จะพบ ได้เห็น “พระนิพพานธาตุ” คือ “ธรรมกายตรัสรู้” ของพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ประทับ อยู่บนรัตนบัลลังก์

ป่ามงคลธรรม อ.สีคิ้ว

15 ธันวาคม เวลา 06:50 น.  ·

เมื่ออธิษฐานขยายข่ายของญาณรัตนะของพระธรรมกายให้เห็นทั่ว … จะพบ/ ได้เห็น “พระนิพพานธาตุ” คือ “ธรรมกายตรัสรู้” ของพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ประทับ อยู่บนรัตนบัลลังก์ แวดล้อมด้วยพระนิพพานธาตุของพระอรหันต์ขีณาสพ

ที่ดับขันธปรินิพพานด้วย “อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ” ประทับอยู่บนองค์ฌาน เวียนขวา ห่างกันชั่วกึ่งองค์ฌาน (ประมาณ ๑๐ วา) โดยรอบพระนิพพานธาตุของพระพุทธเจ้า สว่างไสวด้วยธรรมรังสีของพระนิพพานธาตุนับไม่ถ้วน

และจะเห็น “พระนิพพานธาตุ” คือ “ธรรมกายตรัสรู้” ของพระปัจเจกพุทธเจ้า ประทับอยู่บนรัตนบัลลังก์ (ในระยะ ห่างออกไป) แต่พระองค์เดียวโดดๆ โดยลำพัง (ไม่มีพระนิพพานธาตุของพระอรหันต์สาวก) เพราะมิได้เคยสั่งสอนผู้ใดให้ได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน

ในอายตนะ คือ พระนิพพานนี้ ไม่ปรากฏสิ่งที่เป็นด้วยธาตุน้ำ-ดิน-ไฟ-ลม ใดๆ ดังเช่นที่มีอยู่ในภพ ๓ เลย และทั้งไม่ปรากฏดวงดาว ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ ในอายตนะคือพระนิพพานนี้แต่ประการใด คงสว่างไสวด้วยธรรมรังสีของพระนิพพาน ธาตุของพระพุทธเจ้า และ ของพระอรหันต์ขีณาสพล้วนๆ เท่านั้น

ผู้ปฏิบัติได้เข้าถึงอายตนะ คือ พระนิพพาน

หากอธิษฐานสัมผัสด้วยมือของ พระธรรมกาย

ที่พระวรกายธรรม คือ พระนิพพานธาตุของพระพุทธเจ้า และ/หรือ ของพระอรหันต์ขีณาสพ

ก็จะพบว่า นี้ คือ พระนิโรธธาตุ หรือ พระนิพพานธาตุที่ บริสุทธิ์ผ่องใส มีรัศมีสว่าง เป็นอมตธรรม

ที่มีสาระ ในความเป็นของเที่ยง มีสาระในความเป็นบรมสุข ที่ถาวร

และมีสาระในความเป็นประโยชน์สูงสุดยิ่ง (ปรมตฺถํ)

ตามพระพุทธดำรัสที่ตรัสเปรียบเทียบ “อัตตลักษณะ” กับ “อนัตตลักษณะ” ในอนัตตลักขณสูตร และตรงตามคุณลักษณะ ของพระนิพพาน อันพระอริยสงฆ์/พระอริยเจ้า/พระอรหันต์ท่านได้บรรลุ ตาม พระธรรมภาษิตที่พระสารีบุตรมหาเถระได้อธิบายไว้ในปฏิสัมภิทามรรค มีความย่อ

บางตอนว่า

เมื่อพระภิกษุพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่เที่ยง … เป็นทุกข์ … เป็น อนัตตา … เป็นธรรมไม่มีสาระ … มีความเกิด/แก่/เจ็บ/ตาย เป็นธรรมดา … ย่อมได้อนุโลมขันติ เมื่อพิจารณาเห็นความดับแห่งเบญขันธ์ เป็นนิพพานเที่ยง … นิพพานเป็นบรมสุข นิพพานมีประโยชน์สูงสุดยิ่ง … นิพพานเป็นธรรมที่มีสาระ … นิพพานเป็นธรรมไม่มี ความเกิด/แก่/เจ็บ/ตาย … ย่อมย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม [คือ ย่างลงสู่มรรคญาณ/ผลญาณ] กล่าวคือ ถึงความบรรลุมรรคผลนิพพาน ตามระดับภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้ นั้นเอง

ผู้เจริญภาวนาได้ถึงอายตนะ คือ พระนิพพาน เป็นเพียงได้เข้าถึงได้รู้ได้เห็น และ ได้อารมณ์พระนิพพาน ชื่อว่า “ตกกระแสพระนิพพาน” ด้วยโคตรภูญาณของพระธรรมกาย ถ้าตราบใดที่ยังมิได้เจริญทั้งสมถะและวิปัสสนา ให้เห็นแจ้งรู้แจ้งสภาวธรรมและ อริยสัจจธรรมตามที่เป็นจริงด้วยญาณ ๓ คือ สัจจญาณ กิจจญาณและกตญาณ ให้สามารถ ละสัญโญชน์ (กิเลสเครื่องร้อยรัดให้ติดอยู่กับโลก) อย่างน้อย ๓ ประการ คือ สักกาย ทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส ได้ … ตราบนั้น ก็ยังไม่ได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน เป็นพระอริยบุคคล

อายตนะ คือ พระนิพพาน นี้ เป็นพระนิพพานที่สถิตอยู่ของ “พระนิพพานธาตุ” คือ “ธรรมกายตรัสรู้” ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และ พระอรหันต์สาวก ที่ดับขันธปรินิพพานด้วย “อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ” ตามพระพุทธ ดำรัสที่ตรัสว่า

“อหึสกา เย มุนโย เต ยนฺติ อจุจุตํ ฐาน

นิจจํ กาเยน สํวุตา ยตฺถ คนฺตฺวา น โสจเร.”

“พระมุนีเหล่าใด ผู้ไม่เบียดเบียน สำรวมแล้วด้วยกายเป็นนิตย์. พระมุนีเหล่านั้น ย่อมไปสู่สถานที่อันไม่จุติ ซึ่งเป็นที่ไปแล้วไม่ เดือดร้อนเศร้าโศก.”

พระพุทธโฆษาจารย์ ได้อรรถาธิบายไว้ในคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถาอีกว่า

“อจุจุตนฺติ สสสฺตํ. ฐานนฺติ อกุปปฏฐานํ ธุวฏฐานํ ยตฺถาติ ยสฺมํ คนฺตฺวา น โสจนฺติ น วิหญฺญนฺติ, ตํ นิพพานฏฐานํ คจฉนฺตีติ อตฺโถฺ”

แปลความว่า

“บทว่า อจุจุต คือ เที่ยง. บทว่า ฐาน ได้แก่ สถานที่อันไม่กำเริบ คือ สถานที่อันยั่งยืน. บทว่า ยตฺถ เป็นต้น มีความว่า พระมุนี ทั้งหลายย่อมไปสู่สถานที่ คือ พระนิพพาน ซึ่งเป็นที่ พระอเสขมุนี ทั้งหลาย] ไปแล้วไม่เศร้าโศก คือ ไม่เดือดร้อน.”

เมื่อผู้เจริญภาวนาปฏิบัติได้ถึงอายตนะ คือ พระนิพพาน นี้แล้ว อธิษฐานซ้อน ธรรมกายที่บริสุทธิ์ผ่องใสนั้น เข้าในศูนย์กลาง “พระนิพพานธาตุ” คือ “ธรรมกายตรัสรู้” ของพระสัพพัญญูพุทธเจ้า อธิษฐานขอบุญ-บารมี-รัศมี-กำลังฤทธิ์ ฯลฯ ของพระพุทธเจ้า ในอายตนะ (นิพพาน) นับไม่ถ้วน ทับทวีขึ้นมาเป็นเรา เพื่อช่วยสะสางธาตุธรรม ของเรา ให้เป็นแต่ธรรมกายที่ใสบริสุทธิ์ล้วนๆ และเป็นอมตธรรม ตามรอยบาท พระพุทธองค์

โดยรวมใจหยุดในหยุดกลางของหยุดๆๆๆ ศูนย์กลางนั้นก็จะว่างออกไป และจะปรากฏ พระนิพพานธาตุของพระพุทธเจ้าทับทวีขึ้นมาเป็นเรา นับอสงไขยอายุธาตุอายุบารมี ไม่ถ้วน จนสุดละเอียด แล้วธรรมกายที่สุดละเอียดของผู้ปฏิบัตินั้น ก็จะปรากฏขึ้น

ในอีกอายตนะหนึ่ง ชื่อว่า “พระนิพพานเป็น” เป็นที่สถิตอยู่ของพระพุทธเจ้าองค์ ต้นๆ ที่มีบารมีแก่ๆ ผู้ได้บำเพ็ญบารมีมามากกว่าพระวิริยาธิกะ-พระสัทธาธิกะ พระปัญญาธิกะโพธิสัตว์ มากมายนัก

ผู้ปฏิบัติได้เข้าถึง จะได้เห็น พระสัพพัญญูพุทธเจ้าองค์ต้นๆ ผู้บำเพ็ญบารมีที่ แก่กล้ามากๆ

จนพระวรกายเนื้อใสละเอียดบริสุทธิ์และมีรังสีสว่างมาก เข้าพระนิพพาน ด้วยพระวรกายเนื้อที่ใสละเอียดบริสุทธิ์และมีรังสีสว่างมากนั้น ประทับอยู่บนองค์ฌาน แวดล้อมด้วยพระ (อนุ) พุทธเจ้า กลางธาตุประทับอยู่ข้างหน้า-ขวา-หลัง-ซ้าย ของ พระพุทธเจ้าองค์ต้นธาตุ และพระ (อนุ) พุทธเจ้าปลายธาตุประทับอยู่ ข้างหน้า-ขวา-หลัง- ซ้าย ของพระพุทธเจ้ากลางธาตุ ต่อๆ ไปจนสุดละเอียดในอายตนะนิพพานเป็นนั้น ต่อๆ ไป นับไม่ถ้วน

พระพุทธเจ้าองค์ต้นๆ นั้นแหละ ยิ่งบริสุทธิ์และสมบูรณ์บริบูรณ์ ด้วยวิชชา ที่ละเอียดพิสดาร และบุญศักดิ์สิทธิ์-บารมี-รัศมี-กำลังฤทธิ์ อำนาจสิทธิ เฉียบขาด ยิ่งนัก ผู้ใดปฏิบัติได้เข้าถึงได้รู้-เห็น และซ้อนธรรมกายที่บริสุทธิ์และสุดละเอียด เข้าที่ศูนย์กลางของพระพุทธเจ้าองค์ต้นๆ ต้นในต้นๆๆ ต่อๆ ไป นับอสงไขยอายุธาตุ อายุบารมีไม่ถ้วน ก็จะพลอยได้ “วิชชา” ชั้นสูง เพิ่มพูลบุญศักดิ์สิทธิ์-บารมี-รัศมี กำลังฤทธิ์-อำนาจสิทธิ-เฉียบขาด ที่สูงยิ่งๆ ขึ้นไป ตามระดับภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้

แล้วท่านจะได้รู้คุณค่าของการปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ถึงธรรมกาย ถึงพระนิพพานของพระพุทธเจ้า อย่างที่ไม่เคยได้พบมาก่อน ด้วยตัวของท่านเอง

แม้ชาวต่างประเทศผู้แสวงหาธรรม ผู้ได้เข้าศึกษาสัมมาปฏิบัติ ด้วย อิทธิบาทธรรม ที่สถาบันพุทธภาวนาวัดหลวงพ่อสดฯ (Wat Luang Phor Sodh Buddhist Meditation Institute) สถาบันในเครือข่ายมหาวิทยาลัยพระพุทธ ศาสนาแห่งโลก (an Affiliated Institution of the World Buddhist University) ก็ปรากฏว่าได้ผลดี และสามารถได้เข้าถึง ได้รู้-เห็น และได้เป็นธรรมกาย จนสุดละเอียด และได้เข้าถึง ได้รู้ได้เห็นอายตนะคือพระนิพพาน ดังที่กล่าวนี้ ปีละจำนวนไม่น้อย เช่นเดียวกัน

แล้วชาวพุทธแท้ๆ ได้สนใจศึกษาสัมมาปฏิบัติธรรม เพื่อบรรลุคุณธรรมที่ควรบรรลุ เพื่อรู้แจ้ง/เห็นแจ้ง ในธรรมที่ควรรู้แจ้ง/เห็นแจ้ง ตามสมควรแก่ธรรมปฏิบัติเพียงไร? นี้เป็นข้อที่ชาวพุทธพึงสำเหนียก มิให้เสียทีที่เกิดมาได้พบพระพุทธศาสนาแล้ว แต่ยังมิได้ศึกษาสัมมาปฏิบัติให้เข้าถึงพระรัตนตรัย นับเป็นความประมาท ให้เสีย ชาติเกิดมาเป็นมนุษย์ได้พบพระพุทธศาสนา หลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ท่านจึงได้กล่าวสอนศิษยานุศิษย์อยู่เสมอว่า

“เกิดมาว่าจะมาหาแก้วพบแล้วไม่กำ

จะเกิดมาทำอะไร สิ่งที่อยากก็หลอก

สิ่งที่หยอกเขาก็ลวง ทำให้จิตเป็นห่วงใย

เลิกอยากลาหยอก รีบออกจากกาม

เดินตามขันธ์สามเรื่อยไป เสร็จกิจสิบหก

ไม่ตกกันดาร เรียกว่านิพพานก็ได้”

อธิบายคำ

“แก้ว” ณ ที่นี้ หมายถึง พระรัตนตรัย แก้ว ๓ ประการ คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ

“ขันธ์สาม” หมายถึง การศึกษาสัมมาปฏิบัติไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา อันมี รายละเอียดอยู่ในอริยมรรคมีองค์ ๘

“กิจสิบหก” หมายถึง การพิจารณาอริยสัจทั้ง ๔ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธมรรค) ใน กายมนุษย์ ๑ กายทิพย์ ๑ กายพรหม ๑ และกายอรูปพรหม ๑ รวมเป็นกิจ ๑๖ ให้เห็น ตามธรรมชาติที่เป็นจริง ด้วยญาณ ๓ คือ สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ มีอาการ ๑๒

“นิพพาน” คือ

๑) สภาวธรรมที่สิ้นทุกข์ เป็นบรมสุขอย่างถาวร

๒) พระ นิพพานธาตุ อมตธรรมที่ทรงสภาวะพระนิพพาน นั่นไว้

๓) อายตนะ คือ พระนิพพาน ที่สถิตอยู่ของพระนิพพานธาตุ คือ ธรรมกายตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าและ พระอรหันต์ขีณาสพ ผู้ดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ

“ธรรมกาย” ณ ที่นี้ คือ ธรรมที่ประชุมคุณธรรมของพระอริยสงฆ์/พระ อริยเจ้า และ ของพระพุทธเจ้า ได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ และ นิพพาน ๑ เป็นต้น

หลวงป๋า

Share: