อาการของผู้ที่กำลังบำเพ็ญบุญบารมี

อาการของผู้ที่กำลังบำเพ็ญบุญบารมี.

💎 อาการของ นี่..ท่านฟังให้ดีตรงนี้ ผู้มีปัญญาที่รู้เรื่องนี้ เข้าใจคุณค่าของบุญกุศล ตั้งใจบำเพ็ญกุศลมากเข้า มากเข้า อาการเสียสละทรัพย์ เสียสละกำลังกาย สติปัญญา ความสามารถ สำหรับผู้ที่บำเพ็ญบารมีด้วยกันไม่แปลก แต่ผู้ที่อยู่ข้างล่างนี่ บำเพ็ญบารมียังไม่ถึง อาจจะสงสัย โอ้โห!! ทำไมกล้าทำบุญอย่างนี้ๆ

นี่..ให้ท่านเข้าใจซะ เป็นเรื่องของการบำเพ็ญบารมี อุปบารมี ปรมัตถบารมี ของผู้ที่กำลังบำเพ็ญเพียร เพื่อบรรลุคุณธรรมเป็นพระอรหันต์บุคคล ในระดับปกติสาวก หรือในระดับที่สูงขึ้นไป เช่นว่า อสีติมหาสาวก ผู้เลิศด้วยคุณธรรมวิเศษ ช่วยพระพุทธเจ้าแนะนำสั่งสอนผู้อื่น ขึ้นไปถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า แล้วแต่ใครอธิษฐานจิตไว้ แล้วก็ตั้งมั่นที่จะบำเพ็ญบารมีอย่างนั้น ก็ดำเนินไป

ในภพชาตินี้ ผู้มีปัญญาจะรู้เลยทีเดียวว่า ที่ไหนเป็นเนื้อนาบุญ เขาจะอ่านออก คนมีปัญญาจะอ่านออกว่าตรงไหนเป็นเนื้อนาบุญ เขาจะดูพฤติกรรมเหตุการณ์ต่างๆ แล้วก็การให้การศึกษาอบรมเผยแผ่ของสำนักนั้น วัดนั้น โดยคณะภิกษุสงฆ์ โดยผู้นำ คือเจ้าอาวาสอย่างนั้นๆ เขาจะรู้ว่า เขาควรจะไปทำบุญที่ไหน และทำบุญอย่างไร ด้วยสติปัญญาอันเห็นชอบของเขา

เพราะฉะนั้น ตรงนี้มันเป็นเรื่องบุญใหญ่กุศลใหญ่นะโยมทั้งหลาย เราอนุโมทนาบุญให้กับคนที่เขามาทำคุณความดีหลีกหนีความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส เพียงเราอนุโมทนาด้วยจิตใจบริสุทธิ์ผ่องใส เราได้บุญไปด้วยแล้ว

ถ้าใจเรามีจิตศรัทธา มีสติ มีปัญญารู้แจ้งตามสมควรว่า คุณค่าของบุญเป็นอย่างนี้ และควรจะทำอย่างนี้ เขาทำแล้วเราอนุโมทนา เราก็ได้บุญกุศลไปด้วย นี้..จึงเป็นที่มาของขวนขวายช่วยส่วนบุญและอนุโมทนาบุญ

และผู้ที่ทำบุญน่ะเขาก็อุทิศส่วนกุศล ไม่ได้คิดว่าเราจะบรรลุแต่เพียงคนเดียวล่ะ คนอื่นฉันไม่สนล่ะ ใครเป็นอย่างไรก็ช่าง ไม่ใช่ เพราะผู้เจริญด้วยบุญบารมีนี้ ในตอนท้ายมันจะมีคุณความดีอยู่ ๒ อย่าง เมตตาบารมีและอุเบกขาบารมี ซึ่งรวมทั้ง เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

เมตตา ปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข

กรุณา ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ รู้จักเห็นอกเห็นใจกัน เข้าใจกัน ไม่คิดประหัตประหารขัดแย้งกัน

มุทิตา นี่สำคัญมาก มุทิตานี่ พลอยยินดีที่ผู้อื่นได้ดี เป็นหนึ่งในพรหมวิหารธรรม เป็นคุณเครื่องอยู่ของผู้ใหญ่ ของผู้มีคุณธรรม ใครมีพรหมวิหารธรรม น่าเคารพ น่ารัก น่าเลื่อมใส น่าศรัทธา ถึงแม้ว่าเป็นพระอริยสงฆ์พระอริยเจ้าแล้ว ถึงพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านยังเรียกว่าเป็นวิสุทธิพรหม หรือพรหมที่บริสุทธิ์ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “เราตถาคตเป็นธรรมกาย” “เป็นพรหมกาย” คือ เทียบสูงขึ้นไปในลักษณะว่า ยกย่องคำว่าพรหม ๔ ข้อ เมตตา กรุณา มุทิตา มุทิตานี้ไม่อิจฉาริษยากัน เห็นเขาทำดียกมืออนุโมทนาอย่างเดียว นี่คนมีปัญญา คนไม่มีปัญญาขัดข้อง

อย่างเช่น ในครอบครัวมีสองคนผัวเมียหรือสามีภรรยา บางทีสามีอยากจะทำบุญภรรยาขัดข้อง บางทีภรรยาอยากทำบุญสามีขัดข้อง บ่นกระปอดกระแปด หนักเข้าทะเลาะกัน นี่…ไม่เป็นบุญกลายเป็นบาปอกุศล

แต่ว่า…ถามว่า บางคนอยู่ในครอบครัวเดียวกัน คนนี้จะทำบุญจนหมดเนื้อหมดตัว แล้วเราจะอยู่ยังไง?? เราก็คุยกันดีๆได้ ดูความเหมาะสม ว่าเราจะอยู่กันยังไง ด้วยทุนทรัพย์อย่างไร แล้วก็ควรจะทำบุญอย่างไร เมื่อคุยกันตกผลึกแล้ว พอสมควรแล้ว ก็พอใจร่วมใจกันอนุโมทนากัน นี่ อย่างนี้มันเป็นสุขทั้งครอบครัวเลย

แต่ถ้าครอบครัวที่ไปขัดแย้งกันมาก คนขัดแย้งมากๆ เพราะความตระหนี่ถี่เหนียว หรือเห็นแก่ตัวจัด กิเลสมันก็ยังอยู่ กิเลสเป็นเหตุแห่งความทุกข์ มันก็เกิดกิเลส ตัณหา อุปทาน ให้เกิดภพ ชาติ ชรา มรณะ ทุกข์ ร่ำไป เพราะฉะนั้น คนมีสติปัญญาอันเห็นชอบ จึงเข้าใจตรงนี้

และเข้าใจต่อไปว่า เมื่อบุญเรานี่แก่กล้า จนบุญนำหน้าบาป บุญให้ผลก่อน บารมีให้ผลก่อน ให้ท่านดูนะ ผู้ที่เจริญด้วยบุญบารมี ยิ่งเจริญขึ้นมันยิ่งทับทวี จากเพิ่มเป็นบวก มันก็เป็นกำลังคูณ บวกก็ สองบวกสองเป็นสี่ สี่บวกสองก็เป็นหก หกบวกสองก็เป็นแปด นี่ในระดับบุญ ระดับบารมีเบื้องต้น

แต่พอเข้าขั้นบารมีที่แก่กล้า สองคูณสองเป็นสี่ สี่คูณสองเป็นแปด แปดคูณสองเป็นสิบหก นี่..สมตินะ

แต่ถ้าเข้าขั้นอุปบารมี ปรมัตถบารมี ไม่ใช่คูณแล้ว ยกกำลัง สองกำลังสองเป็นสี่ สี่กำลังสี่เป็นสิบหกเลย สิบหกในสิบหกก็ไปคูณเอาก็แล้วกัน นี่ ยกกำลังเลย

เพราะฉะนั้น จะเห็นผู้ที่บำเพ็ญบารมีที่ถูกต้องน่ะ อะไรๆมันจะเป็นไปในทางที่เป็นบุญเป็นกุศล จนแทบทนดูไม่ทัน มันจะเป็นทวีคูณ

ทำไม ? เป็นทวีคูณในภพชาตินี้ไม่ดีหรือ ? ดี เพราะอะไร เรามีโอกาสแล้ว พบพระพุทธศาสนาแล้ว พบเนื้อนาบุญแล้ว ทำเลย เพราะฉะนั้นคนมีปัญญาตรงนี้ เขาจึงทำแบบสุดหัวใจ ด้วยสติปัญญาอันเห็นชอบ และปลาบปลื้มที่ได้ทำ

ความปลาบปลื้มที่ได้ทำนี่ โยมเข้าใจนะ บุญจะส่งผล ๓ กาล แรกเกิด ไปจนถึงวัยกลางคน ต่อจากวัยกลางคนไปถึงแก่เฒ่า

นี่ ถ้าใครมีเจตนาแค่ว่า ไปทำ ไม่ทำแล้วจบ ไม่มีความอิ่มเอิบใจต่อไป บุญนี้จะส่งเพียงแค่มาเกิดในภพหรือในภูมิที่ดีที่สูง แต่แล้ว เข้าสู่วัยกลางคน ถ้าอยู่เฉยๆมันก็เป็นไปตามธรรมดา แต่ถ้าไป”ฮู้ เสียดายนะทำไป” บุญมันตกนะ ขออภัย ท่านดูประเทศบางประเทศ เป็นกษัตริย์แล้วต้องไร้บัลลังก์ หรือเป็นโน่นเป็นนี่ เอานี้ เอาเป็นแค่คณะรัฐมนตรีเนี่ย เดี๋ยวก็เป็นแค่แจ้บเดียวหลุด แจ้บเดียวหลุด บุญมันส่งนะ แต่มันส่งไม่นาน เพราะเราตัดบุญตัวเอง หรือคนอื่นเขามาตัดบุญแล้วเราคล้อยตาม เพราะฉะนั้น บุญมันส่งแป๊บเดียว ได้สุขหน่อยนึง ตก

แต่ถ้าคนที่มีบุญบารมีดี มันมีแต่คิดถูก พูดถูก เห็นถูก ทำถูก ใครก็ชื่นชมยินดี ยกให้เป็นหัวหน้าตลอดกาลก็มี นั่นได้แก่ ท้าวพระยามหากษัตริย์ของประเทศไทยเรา นี้..เป็นตัวอย่าง เป็นเมืองพุทธ ก็ได้อย่างนี้โดยมาก แต่ถ้าคนที่หรือท่านพระองค์ใด ที่ท่านบุญมาไม่ตลอดรอดฝั่งทั้ง ๓ กาล คือ ในขณะก่อนคิดพูดทำ ขณะคิดพูดทำ และหลังที่ได้ทำไปแล้ว ในกาลใดกาลหนึ่งนี่มันหายไป หมดศรัทธาหรืออะไรก็แล้วแต่ บุญมันก็ส่งเท่านั้นน่ะ ตรงเป๊ะเลยโยม ตรงตามเจตนาความคิดอ่าน

เพราะฉะนั้น โยมมาปฏิบัติวันนี้ อาตมากล่าวเรื่องบุญ ให้แก่กล้าเป็นบารมี เป็นอุปบารมี เป็นปรมัตถบารมี.

___________________

เทศนาธรรมจาก

พระเทพญาณมงคล

หลวงตาเสริมชัย ชยมงฺคโล

วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม

อ.ดำเนินสะดวก

จ.ราชบุรี

___________________

ที่มา

บางตอนจากเทศนาธรรมเรื่อง

“บุญเสริมเติมแต่ง”

___________________

เพจอมตวัชรวจีหลวงป๋า.

แชร์เลย

Comments

comments

Share: