Mongkol Siriwat รู้สึกได้รับพร กับ Phunnapat Sangnak และคนอื่นๆ อีก 3 คนที่ Ang Sila caladium
#คำสอนของครู : หลวงป๋า มักสอนเสมอๆว่า ให้ ทั้งรู้ ทั้งเห็นและ เข้าไปเป็น
ทั้งรู้ เห็น และเข้าไปเป็น นี้ ใช้ได้ตั้งแต่ เบื้องต้นจนถึงชั้นสูงเลยทีเดียว
#เรื่อง ฌาน
………………………………….
ก่อนอื่นขออธิบายตามแบบสายอื่นๆก่อน
(อธิบายตามความเข้าใจแบบของตัวเอง เป็นภาษาชาวบ้าน ไม่มีภาษาปริยัติ)
…………………………………
***ขออณุญาติอธิบาย***
-ฌาน เกิดขึ้นได้อย่างไร
-ฌาน เกิดขึ้นได้เพราะ ผู้ปฏิบัติ ตัดนิวรณ์ เครื่ิองกั้นปัญญา 5 ประการ จนจิตรวมเป็นหนึ่ง ตั้งมั่น และ สงบ จึงเกิดเป็นฌาน
– จะรักษาฌานนั้นไว้ ทำอย่างไร ทำให้เป็นวสี
**สติ ระลึกได้ เป็นเรื่องสำคัญ
– ผู้ที่มีฌาน พึงระลึกไว้เสมอ เมื่ออยู่ในฌาน ควรทำให้เป็นวสี มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมและรู้อารมณ์ฌาน เมื่อเข้าหรือออกจากฌาน มีสมาธิแน่วแน่ มั่นคง ไม่เผลอสติ
-เมื่อเข้าหรือออก จากฌาน มีสติรู้ว่าเข้าหรือออก อยู่ในฌาน อะไร มีความรู่สึกแจ่มใส ชัดเจน
*เมื่อเข้าแล้ว ให้รู้ว่า เวลานี้อยู่ในฌานอะไรและกำลังจะไปฌานอะไร
*เมื่ออกแล้ว ให้รู้ว่า เวลานี้ออกจากฌานอะไรและกำลังจะไปสู่ฌานอะไร
****สติ จึงเป็นเรื่องสำคัญ****
-ผู้ที่เจริญฌาน ควรทำให้เป็นวสี วสีคือความชำณาน ในการ เข้า-ออก และทรงฌาน เช่นเข้าฌาน 1 ไป4 , 4ไป3 , 3 ไป2, ฯลฯฯฯ ทำแบบนี้จนคล่องแคล่วมั่นคง ทำจนการทรงฌาน ทรงอารมณ์ มีความมั่นคงดี พร้อมเข้าออกได่ทุกเวลา ตามแต่ใจเรา เช่นนี้แล้ว จึงได้ชื่อว่า เป็นผู้ทรงฌาน อย่างแท้จริง
***ความคล่องเเคล่วของฌาน เมื่อจะใช้กำลังฌาน ต้องใช้ได้ ทุกเวลา ทุกขณะจิต กำหนดได้ตามความต้องการ จะเข้าตอนไหนก็ได้ จะออกตอนไหนได้*******
-ไม่ว่าการปฏิบัติในกรรมฐานกองไหน ใน40กอง “เมื่อสมาธิรวมเป็นหนึ่ง ส่วนใหญ่แล้ว จะอยู่เหนือสะดือ2นิัวมือ ผู้ปฏิบัติจะ”เห็น“ได้
-มีสติก็จะ ”รู“ ว่าอยู่ในฌานอะไร และ อารมณ์ฌานนี่เป็นอย่างไร เข้าหรือออก จากฌานอะไร
-ทีนี้การ“เข้าไปเป็น” คือ เมื่อเราเห็นสมาธิรวมเป็นหนึ่ง และรู่อารมณ์ฌาน และเมื่อทรงฌานแล้ว มีสติตั้งมั่น ผ่องแผ้ว คู่ควรแก่งาน ตั้งมั่นไม่ไปไหน พร้อมที่จะพิจารณ์สภาวะธรรม นี้แล้ว คือ “การเข้าไปเป็น” สภาวะธรรมที่บริสุทธิ์ ****จึงจะรู้ว่า บัดนี้ การปฏิธรรมเรา อยู่ในขั้นใด
………………………………
-ในวิชชาธรรมกาย
บางท่านเห็นดวงปฐมมรรคแล้ว แล้วต่อวิชชาถึง18กายแล้ว บางท่านก็ยังไม่เข้าใจ ในวิชชารีบร้อนอย่างทำชั้นสูงๆขึ้นไปโดยพื้นฐานยังไม่เข้าใจ หลวงป๋า แนะนำดังนี่
-ทั้งรู้ ทั้งเห็น และเข้าไปเป็น ที่หลวงป๋าได้สอนลูกศิษย์คืออย่างไร
……………………………
**ขออณุญาต อธิบาย หากว่าผิด ไม่ถูกต้อง ขอให้ทักท้วงด้วยครับ**
***มีสติ ”รู้“ ว่ากายนี่คือกายอะไร ขนาดของกาย และ อารมณ์ฌานเป็นอย่างไร และ จะ “เห็น”ได้ ทั้งความใส ความสว่างและองค์ฌาน
***เมื่อ รู้ เห็น แล้ว จึง“เข้าไปเป็น” กายละเอียดนั้นต่อไป (การละกายหยาบเป็นกายละเอียด)
***(การเข้าไปเป็นนั้น ต้องละความรู้สึกได้จริงๆ แนบแน่นมั่นคง ละกายหยายเป็นกายละเอียดได้จริงๆ )
***เมื่อเราเข้าใจ ” รู้ เห็น เข้าไปเป็น“แล้ว เราจะมีสติตั้งมั่น แนบแน่น มั่นคง จะอยู่ในกลางไม่ออกไปไหน เพราะกายที่ละเอียดรวมหยุดที่จุดเดียว ณ.ศูนย์กลาง คือ กายที่พร้อมจะทำกิจต่อไป จะถูกสอดละเอียดได้ยาก
**วิชชาธรรมกาย เป็นวิชชา ที่ละเอียด ลึกซึ้ง
ถ้าไม่รู้จริง รู้ไม่ละเอียด สอนผิดๆ ผู้ได้รับการถ่ายทอดไป ก็จะทำไปผิดๆ รู้ผิดๆ เห็นผิดๆ
เช่นนี้แล้ว ”ผู้นั้นถือว่า เป็นฐานของมาร“**
………………………………..
#จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติสติปัฏฐาน4ตามแนววิชชาธรรมกาย เหมือนหรือคล้ายกับสายอื่น จะมีความละเอียดต่างกัน เพราะวิชชาในวิชชาธรรมกาย มีอยู่ในวิสุทธิ์มรรค หรือกรรมฐาน40 และวิปัสนา เช่นกัน
#อย่างน้อยก็เป็นประโยชน์กับพระอาจารย์
#หากว่าผมเข้าใจผิดได้โปรดบอกกลีาวผมด้วย
#เดี๋ยวน้องที่สงสัยเบื้องต้น ว่างๆ จะมาอธิบายให้ฟัง ว่าผู้ปฏิบัติเบื้องต้นควรจะอย่างไร ธรรมจึงจะก้าวหน้า












ไลน์ "@wlps" เพื่อรับข่าวสารจากทางวัด