัจจธรรม แล้วทำจตุบริษัทให้ตั้งอยู่ในมรรคผล มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น พระทศพลจึงประมวลชาดกว่า กฎุมพีในครั้งนั้นได้เกิดเป็นเทวบุตร พระเจ้าพรหมทัตในครั้งนั้นกลับชาติมาคือจุลเถระ พระเจ้าสังกัสสราชในครั้งนั้นกลับชาติมาคือพระสีวลีเถระ พระเจ้าสหัสสราชในครั้งนั้นกลับชาติมาคืออุทายีเถระ พระเจ้ารัมมปูรราชในครั้งนั้นกลับชาติมาคือโกณฑัญญเถระ ยักษ์ที่เป็นเจ้าของไม้เท้าทิพย์นั้นกลับชาติมาคือพระองคุลิมาลเถระ พระเจ้าเตชราชในครั้งนั้นกลับชาติมาคือพระโมคคัลลานะ พลังกราชในครั้งนั้นกลับชาติมาคือพระสาริบุตรเถระ ยักษ์ผู้รักษาเมืองพาราณสีในครั้งนั้นกลับชาติมาคือพระฉันนเถระ ท้าวสักกเทวราชในครั้งนั้นกลับชาติมาคือพระอนุรุทธ ยายแก่ในครั้งนั้นกลับชาติมาคือนางกีสาโคตมี พระเจ้ากรุงพาราณสีในครั้งนั้นกลับชาติมาคือพระอานนท์ พลาหกเทวบุตรในครั้งนั้นกลับชาติมาคือพระเจ้าสุทโธทนมหาราช นางสุญภาคีในครั้งนั้นกลับชาติมาคือพระพิมพายโสธรา พระเจ้าสีหนาทราชในครั้งนั้นกลับชาติมาคือเราผู้ตถาคต เทียวแล

สีหนาทชาดกจบ

  1. ๑. หมายความว่า นายอำเภอ หรือ กำนัน
  2. ๒. น่าจะแปลว่า สุ่มเหล็ก
  3. ๓. น่าจะแปลว่า สุ่มเหล็ก
  4. ๔.เห็นจะตรงกับภาษาว่า จังหรีด
แชร์เลย

Comments

comments

Share: