วิธีเจริญภาวนาดูความเป็นไปของสัตว์โลกในรูปภพ(ตามแนววิชชาธรรมกาย)

ป่ามงคลธรรม อ.สีคิ้ว 7 ชั่วโมง  ·

วิธีเจริญภาวนาดูความเป็นไปของสัตว์โลกในรูปภพ(ตามแนววิชชาธรรมกาย)

หากประสงค์จะตรวจดูความเป็นไปใน รูปภพ คือ ภพของรูปพรหม ผู้ไม่เสพกาม จึงมีวรกายที่ไม่แสดงลักษณะที่เป็นเพศหญิงหรือชาย กล่าวคือ จะมีลักษณะกลางๆ คล้ายๆ ค่อนไปทางลักษณะของเทพบุตร

วิธีเจริญภาวนาดูความเป็นไปของสัตว์โลกในภพภูมินี้ ก็ปฏิบัติในทำนองเดียวกัน คือ อธิษฐานเอา “รูปภพ” นั้น มาเป็นกสิณ คือ มาตั้งที่ศูนย์กลางญาณรัตนะของธรรมกาย อธิษฐานขยายข่ายของญาณรัตนะนั้นให้เห็นได้กว้างสุดภพ สุดจักรวาล ก็จะเห็นความเป็นไป ของรูปพรหม ๑๖ ประเภท ได้ คือ

(๓.๑) ดูพรหมชั้นสุทธาวาส ๕ ชั้น

ซึ่งเป็นที่อุบัติและสถิตอยู่ของ (รูป) พรหมอนาคามี ผู้ก่อนทำกาละ (ตาย จากภพก่อน) ได้บรรลุคุณธรรมเป็น พระอนาคามีบุคคล ผู้เจริญรูปฌานถึงปัญจมฌาน (ว่าโดยปัญจกนัย) และยังไม่เสื่อมจากปัญจมฌาน ที่ละเอียดประณีตและมั่นคง (ไม่หวั่นไหว) นั้น จึงอุบัติ คือ มาเกิดเป็น “พรหมอนาคามี”

ในชั้นสุทธาวาส ตาม ความแก่กล้าของอินทรีย์ (ความเป็นใหญ่) ๕ ประเภท/ชั้น และ/หรือ เป็นที่สถิตอยู่ ของพรหมอนาคามี ที่ต่อมาเมื่อได้บรรลุคุณธรรมเป็นพระอรหันต์ ได้พิจารณา ปัจจเวกขณ์แล้ว ก็จะปรินิพพานในวันนั้นเลย เพราะความที่เทพยดา (เทวดา-พรหม- อรูปพรหม) ทั้งหลาย เป็นคฤหัสถ์ที่ขาดคุณสมบัติที่จะบวชเป็นพระภิกษุได้ จึงเป็นหินเพศ ที่ไม่อาจรองรับสภาวะของ “พระอรหันต์” ได้นาน จึงต้องดับขันธปรินิพพานในวันนั้น เองเสมอไป

– พรหมที่มีปัญญินทรีย์แก่กล้าจะมาเกิดในชั้น

“อกนิฏฐภพ/ภูมิ” (อายุ ๑๖,๐๐๐ มหากัป)

พรหมที่มีสมาธินทรีย์แก่กล้าจะมาเกิดในชั้น

“สุทัสสีภพ/ภูมิ” (อายุ ๘,๐๐๐ มหากัป)

– พรหมที่มีสตินทรีย์แก่กล้าจะมาเกิดในชั้น

“สุทัสสาภพ/ภูมิ” (อายุ ๔,๐๐๐ มหากัป)

– พรหมที่มีวิริยินทรีย์แก่กล้าจะมาเกิดในชั้น

“อตัปปาภพ/ภูมิ” (อายุ ๒,๐๐๐ มหากัป)

– พรหมที่มีสัทธินทรีย์แก่กล้าจะมาเกิดในชั้น

“อวิหาภพ/ภูมิ” (อายุ ๑,๐๐๐ มหากัป)

ในอกนิฏฐภพยังเป็นที่ตั้งของ “ทุสสเจดีย์” ที่ประดิษฐานพระภูษาทรง (ฉลอง พระองค์)

ที่เมื่อออกมหาภิเนษกรมณ์ ได้เสด็จข้ามแม่น้ำอโนมานทีแล้ว ทรงหยุดอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำ

ในกาลนั้น พระมหาโพธิสัตว์เจ้าได้อธิษฐานบรรพชา และทรงถอดพระภูษา ที่ทรงอยู่นั้น “ฆฏิการพรหม” พระสหายในอดีตชาติทรงทราบวาระจิตของพระมหา โพธิสัตว์เจ้า จึงรีบเสด็จออกจากอกนิฏฐภพ

มาถวายเครื่องอัฏฐบริขารและทรงรับ เครื่องภูษาทรงของพระมหาโพธิสัตว์เจ้า ไปประดิษฐานไว้ ณ “ทุสสเจดีย์” นี้อีกด้วย

มีข้อสังเกตว่า พรหมอนาคามีในชั้นสุทธาวาสนี้ มีรัศมีโชติช่วงกว่ารูปพรหมทุกชั้น และแม้กว่าอรูปพรหมปุถุชนเสียอีก สถิตอยู่ในวิมานที่ละเอียด ประณีต และใสสว่าง ตั้งลอยอยู่ในอากาศ แต่ละชั้นภูมิอยู่สูง-ต่ำกว่ากัน ตามระดับความละเอียดประณีตของ อินทรีย์ที่แก่กล้ากว่ากัน และอยู่สูงกว่ารูปพรหมในภูมิอื่นๆ ที่รองลงมา แต่ก็อยู่ในพื้นของ รูปภพเดียวกันนั้นเอง

พรหมอนาคามีในชั้นสุทธาวาสนี้ (ยกเว้นพรหมในอกนิฏฐภพ) หากท่านต้องทำกาละ (ตาย) ก่อนบรรลุพระอรหัตตผลแล้ว ท่านย่อมไปบังเกิดในสุทธาวาสภูมิที่สูงกว่า จะไม่เกิด ซ้ำภูมิ และจะไม่ไปเกิดในภพภูมิที่ต่ำกว่าอีก เมื่อบรรลุมรรค-ผล-นิพพาน เป็นพระอรหันต์ ท่านก็จะปรินิพพานในชั้นสุทธาวาสภูมินั้น ในวันนั้นเอง

แต่เฉพาะพรหมอนาคามีในชั้นอกนิฏฐภพ ชื่อว่า

สสังขารปรินิพพายีพรหม คือ พรหมผู้มีความเพียรอันแรงกล้า จักต้องสำเร็จเป็นพระอรหันต์ก่อนจึงปรินิพพาน ในชั้นอกนิฏฐภพนี้เลย ท่านจึงได้ชื่ออีกว่า “ปัจฉิมภวิกบุคคล” หมายถึงเป็นบุคคลผู้มีชาติ สุดท้าย

ต่อจากพรหมสุทธาวาส ๕ เป็นชั้น/ภูมิของ

“รูปพรหม” ผู้เมื่อก่อนทำกาละ (ตาย) จากภพภูมิก่อน เป็นผู้มีความเจริญด้วยคุณธรรม คือ ศีล-สมาธิ-ปัญญา หรือ ฌานสมาบัติ อภิญญา และพรหมวิหารธรรม และยังไม่เสื่อมจากรูปฌานใด (ปฐมฌานภูมิ-ทุติยฌานภูมิ ตติยฌานภูมิ-จตุตถฌานภูมิ โดยจตุกกนัย หรือปัญจมฌานภูมิ โดยปัญจกนัย) ก็ได้มาบังเกิด เป็น “รูปพรหม” ตามระดับฌานภูมินั้นๆ ซึ่งต่อจากนี้ จะได้กล่าวจากชั้นฌานภูมิที่สูงและ รองลงมาตามลำดับ ดังนี้

(๓.๒) ดูรูปพรหมจตุตถฌานภูมิ

(รวมปัญจมฌานภูมิ โดยปัญจกนัย) ได้แก่

– “เวหัปผลาพรหม” มีอายุขัยเต็ม ๕๐๐ มหากัป เกิดแต่อำนาจของ “ปัญจมฌาน กุศล” ที่ประกอบด้วยอุเบกขาเวทนา

– “อสัญญสัตตพรหม” (อสัญญีพรหม) มีอายุขัยเต็ม ๕๐๐ มหากัป อาจารย์บางท่าน ว่า เป็นพรหมที่ไม่มีนามขันธ์ ๔ (เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ) โดยยกเอาสัญญาเจตสิก เป็นประธานว่า “ไม่มีสัญญาเจตสิก”

มีข้อสังเกตว่า พรหม ๒ ภูมินี้ มีอายุขัยเต็ม ๕๐๐ มหากัปเท่ากัน

อนึ่ง กล่าวตามพระพุทธดำรัสตรัสสายปฏิจจสมุปบาทธรรม “ต้องมีนามขันธ์” หากแต่ด้วยวิบากกรรมที่ท่านเจริญสมาธิภาวนาโดยปฏิเสธสัญญา เมื่อก่อนทำกาละ (ตาย) ยังไม่เสื่อมจากฌานและได้มาอุบัติในชั้นนี้ นามขันธ์ ๔ ของท่านสงบระงับ (ด้วยกำลังฌาน) คือ ไม่ทำหน้าที่

กล่าวคือ มีสักแต่มี เมื่อตอนทำกาละ (ตาย) อยู่ในอิริยาบถใด เมื่อมา อุบัติเป็นรูปพรหมในชั้นนี้ เป็น “อสัญญีพรหม” รูปขันธ์ก็ตั้งอยู่ในอิริยาบถเดิมเมื่อก่อน ตาย นิ่ง ไม่ไหวติง (เหมือนคนนอนหลับหรือตาย) มีอายุขัย ๕๐๐ มหากัป เมื่อสิ้นอายุ ก็จุติ (ตาย/เคลื่อนจากภพ) ไปเกิดใหม่ในกามสุคติภูมิ และจะไม่ได้ครองเรือน แต่จะออก บำเพ็ญพรต

ได้บรรลุถึงจตุตถฌาน/ปัญจมฌาน (โดยปัญจกนัย) ทำกาละแล้วก็จะไปเกิด เป็นอสัญญีพรหมตามเดิมอีก เมื่อไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าให้ได้บรรลุมรรคผล นิพพาน ก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ต่อๆ ไปไม่มีที่สิ้นสุด

เฉพาะ “เวหัปผลาภูมิ” นับเป็น ๑ ใน ๓ ภูมิที่ประเสริฐ คือ เวหัปผลาภูมิ ๑ อกนิฏฐภูมิ ๑ และ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ๑ ที่ว่าเป็นภูมิประเสริฐ เพราะ ๓ ภูมินี้ บรรดาอริยบุคคลตั้งแต่พระอนาคามีบุคคลลงมา ชื่อว่า “ปัจฉิมภวิกบุคคล” คือ บุคคล ผู้มีชาติสุดท้ายแล้ว ท่านจึงบำเพ็ญวิปัสสนาด้วยความเพียรอย่างแรงกล้า ชื่อว่า

“สสังขารปรินิพพายีพรหม” บรรลุพระอรหัตตผลแล้วปรินิพพานในภพภูมิ นั้นเอง

เวหัปผลาภูมิ มีรูปพรหม ๓ จำพวก ตามความหยาบละเอียดของฌานที่ทรงอยู่ก่อน ทำกาละ เป็นต้นว่า

– ปัญจมฌานอย่างปณีตะ (ละเอียด) จะไปบังเกิดเป็นเวหัปผลาพรหมในตำแหน่ง สูงเทียบเท่า “มหาพรหม”

– ปัญจมฌานอย่างมัชฌิมะ (กลาง) จะไปบังเกิดเป็นเวหัปผลาพรหมในตำแหน่งเทียบ เท่า “ปุโรหิตาพรหม”

ปัญจมฌานอย่างหีนะ (หยาบ) จะไปบังเกิดเป็นเวหัปผลาพรหมในตำแหน่งเทียบ เท่า “ปาริสัชชาพรหม”

เวหัปผลาพรหมทั้ง ๓ จำพวกนี้ และอสัญญีพรหม ต่างก็มีวิมานตั้งอยู่ในอากาศอยู่ ในพื้นที่ระดับเดียวกัน สำเร็จด้วยรัตนะ ๗ พรั่งพร้อมด้วยสวนดอกไม้ สระโบกขรณี และต้นกัลปพฤกษ์

(๓.๓) ดูรูปพรหมในตติยฌานภูมิ

เป็นภูมิของผู้เจริญด้วยคุณธรรม มี ศีล-สมาธิ-ปัญญา ฌานสมาบัติ อภิญญา และ พรหมวิหารธรรม ที่เมื่อก่อนทำกาละ (ตาย) ยังไม่เสื่อมจากตติยฌาน ก็มาเกิดในภพ/ภูมิ นี้ ตามความละเอียดของตติยฌานที่ทรงอยู่ก่อนทำกาละนั้น และมีอายุขัยตามลำดับ ดังนี้

ตติยฌานที่ละเอียด จะมาบังเกิดเป็น

“สุภกิณหาพรหม”

(เทียบเท่ามหาพรหม) มีอายุ ๖๔ มหากัป

ตติยฌานระดับกลาง จะมาบังเกิดเป็น “อัปปมาณสุภาพรหม” (เทียบเท่าปุโรหิตาพรหม) มีอายุ ๓๒ มหากัป

ตติยฌานระดับหยาบ จะมาบังเกิดเป็น

“ปริตตสุภาพรหม”

(เทียบเท่าปาริสัชชาพรหม) มีอายุ ๑๖ มหากัป

พรหม ๓ จำพวกนี้ มีวิมานตั้งอยู่ในอากาศ ในระดับเดียวกัน

(๓.๔) ดูรูปพรหมในทุติยฌานภูมิ

เป็นภูมิของผู้เจริญด้วยคุณธรรม มี ศีล-สมาธิ-ปัญญา ฌานสมาบัติ อภิญญา และ พรหมวิหารธรรม ที่เมื่อก่อนทำกาละ (ตาย) ยังไม่เสื่อมจากทุติยฌาน ก็มาบังเกิดในภพภูมินี้ ตามความละเอียดของทุติยฌานที่ทรงอยู่ก่อนทำกาละนั้น และมีอายุขัยดังนี้

– ทุติยฌานที่ละเอียด จะมาบังเกิดเป็น

“อาภัสสราพรหม” (เทียบเท่ามหาพรหม) มีอายุ ๘ มหากัป

ทุติยฌานระดับกลาง จะมาบังเกิดเป็น

“อัปปมาณาภาพรหม” (เทียบเท่า ปุโรหิตาพรหม) มีอายุ ๔ มหากัป

ทุติยฌานระดับหยาบ จะมาบังเกิดเป็น

“ปริตตาภาพรหม”

(เทียบเท่า ปาริสัชชาพรหม) มีอายุ ๒ มหากัป

พรหม ๓ จำพวกนี้มีวิมานตั้งอยู่ในอากาศในระดับเดียวกัน

(๓.๕) ดูรูปพรหมในปฐมฌานภูมิ

เป็นภูมิของผู้เจริญด้วยคุณธรรม มี ศีล-สมาธิ-ปัญญา ฌานสมาบัติ อภิญญา และ พรหมวิหารธรรม ที่เมื่อก่อนทำกาละ (ตาย) ยังไม่เสื่อมจากปฐมฌาน ก็มาบังเกิดในภพภูมินี้ ตามความละเอียดของปฐมฌานที่ทรงอยู่ก่อนทำกาละนั้น และมีอายุขัยตามลำดับ ดังนี้๔๙

ปฐมฌานภูมิที่ละเอียด จะมาบังเกิดเป็น “มหาพรหม” เป็นพรหมผู้ยิ่งใหญ่ (หัวหน้า) ของพรหมอื่นๆ ในปฐมฌานภูมินี้ มีอายุ ๑ (วิวัฏฏฐายีอสงไขย) กัป

ปฐมฌานภูมิระดับกลาง จะมาบังเกิดเป็น

“ปุโรหิตาพรหม” เป็นพรหมปุโรหิต (ที่ปรึกษา) ของมหาพรหม มีอายุ ๑/๒ (วิวัฏฏฐายีอสงไขย) กัป

ปฐมฌานภูมิระดับหยาบ จะมาบังเกิดเป็น

“ปาริสัชชาพรหม”

เป็นพรหมที่เป็นบริษัทของมหาพรหม มีอายุ ๑/๓ (วิวัฏฏฐายีอสงไขย) กัป พรหม ๓ จำพวกนี้มีวิมานตั้งอยู่ในอากาศในระดับเดียวกัน

หลวงป๋า

Share: