ดูความเป็นไปในสวรรค์ชั้น ดุสิตาภูมิ

๔.ดูความเป็นไปในสวรรค์ชั้น “ดุสิตาภูมิ”

เทวดาในชั้นนี้ก็สถิตอยู่ในวิมานตั้งลอยอยู่ในอากาศ และเป็น “อากาสัฏฐเทวดา” เทวดาในชั้นดุสิตนี้ย่อมถึงพร้อมด้วยความยินดีและแช่มชื่นอยู่ในทิพยสมบัติอันเป็น สิริมงคลยิ่งของตน ทิพยวิมานและทิพยสมบัติก็ละเอียดประณีตและสว่างไสวรุ่งโรจน์ ยิ่งกว่าของเทพยดาที่เป็นปุถุชนอื่นทั้งหลาย จอมเทพในชั้นนี้ ชื่อว่า “ท้าวสันดุสิต” มี หลายองค์

สำหรับผู้ประพฤติสุจริตธรรม ได้แก่ ประพฤติอยู่ในกายสุจริต วจีสุจริต และ มโนสุจริต และ/หรือ ปฏิบัติไตรสิกขา อบรมกาย-วาจา ใจ โดยทาง ศีล-สมาธิ-ปัญญา อันเป็นปณีตกุศล และ/หรือ ผู้ประพฤติธรรมสูงยิ่งขึ้นไปอีก ให้เจริญขึ้นเป็นอธิศีล-อธิจิต- อธิปัญญา ด้วยการเจริญกัมมัฏฐาน ๔๐, โพธิปักขิยธรรม ๓๗, วิปัสสนาภูมิ 5 เป็นต้น ทั้งหลาย เมื่อก่อนทำกาละ (ตาย) ยังไม่เสื่อมจากคุณธรรมดังกล่าว ย่อมไปบังเกิดใน ชั้นดุสิตาภูมินี้โดยมาก และ เป็นเทพบุตรทั้งสิ้น แม้เทวดาที่เป็นบริวารอันเกิดขึ้นในวิมาน ด้วยอำนาจบุญบารมีของแต่ละท่านก็ล้วนเป็นเทพบุตรทั้งนั้น

นอกจากพระโพธิสัตว์เจ้า ผู้ดำรงอยู่ในสัจจานุโลมิกญาณภูมิแล้วเทพบุตร ในชั้นดุสิตาภูมินี้ เมื่อได้ฟังธรรม มี “มงคลสูตร”, “ธัมมจักกัปปวัตนสูตร” และ/หรือ “มหาสมัยสูตร” เป็นต้น ย่อมได้บรรลุคุณธรรมเป็นพระอริยบุคคลตามระดับภูมิธรรม ต่างๆ ที่ปฏิบัติได้ เป็นจำนวนมาก สำหรับท่านที่บรรลุพระอรหัตตผล พิจารณาปัจจเวกขณ์ แล้ว ก็จะปรินิพพานในวันนั้นเลยทีเดียว

อนึ่ง พระโพธิสัตว์ ทุกๆ พระองค์ ก่อนที่จะมาบังเกิดในมนุษยโลก และได้สำเร็จ อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นภพสุดท้ายนั้น ก็ย่อมบังเกิดอยู่ในชั้นดุสิตาภูมินี้ทั้งหมด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มาบังเกิดในอนาคต เช่น พระศรีอารยเมตไตรย พร้อมด้วยผู้ที่จะมา บังเกิดเป็นอัครสาวกนั้น เวลานี้ก็เสวยทิพยสมบัติอยู่ในดุสิตาภูมิเหมือนกัน ต่อเมื่ออายุขัย ของมนุษย์ได้ ๘๐,๐๐๐ ปี ในเวลาข้างหน้านี้แล้ว พระองค์ท่านพร้อมด้วยผู้ที่จะเป็นอัครสาวก ก็จะได้จุติจากดุสิตาภูมิลงมาบังเกิดในมนุษยโลก และได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ และ อัครสาวกโพธิญาณสืบต่อไป ข้อนี้ก็เป็นเหตุที่กล่าวได้ว่า เทวโลกชั้นดุสิตนี้ เป็นภูมิที่ประเสริฐ กว่าเทวภูมิชั้นอื่นๆ

ผู้เจริญภาวนาได้ถึง “ธรรมกายสุดละเอียด” ตราบใดที่ยังไม่เจริญสมถวิปัสสนา- ภาวนา ให้ได้บรรลุคุณธรรมเป็นพระอริยบุคคล ยังจัดเป็นโคตรภูบุคคลอยู่ ต่อเมื่อ เจริญสมถวิปัสสนาให้เห็นแจ้งในพระอริยสัจ ๔ เจริญมรรคญาณ-ผลญาณ กำจัดสัญโญชน์ (กิเลสเครื่องร้อยรัดให้ติดอยู่กับโลก) อย่างน้อย ๓ ประการ (คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา

และสีลัพพตปรามาส) ขึ้นไปได้ จึงก้าวล่วงข้ามโคตรปุถุชนเป็นพระอริยบุคคลตามระดับ ภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้

ถึงอย่างไรก็ตาม ผู้เจริญภาวนาถึงธรรมกายที่สุดละเอียดอยู่เสมอ เจริญภาวนา ตรวจภพ/จักรวาล มาถึง “ดุสิตาภูมิ” นี้ หากจะอธิษฐานจิต (หรือโดยอธิษฐานให้ “จักรแก้ว” นำไปสู่วิมานของตน) ไปดูวิมานของตนว่า มีปรากฏอยู่หรือไม่ โดยมากก็ย่อม จะทราบและเห็นได้ รู้จักได้ว่า มีวิมานของตนปรากฏขึ้นในชั้นดุสิตาภูมินี้อย่างไร เมื่อ อธิษฐานจิตเข้าไปดู ณ ภายในวิมานของตน ก็จะเห็นสมบัติอันเป็นทิพย์ รวมทั้งเทพบุตร ผู้เป็นบริวารของตนที่ได้เคยบำเพ็ญบุญกุศล/บารมีไว้มากน้อยเพียงไร อีกด้วย

แท้ที่จริง ผู้บำเพ็ญบุญกุศลด้วยสติปัญญาอันเห็นชอบ ได้แก่ ทานกุศล ศีลกุศล และ ภาวนากุศล เป็นต้น ย่อมปรากฏทิพยวิมานของตนพร้อมด้วยทิพยสมบัติ และเทพบุตร/ เทพธิดา ผู้เป็นบริวารสมบัติ ด้วยอำนาจของบุญ/บารมี ที่ได้บำเพ็ญไว้ รออยู่ในชั้นภูมิ ของเทวโลก/พรหมโลก หรือในอรูปโลก ตามระดับภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้เป็นธรรมดา แต่ถ้ากลับประพฤติบาปอกุศล วิมานดังกล่าวย่อมอันตรธานหายไป

ความที่มีวิมานพร้อมด้วยทิพยสมบัติและบริวารสมบัติปรากฏรออยู่ในเทวโลก ของ ผู้บำเพ็ญกุศลคุณความดีในระดับต่างๆ ที่สูงกว่ามนุษยธรรม และสามารถรู้-เห็นได้สำหรับ ผู้ปฏิบัติธรรมที่เจริญสมถะ-วิปัสสนาภาวนา โดยมีศีลเป็นบาทฐาน อันมีนัยและรายละเอียด อยู่ในพระอริยมรรคมีองค์ ๘ จนสามารถเจริญ อภิญญา มีทิพพจักษุ ทิพพโสต เป็นต้น ได้ ตามรอยบาทพระพุทธองค์ นั้น ได้มีตัวอย่าง เช่น สมัยเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนะ แขวงกรุงพาราณสี นั้น ได้ทรงปรารภเรื่องของ “นันทิยะ” ผู้เป็นบุตรของตระกูลผู้มีศรัทธาในพระรัตนตรัย จำเดิมแต่บิดา/มารดาทำกาละ นันทิยะก็ได้ เป็นมหาทานบดีแทนบิดา ได้บำเพ็ญบุญกุศลบำรุงพระภิกษุสงฆ์ และแม้ตั้งอาหารเลี้ยง เด็กกำพร้าและคนเดินทาง เมื่อกำหนดอานิสงส์ของการถวายอาวาสได้ จึงได้สร้างศาลา ๔ มุข ประดับด้วยห้อง ๔ ห้อง และได้มอบถวายอาวาสนั้นแด่พระภิกษุสงฆ์ มีสมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้าทรงเป็นประมุข หลั่งน้ำทักษิโณทกถวายอาวาส คือ ศาลา ๔ มุขแด่พระบรมศาสดา แล้ว ด้วยบุญกุศลนั้น จึงปรากฏปราสาททิพยวิมาน กว้างประมาณ ๑๒ โยชน์ สูงประมาณ

๑๐๐ โยชน์ สำเร็จด้วยรัตนะ ๗ และสมบูรณ์ด้วยนางอัปสร ผุดขึ้นรออยู่เพื่อเขา (นันทิยะ) ทันทีที่หลั่งน้ำทักษิโณทกนั่นเทียว

ภายหลัง ต่อมาวันหนึ่ง พระมหาโมคคัลลานเถระได้ไปท่องเที่ยวในเทวโลกได้เห็น ปราสาทอันเป็นทิพยวิมานว่างเปล่าจากเจ้าของ คงมีแต่นางอัปสร จึงได้สอบถามเหล่าเทพบุตร ว่า ปราสาททิพย์เต็มไปด้วยหมู่นางอัปสรนี้ผุดเกิดขึ้นเพื่อใคร ? พวกเทพบุตรได้พากัน ตอบว่า “ท่านผู้เจริญ ปราสาททิพยวิมานนั่นเกิดขึ้นเพื่อบุตรคฤหบดี ชื่อ นันทิยะ ผู้สร้าง วิหารถวายพระบรมศาสดาในป่าอิสิปตนะ” พวกนางอัปสรเห็นพระเถระก็พากันลงจาก ปราสาททิพยวิมาน กราบเรียนท่านว่า “ท่านผู้เจริญพวกดิฉันเกิดในที่นี้ ด้วยหวัง “จักเป็น นางบำเรอท่านนันทิยะ” แต่ท่านนันทิยะก็ยังไม่มา รู้สึกระอาใจนัก พระผู้เป็นเจ้าช่วย บอกแก่เขาให้ละสมบัติมนุษย์ มาสู่สวรรค์ถือเอาทิพยสมบัติ เหมือนทำลายถาดดินแล้ว ถือเอาถาดทองคำ ฉะนั้น ด้วยเจ้าค่ะ”

พระมหาโมคคัลลานะเถระครั้นกลับจากเทวโลก ก็รีบไปเฝ้าพระบรมศาสดา กราบทูล ถามว่า “พระเจ้าข้า ทิพยสมบัติย่อมเกิดแก่บุคคลผู้ทำความดีที่ยังมีชีวิตอยู่ในมนุษย์โลก อย่างนี้ด้วยหรือ พระเจ้าข้า?”

พระบรมศาสดาจึงตรัสตอบว่า “โมคคัลลานะ ทิพยสมบัติที่เกิดแล้วแก่นันทิยะใน เทวโลก อันเธอก็เห็นเองแล้วมิใช่หรือ? ไฉนเธอจึงถามเราด้วยเล่า ?” ตรัสดังนี้แล้ว จึง ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า “จิรปปวาสี” เป็นต้น แปลความว่า

“ญาติ มิตร และคนมีใจดีทั้งหลาย เห็นบุรุษผู้ไปอยู่ต่างถิ่นมานาน มาแล้วแต่ที่ไกล โดยสวัสดี ย่อมยินดียิ่งว่า “มาแล้ว” ฉันใด บุญทั้งหลาย ก็ย่อมต้อนรับแม้บุคคลผู้กระทำบุญไว้ ซึ่งไปจากโลกนี้สู่โลกหน้า ดุจพวก ญาติเห็นญาติที่รักมาแล้ว ต้อนรับอยู่ ฉันนั้น แล”

หลวงป๋า

Share: