ป่ามงคลธรรม อ.สีคิ้ว7 ชั่วโมง ·
ดูความเป็นไปของเทพยดาในชั้น “ปรนิมมิตวสวัตดี”
เห็นเทพบุตร/เทพธิดามารในชั้นนี้ มีทิพยวิมานลอยอยู่ในอากาศส่วนบนสุดของกามภพ จัดเป็นพวก
“อากาสัฏฐเทวดา” เทพบุตร/เทพธิดา ในชั้นนี้ เมื่อต้องการเสวยกามคุณ ๕ ได้แก่ รูป-เสียง-กลิ่น-รส-โผฏฐพพะ (สิ่งสัมผัสทางกาย) เวลาใด เวลานั้น เทวดาที่เป็นผู้รับใช้ ก็จัดการ เนรมิตขึ้นให้เสวยชมเชยตามความประสงค์ของตน เทพยดา (เทพบุตร/เทพธิดา) ในชั้นนี้จึง ไม่มีคู่ครองเป็นประจำของตน มีรูปร่างและทิพยวิมาน-ทิพยสมบัติ ที่สวยงามละเอียดประณีต กว่าของเทพยดาในชั้นนิมมานรดี และอายุขัยก็ยืนยาวกว่า
มี “ท้าววสวัตดี” เป็นจอมเทพในชั้นนี้ ซึ่งแต่เดิมจัดเป็นพญามารผู้ได้เคยผจญ พระพุทธเจ้าเมื่อคืนวันเพ็ญเดือนวิสาขะ (เดือน ๖) เมื่อ ๒๕๙๗ ปีที่ผ่านมา เป็นคืนที่พระมหาโพธิสัตว์เจ้ากำลังบำเพ็ญสมณธรรมที่ใต้ควงไม้ศรีมหาโพธิ์ แต่ได้พ่ายแพ้พระบารมีของ พระมหาโพธิสัตว์เจ้า และพระมหาโพธิสัตว์เจ้าได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็น พระพุทธเจ้าในตอนรุ่งอรุณของคืนนั้นเอง
และในกาลต่อมา เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิ- เสสนิพพานธาตุแล้ว ต่อจากนั้นอีกประมาณ ๓๐๐ กว่าปี ถึงกาลของพระเจ้าอโศกมหาราช ผู้ทรงมีพระศรัทธาแก่กล้าในพระรัตนตรัย ได้สร้างพระสถูปเจดีย์จำนวนมากทั่วชมพูทวีป (ตามความหมายอย่างแคบ คือ ประเทศอินเดีย) เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่พระองค์ทรง ได้จากสถูปศิลาที่ทำขึ้นในสมัยพระเจ้าอชาตศัตรู เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และได้ฝังไว้
“ท้าววสวัตดี” พญามารนี้ ซึ่งในกาลนั้นยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ ได้กระทำอุปสรรคแก่ การก่อสร้างพระมหาเจดีย์เหล่านี้ จนพระเจ้าอโศกมหาราชไม่สามารถจะสร้างให้สำเร็จได้โดยสะดวก
ต่อมาได้โปรดให้สร้างพระมหาสถูปเจดีย์องค์ใหญ่ สูงครึ่งโยชน์ ประดับด้วยแก้วมณี ต่างๆ ส่องสว่างรุ่งเรือง ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ใกล้กรุงปาฏลีบุตร เพื่อประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุที่กันไว้ส่วนหนึ่ง จากที่ส่งไปบรรจุไว้ในพระสถูปเจดีย์ที่ทรงให้สร้างไว้ทั่ว ชมพูทวีปนั้น แล้วมีพระราชดำริที่จะทำการฉลองพระบรมสารีริกธาตุทั่วทั้งชมพูทวีป รวมทั้งที่ทรงบรรจุไว้ในพระมหาสถูปใหญ่เป็นเวลา ๓๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน ก็ทรงปริวิตกว่า จะถูกพญามารรังควาญอีก จะมีวิธีใดที่จะป้องกันอุปสรรค/อันตรายอันจะเกิดขึ้นในระหว่างงาน ฉลองพระบรมสารีริกธาตุครั้งนี้
จึงได้เสด็จไปปรึกษากับพระโมคคัลลีบุตรมหาเถระ ผู้เป็น ประธานสงฆ์ และได้เป็นที่ตกลงกันในหมู่สงฆ์ให้นิมนต์ “พระอุปคุตตมหาเถระ” ผู้เป็น พระอรหันต์ซึ่งมีฤทธิ์มาก สามารถปราบการก่อการร้ายของพญามารได้ จึงได้โปรดให้ไป อาราธนาพระอุปคุต ซึ่งสถิตอยู่ในปราสาทแก้วที่เนรมิตไว้ ณ สะดือทะเลในท้องมหาสมุทร ขอเมตตาให้ท่านมาช่วยปราบพญามารนี้ ครั้นพญามารมากระทำการร้าย เพื่อทำลายงาน พิธีฉลองพระบรมสารีริกธาตุ พระอุปคุตก็ได้อธิษฐานสุนัขเน่าพันคอพญามารไว้ที่เขาพระสุเมรุ จนท้าววสวัตดีมารได้คลายจากมิจฉาทิฏฐิ และยอมจำนนพ่ายแพ้ต่อพระอุปคุต ครั้นพระ อุปคุตได้คลายท้าววสวัตดีมารให้พ้นจากเครื่องทรมาน (สุนัขเน่า) นั้นแล้ว
ท้าววสวัตดีมารกลับได้มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย เปล่งพระวาจาขอถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็น ที่พึ่ง กลับเป็นจอมเทพผู้สัมมาทิฏฐิ และได้ตั้งจิตอธิษฐานเข้าสู่พุทธภูมิบำเพ็ญพุทธการกธรรม เพื่อความเป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
อนึ่ง ในกาลนั้น พระอุปคุตได้ขอร้องให้ท้าววสวัตดีซึ่งเคยได้เห็นพระพุทธเจ้าและ พระสาวกมาก่อน ได้ช่วยเนรมิตพระวรกาย (เนื้อ) ของพระพุทธเจ้าและพระสาวกให้ท่าน ได้เห็นสักครั้ง ท้าววสวัตดีจึงได้อธิษฐานเนรมิตพระวรกายของพระพุทธเจ้าพร้อมด้วย พระสาวกให้ท่านดู ครั้นได้เห็นนิมิตของพระพุทธองค์พร้อมด้วยพระอรหันตสาวกเช่นนั้น แล้ว พระอุปคุตมหาเถระจึงได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้าที่ท้าววสวัตดีได้เนรมิตขึ้นนั้น ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ด้วยความเลื่อมใสศรัทธายิ่ง
#ดูความเป็นไปของเทพบุตร/เทพยดา
ในชั้น “นิมมานรดี”
มีทิพยวิมานล่องลอยอยู่ในอากาศระดับรองลงมา เทพบุตร เทพธิดาในชั้นนี้ เมื่อ ปรารถนาหรือต้องการเสวย/เสพกามคุณ ๕ ใด-อย่างใด-เวลาใด ก็เนรมิตกามคุณนั้นขึ้นเสวย/ เสพ ตามความพอใจของตน และก็มีความยินดี-พอใจ-เพลิดเพลินอยู่ในอารมณ์นั้น
มี “ท้าวสุนิมมิต” เป็นจอมเทพ ซึ่งเมื่อท้าววสวัตดีต้องการ ท้าวสุนิมมิตก็จะแปลง กายเป็นพญาช้างทรงชื่อ “นาฬาคิรีเมขล์” เป็นพาหนะถวายงานแด่ท้าววสวัตดี และได้ยิน ว่า ท้าวสุนิมมิตก็ได้กลับเป็นสัมมาทิฏฐิมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะและได้อธิษฐานเข้าสู่พุทธภูมิ บำเพ็ญบารมีเพื่อความเป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วยเช่นกัน
ทั้ง ๒ ภูมินี้ คือ “ปรนิมมิตวสวัตดี” และ “นิมมานรดี” จัดเป็น “มารโลก” คือ โลกของมาร บริษัทบริวารของจอมเทพทั้ง ๒ ภูมินี้ มีทั้งที่เคยได้ฟังธรรม ได้แก่ “มงคลสูตร”, “ธัมมจักกัปปวัตนสูตร”, “มหาสติปัฏฐานสูตร” และ/หรือ “มหาสมัยสูตร”,
“ราหุโลวาท- สูตร”, “สมจิตตสูตร” แล้วได้บรรลุคุณธรรมเป็นพระอริยบุคคล หรือได้กลับใจเป็น สัมมาทิฏฐิผู้นับถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง และมีทั้งที่ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ก็ไม่น้อย เฉพาะ เทพยดาที่เป็นปุถุชนทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อจุติ (ตาย/เคลื่อนจากภพภูมิ) ที่จะได้มาบังเกิดเป็นเทพยดา หรือแม้เป็นมนุษย์อีกนั้นน้อยนัก
แต่ที่ได้ไปบังเกิดในทุคคติภูมิ คือ ไปเกิดเป็นเปรต หรือสัตว์นรก-อสุรกายหรือสัตว์เดรัจฉานนั้น มีมากต่อมากนัก เหตุเพราะเมื่อได้มาเกิดเป็น เทพยดาและได้เสวยสุขด้วยกามคุณจนลืมทุกข์แล้ว ยังมีอัธยาศัยที่เป็นมารคอยขัดขวาง คุณความดี และปล่อยจิตใจตกอยู่ใต้อำนาจของอวิชชา-กิเลส-ตัณหา อุปาทาน กรรมและกิเลส ตัณหา จึงพาให้ไปเกิดในทุคคติภูมิแทบทั้งสิ้น ด้วยประการฉะนี้ แล
เทพบุตร/เทพธิดา ผู้เป็นปุถุชนในมารโลกนี้ ชื่อว่า “มาร” เพราะเมื่อยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ มีอัธยาศัยคอยขัดขวางการบำเพ็ญคุณความดี ดังตัวอย่างเช่น ทั้งท้าววสวัตดี (พญามารเดิม) และเทพธิดามาร ได้เคยเป็นผู้คอยขัดขวางเหนี่ยวรั้งบุคคล ดังเช่น ได้เคยผจญพระมหาโพธิสัตว์เจ้า มิให้ล่วงพ้นจากแดนกาม ซึ่งอยู่ในอำนาจครอบงำของตน คำว่า “มาร” จึงมีความหมาย อีกประการหนึ่งว่า ธรรมชาติที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากคุณความดี กล่าวคือ ธรรมชาติที่คอย ขวางกั้นไม่ให้บุคคลบรรลุคุณความดี หรือให้ตายจากคุณความดี โดยที่สุดขวางกั้นมิให้ บรรลุ มรรค ผล นิพพาน เป็นต้น
“มาร” ตามความหมายนี้มี ๕ อย่าง คือ “กิเลสมาร”
-มาร คือกิเลส ๑
-ขันธมาร” มาร คือความเจ็บไข้ ๑
-อภิสังขารมาร” มาร คืออภิสังขารที่ปรุงแต่งด้วยบาป-อกุศลกรรม ๑
-เทพ/เทวบุตรมาร” มาร คือเทพบุตร (ถ้าเป็นหญิงก็เรียกว่าเทพธิดามาร) ๑ และ
-มัจจุมาร” มาร คือความตาย อีก ๑
ต่อจากชั้นปรนิมมิตวสวัตดี และ นิมมานรดี
หลวงป๋า











ไลน์ "@wlps" เพื่อรับข่าวสารจากทางวัด