นิพพานถอดกาย และ นิพพานเป็น
โดย หลวงป๋า
“พระพุทธเจ้า” ที่บำเพ็ญบารมีบรรลุเร็วด้วยปัญญา (พระปัญญาธิกะพุทธเจ้า)
ต้องบำเพ็ญบารมี ๔ อสงไขยแสนมหากัปป์
ที่บำเพ็ญบารมีสูงกว่านี้ ๘ อสงไขยแสนมหากัปป์ (พระสัทธาธิกะพุทธเจ้า)
และยังมีที่บำเพ็ญบารมี ๑๖ อสงไขยแสนมหากัปป์ (พระวิริยาธิกะพุทธเจ้า) เช่น พระศรีอาริยเมตไตรย
ขึ้นอยู่ที่ว่า ท่านปรารถนาที่จะเป็น “พระสัพพัญญูพุทธเจ้า” ในฐานะอะไร หรือ ด้วยคุณธรรมไหน
คุณธรรม…จริง ๆ รวมกันหมดแหละ
แต่ “เน้นหนักที่ปัญญา” ก็ ๔ อสงไขยแสนมหากัปป์
“เน้นหนักที่ศรัทธา” ก็ ๘ อสงไขยแสนมหากัปป์
“เน้นหนักที่ความเพียร” ซึ่งคลุมหมดทั้งศรัทธาและปัญญา ก็ ๑๖ อสงไขยแสนมหากัปป์
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ โปรดสัตว์แล้ว…ก็จะ “ดับขันธ์” คือ กายเนื้อแตกทำลาย เข้าสู่ “ปรินิพพาน” ด้วย “ธรรมกายพระนิพพาน” ที่บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณของพระองค์… สถิตอยู่ใน (อายตนะ) นิพพาน
หลวงพ่อวัดปากน้ำ (สด จนฺทสโร) ได้ค้นพบต่อไปว่า
นิพพานนี้เป็น “นิพพานถอดกาย” (ถอดเบญจขันธ์) คือ “นิพพานของธรรมกาย” ซึ่งกายเนื้อแตกทำลาย จึงชื่อว่า ดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพานด้วย… “ธรรมกาย” พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ของ พระพุทธเจ้า
หรือด้วย… “ธรรมกาย” พระอรหัต ของ พระอรหันต์
แต่ก่อนหน้านี้ พระพุทธเจ้า…ก่อน ๆ นั้น บำเพ็ญบารมีมากยิ่งกว่านี้อีก จนพระวรกาย ธาตุธรรม “เห็น จำ คิด รู้” … ใสบริสุทธิ์ เป็นแก้ว เข้านิพพาน “ทั้งกายเนื้อ” ทุกกาย … สุดกายหยาบ กายละเอียด
สถิตอยู่ใน (อายตนะ) นิพพานเป็น นี่เข้าสู่พระนิพพานด้วย “กายเนื้อ” คือ ใสเป็นแก้ว เมื่อสำเร็จแล้ว … ใสเป็นแก้วไปหมด พระนิพพานที่ว่านี้ ชื่อว่า “พระนิพพานเป็น”
ผู้ที่ปฏิบัติธรรมถึง พระนิพพานเป็น จะพบพระพุทธเจ้าที่ชื่อว่า “พระพุทธเจ้าต้นธาตุต้นธรรม” มีพระวรกายใหญ่ มีพระรัศมีมากและบริสุทธิ์ สมบูรณ์ บริบูรณ์ ด้วยบุญศักดิ์สิทธ์ บารมี รัศมี กำลังฤทธิ์
อำนาจ สิทธิ สิทธิเฉียบขาด ฯลฯ มีพุทธานุภาพมาก
สามารถช่วยสัตว์โลกได้นับประมาณไม่ได้ เรียกว่า แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล
เมื่อมีพระพุทธเจ้าอย่างนี้ มาตรัสรู้แต่ละองค์ พร้อมด้วย…พระอนุพุทธะ
หรือจะเรียกว่า “ต้นธาตุ” พร้อมด้วย “กลางธาตุ” สามารถจะช่วยสัตว์โลกได้เป็นแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาลรื้อสัตว์ขนสัตว์ แม้แต่มดแม้แต่ปลวก…ก็ไม่เหลือ เพราะ…อายุของท่านยืน…นั่นประการหนึ่ง
ด้วยบุญศักดิ์สิทธ์ บารมี รัศมี กำลังฤทธิ์ อำนาจ สิทธิ สิทธิเฉียบขาด ฯลฯ ของท่าน…อีกอย่างหนึ่ง
เพราะฉะนั้น ผู้ที่บำเพ็ญบารมีอยู่ในสายธาตุธรรม…ที่เคยบำเพ็ญบารมีมาแล้ว จึงเข้ามาสู่ในสายธาตุธรรม…ที่เมื่อเจริญแก่กล้าแล้ว จะสมบูรณ์ บริบูรณ์ ด้วยบุญศักดิ์สิทธ์ บารมี รัศมี กำลังฤทธิ์ ฯลฯ ดังกล่าวตามระดับภูมิธรรม…ที่ปฏิบัติได้
“ภาคมาร” เขาก็บำเพ็ญตรงกันข้าม คอยขัดขวาง สอดละเอียดมาในธาตุธรรม “เห็น จำ คิด รู้” ของสัตว์ให้บำเพ็ญบารมี…น้อยลง ๆ แล้วก็บรรลุ มรรค ผล นิพพาน ที่ช่วยสัตว์โลกได้น้อยลง ๆ ตามลำดับเหมือนกัน
แต่ไม่ได้หมายความว่า…เมื่อเป็น “พระพุทธเจ้า” แล้ว … “มาร” จะทำอะไรท่านได้
“มาร” ทำอะไรท่านไม่ได้ เพราะ (พระพุทธเจ้า) เป็น ธาตุล้วนธรรมล้วน … ที่บริสุทธ์แล้ว แต่ว่า บุญศักดิ์สิทธ์ บารมี รัศมี กำลังฤทธิ์ อำนาจ สิทธิ สิทธิเฉียบขาด ฯลฯ ก็เป็นไปตามระดับบารมี…ที่แต่ละพระองค์ได้บำเพ็ญมา แปลว่า ทรงสามารถช่วยสัตว์โลกได้…ตามระดับบารมีของแต่ละพระองค์
หลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้นำธรรมของพระพุทธเจ้า มาให้แก่พวกเราทั้งหลาย ถ้าใครปฏิบัติ เข้าถึง รู้เห็น และเป็น ก็จะเข้าใจ และเห็นแนวทาง…ตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านว่าไว้
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า…ทุกคนจะเข้ามาสู่ครรลองในธาตุธรรมที่ปฏิบัตินี้ ด้วยกันทุกผู้ทุกนาม…ก็หามิได้ ขึ้นอยู่ที่ “บุญบารมี” ของแต่ละคน ที่จะบำเพ็ญบารมีไปสู่ … “พระนิพพานถอดกาย” หรือ จะเข้าสู่ … “พระนิพพานเป็น”
เมื่อเราปฏิบัติลึกเข้าไปแล้ว…จะเข้าใจ จะเห็นถ่องแท้ว่า “ภาคมาร” เขามีอิทธิพลต่อ สัตว์โลก
แต่…ไม่มีอิทธิพลต่อ “ภาคพระ” เขามีอิทธิพลเฉพาะต่อ สัตว์โลก เพราะ สัตว์โลก…เขามีส่วนสำคัญปรุงแต่งขึ้นมา
“ฝ่ายบุญ” ปรุงแต่งไหม ?
มีส่วนปรุงด้วย แต่ปรุงแต่งในระดับ “โลกียะ”
อันเป็นฐานให้ถึง “โลกุตตรธรรม”
แล้วแต่ใครจะถูกปรุงในระดับไหน
แล้วแต่ส่วนผสมของ “พระ” และ “มาร” ที่ปรุงกัน
ตรงนี้…ฟังให้ดี
ไม่ใช่ว่า “มาร” มีอำนาจเหนือ “พระ”
แต่ว่า “มาร” มีอำนาจเหนือ สัตว์โลก … เพราะเขาปรุง ส่วนใหญ่…เป็นฝีมือของเขา
ตั้งแต่เกิดมานี่ เกิดมาด้วยอำนาจของ “ตัณหา” แท้ ๆ นะ กรรม เป็นเขตให้มาเกิดในภพภูมิไหน (ตามกรรมดี กรรมชั่ว) ตัณหา เป็นเชื้อให้มาเกิดในภพภูมินั้น … นี่มันของเขาทั้งนั้นนะ ใครก็ตามที่ไม่ว่าจะถูกปรุงแต่งด้วยมารระดับไหน ชื่อว่า “สังขาร”
ถ้ามี “ทุนเดิม” หรือ “ปุพเพกตปุญญตา”
เป็น บุญ บารมี อุปบารมี ปรมัตถบารมี … อยู่ในธาตุธรรม “เห็น จำ คิด รู้” … ติดตัวมาด้วยมากเพียงไร
และ บุญบารมีนั้น…ส่องสว่างในธาตุธรรม “เห็น จำ คิด รู้” คือ “ใจ”
ให้…คิดถูก รู้ถูก เห็นถูก พูดถูก มากกว่า…คิดผิด รู้ผิด เห็นผิด ทำผิด นำผู้อื่นผิด ๆ ก็ย่อมดำเนินชีวิตไป ในแนวทางที่เป็นบุญ เป็นกุศล มี ทานกุศล ศีลกุศล ภาวนากุศล … เพียงนั้น นั่นคือ บุญบารมีเดิม … ส่งมาร่วมกับ บุญบารมีที่บำเพ็ญขึ้นใหม่
ใครมีบุญ มีบารมี … ที่บำเพ็ญมาโดยชอบแล้ว
ธาตุธรรม “เห็น จำ คิด รู้” … สะอาดบริสุทธิ์แล้ว
จะนำชีวิตของเรา ให้ไปสู่ครรลองแห่งธรรมปฏิบัติ…ที่ไปสู่ มรรค ผล นิพพาน
ไม่เบี้ยว ไม่บูด ไม่หลงทาง
ถ้าใครทำถูกต้องอย่างที่ “หลวงพ่อวัดปากน้ำ” ทำแล้วจะสามารถ รู้เห็น ได้ชัดเจน และจะรู้ลู่ทาง ในการประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อจะเจริญ “บุญบารมี” … ให้เจริญได้เร็ว
ต่อแต่นี้ไป…ก็ตั้งใจประกอบการบุญการกุศล
อย่าละ อย่าวาง จงทำบ่อย ๆ เนือง ๆ
ทั้ง ทานกุศล ศีลกุศล ภาวนากุศล
เพื่อให้ถึง…ธรรมที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
เพื่อ “บำเพ็ญบารมี” … ให้เต็มทั้ง ๑๐ ประการ ให้สมบูรณ์
*** เรียบเรียงบางตอนจาก
นิตยสารธรรมกาย ฉบับที่ ๒๓
มกราคม – มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕
ที่มา










ไลน์ "@wlps" เพื่อรับข่าวสารจากทางวัด