พระขรรค์ ของหลวงป๋า

Mongkol Siriwat รู้สึกมีความสุขที่ Ang Sila caladium

22 ชั่วโมง  ·

#เรื่องเล่ายามนิทรา (32) ตามพระอาจารย์ไปธุดงค์ (1.1)

#บันทึกความทรงจำ (7.1) พระขรรค์ ของหลวงป๋า

เมื่อประมาณสัก 8-9 ปี ที่แล้ว ชอบเที่ยวไปใน สถานที่ต่างๆ อยากรู้ อยากสัมผัส อยากเห็น ใครเขาว่า ที่นั่น ที่นี่ เป็นอย่างไร อยากไปหมด ไม่ค่อยได้เกรงกลัวอะไร

ครั่งหนึ่ง พระอาจารย์ชวนไปธุดงค์ หาประสบการณ์ชีวิต ในการเข้าป่าจริงๆ ข้าพเจ้า รับคำ ขอติดสอยห้อยตาม ไปด้วย แบบไม่ต้องคิดมาก

(ตัดเรื่องราวมาถึงตอนนี้เลย)ครั้นมาถึงวันเดินทางเข้าป่า ข้าพเจ้าและพระอาจารย์ เดิน“เข้าป่าทางเมืองกาญ จนถึง ต้นน้ำ ห้วยแม่ดี” จ. อุทัยธานี

ห้วยแม่ดี แห่งนี้ คือ ต้นน้ำของ ห้วยขาแข้ง ในป่ามีสิ่งที่แปลกตา สำหรับคนเมืองอย่างข้าพเจ้ามาก เช่น ต้นพริกไทยป่าต้นใหญ่

กิ่งเท่าแขน ต้นไมยราบ สูงและใหญ่มาก น่าจะสูงกว่า คนยืน หนามแหลมคมและใหญ่กว่าเข็มเย็บกระสอบ มีพันธุ์ไม้แปลกตาที่ข้าพเจ้า ไม่เคยเห็นมาก่อน

บางครั้งก็เดินขึ้นเขาสูงบ้าง เดินตามไหล่เขาบ้าง พรานป่า มักเรียกว่าด่าน เช่น ด่านช้างก็คือทางช้างเดิน ด่านเสือ ก็คือ ทรงเสือเดิน

บางครั้งก็เดินลงธารน้ำบ้าง แวะ ล้างหน้าล้างตา แช่เท้าที่ธารน้ำบ้าง น้ำเย็น ใส สดชื่นพอให้หายเหนื่อย ที่ธารน้ำมีพืันทราย ทอดยาวววว ตามแนว

แต่สิ่งหนึ่ง ที่ทำให้รู้ว่า พวกเรา เข้ามาลึกแล้วคือ รอยเท้าสัตว์ (สัตว์เล็กสัตว์น้อย )ต่างๆ บนพื้นทรายนั้น และเมื่อเดินลึกเข้าไป ลึกๆ จะพบ โปร่งสัตว์ ขนาดใหญ่ขนาดเข้าไปนอนได้ 3-4 คน

พวกเราเดินแบบสบายๆ เหมือนไม่ได้ไปธุดงค์ เห็นน้ำก็แช่น้ำบ้าง พักบ้าง เดินหลงบ้าง หลงป่าก็ตื่นเต้น ไปอีกแบบ

ตื่นเต้นตอน พระอาจารย์ที่เดินนำหน้า หันมาบอก “เราหลงป่า”แล้ว เวลาหลงป่านี่นะ กว่าจะหาทางออกได้ เดินอยู่บนเขา สันเขา เป็นลูกๆ จนเกือบเย็น

ข้อดีของการหลงป่าคือ ได้เห็นสัตว์ป่า ได้ลุ้นว่าสัตว์ที่เห็นนอยู่ไกลๆคือตัวอะไร บางครั้งก็ได้ยินแต่เสียง หาตัวไม่เจอ ก็มันไปอีดแบบและระทึกไปอีกแบบ ไม่มีความกลัวเกรงอะไร

เมื่อหาทางออกได้แล้ว ช่วงเย็นสัก 4-5โมงเย็น ต้องหาที่พัก เมื่อได้จุดที่จะพักแล้ว ต้องเตรียมหาฟืน มาสุม หาให้พอสุมตลอดคืน เพราะสัตว์ป่า ถ้าได้กลิ่นควันไฟแล้ว จะไม่กล้าเข้าใกล้บริเวณนั้น

คณะที่ไปด้วยกัน พระอาจารย์บางท่านก็หา พืชผักที่กินได้ ในป่ามีเยอะแยะ เพื่อเตรียมไว้ตอน 6 โมงเช้า สำหรับฉันเช้า และ ฉันเพล

อาหารไม่สามารถเลือกได้ มีอย่าไร ก็กินอย่างนั้น เรื่องที่นอนก็เช่นกัน หาที่กางเต้นได้ตรงไหนก็นอนตรงนั้น(ไม่ได้ใช้กรดแบบโบราณ)

เมื่อทำภารกิจเรียบร้อย อาบน้ำ กางเต้น แล้ว ก็ทำวัตรสวดมนต์ แผ่เมตตา ก็เริ่มมืด ในป่าลึกๆ พอมืดแล้ว มืดตึดตื๋อ ถ้าไม่มีไฟ จะมองไม่ค่อยเห็นกัน

ช่วงสวดมนต์ ข้าพเจ้าอาสาถ่ายรูป ตามปกติขณะพระที่กำลังสวดมนต์กันอยู่ ข้าพเจ้านั่งสมาธิอยู่ด้านหลังพระ รู้สึกเหมือนมีกลุ่มควันดำๆก้อนใหญ่

เลยกำหนดใจดู ถึงรู้ว่ากลุ่มควันนั้น มีคนลักษณะล่ำสัน ดวงตาดุดัน ผิวดำ บ้างคนใส่เสื้อเก่าๆมอๆ บางคนไม่ใส่ มากันมาก ดูๆแล้วลักษณะท่าทางไม่เป็นมิตร ข้าพเจ้าแผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศลให้ ก็เฉยเมย เหมือนไม่รับรู้อะไรสักอย่าง

ลอยใกล้เข้ามา ข้าพเจ้าเลยนึกถึงมีดหมอสอยดาว ของอาจารย์จำลอง เอามีดของอาจารย์อาราธนา ตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกาย แค่ตั้งไว้เฉยๆ ยังไม่ได้ทำอะไร สักพัก กลุ่มคนพวกก็ถอยออกและหายไป

ที่บริเวณนั้นข้าพเจ้ารู้สึก อึดอัด อากาศไม่ปกติที่ควรจะเป็น มองไปรอบๆบริเวณแล้ว เหมือนกับมีแรงกดดันอะไรสักอย่าง พลังงานไม่บริสุทธิ์

……………………….

ในป่า มีวิญญาณที่เป็นมิจฉาทิฐิ เยอะ เพราะวิญญาณเหล่านี้ ไม่รู้ว่าอยู่มาตั้งแต่สมัยไหน ไม่เคยอนุโมทนาบุญ ไม่รู้จักบุญกุศล

คนที่ไปเที่ยวในป่า ส่วนมากก็ไม่เคยอุทิศส่วนกุศลให้วิญญาณเหล่านี้ เพราะคนที่ไปเที่ยว ส่วนใหญ่ก็ ดื่มเหล่า เล่นไพ่ หรือไม่ก็ ล่าสัตว์ ล้วนแต่ไม่มีศีล

…………………..

เพราะฉะนั้น ถ้าเที่ยวตามเขา ตามป่า หรือสถานที่ๆ แลจะลึกลับ หนึ่งอย่างเลยเพื่อความไม่ประมาท ควรตั้งอยู่ในศีล ควรมีสิ่งศักดิ์เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ติดตัวไว้บ้างหรืออย่างน้อยก็ ภาวนา “สัมมาอะระหัง“ไว้ยามฉุกเฉิน

…………………..

ชีวิตที่ลุยมาทุกรูปแบบ ทั้งทางโลกและทางธรรม

สวนบอนสี อ่างศิลา คาลาเดี่ยม

16/2/69 15.30

#เรื่องเล่ายามนิทรา (33) ตามพระอาจารย์ไปธุดงค์ (1.2)

#บันทึกความารงจำ (7.2) พระขรรค์ หลวงป๋า

เมื่อตอนที่แล้ว ถึงตอนที่กลุ่มวิญญาณมิจฉาทิฐิ หายไป ก็นึกว่าไม่มีอะไรแล้ว ครั้นถึงตอนเข้าเต๊นท์พักผ่อน

ข้าพเจ้าก็นอนเหยียดยาว พักขา ในเต๊นท์ ทำสมาธิไปเรื่อยๆ ในขณะที่จิตรวม นึกออกไปนอกเต๊นท์ เห็น มีพวกวิญญาน ลักษณะเหมือนกลุ่มเดิม แต่ที่เพิ่มมาคือ

วิญญาน ที่นำหน้ามา บึกบึน ล่ำสัน แข็งแรง หน้าตาดุดัน แลจะทรงพลัง ตัวใหญ่กว่าพวกที่เดินตามหลังมา มี่น่าสังเกตุคือ วิญญานตนนี้ ขี่เสือมา ครั้งนี้เดินมาตามพื้นราบ ไม่ได้อยู่กลางอากาศแบบครั่งที่แล้ว

ข้าพเจ้าเห็นแล้ว รู้สึกเฉยๆ นึกในใจว่า นี่พวกเรา อยู่ในสถานที่ ที่มีวิญญานเป็นมิจฉาทิฐิ หรือนี่ ข้าพเจ้าได้ถาม วิญญานตนที่ขี่เสือ (น่าจะหัวหน้า)

ข้าพเจ้า : มาทำอะไร

วิญญาน : ที่ตรงนี้เป็นของข้า ข้าดูแลตรงนี้

ไปซะ

ข้าพเจ้า ก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ อาราธนา พระขรรค์ ของหลวงป๋า ที่พกมาด้วย ไว้ที่ศูนย์กลาง แล้วขยายออก เมื่อพระขรรค์ ขยายออกเท่าไหร่ วิญญานเหล่านั้นก็ถอยออกไปเท่านั้น

ไม่มีการคุย ไม่มีการพูดพร่ามทำเพลง อธิษฐาน พระขรรค์ ให้พุงออกไปสุดลูกหูลูกตา วิญญานเหล่านั้น ก็ถอยไปสุดลูกหูลูกเช่นกัน พออธิษฐานพระขรรค์ ถอยกลับมา วิญญานเหล่านั้น ก็ตามมาอีก คืนนั้นเลยต้องเอาพระขรรค์ ขยายออกไปให้ไกลสุดๆ จนถึงเช้า

ที่พัก กางเต๊นท์ จะไปเรื่อยๆไม่ซ้ำที่ เดินไปถึงตอนเย็นก็หาที่พัก หาฟืน พวกเรานอน ตามริมลำธาร หลายวัน มีอยู่วันนึง พระอาจารย์ก็สวดมนต์ตามปกติ ฝนทำท่าจะตก ไม่ตก คลึ้มๆ บางครั้งตกปรอยๆ เอื่อยๆ

ข้าพเจ้าจึงแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศล ให้ดวงวิญญาน ที่อยู่บริเวรนั้น ก็เห็นเหล่าวิญญาณมาอนุโมทนาบุญกัน บริเวณนั้น บรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย ดูสะอาดสะอ้านไม่อึดอัด  ในใจคิดว่า บริเวณนี้ ต้องเป็นวิญญาณสัมมาทิฐิแน่แน่เลย

ลองกระดิกใจดู  ปรากฏว่าเห็นดว งวิญญาณสตรีท่านหนึ่ง สวยและ รัศมีกาย สว่างมาก ขี้นกยุงตัวใหญ่ สวยงาม มาพร้อมบริวารและแนะนำตัว ว่าท่านอยู่ดูแลบริเวณนี้ มีอะไรให้ช่วยบอกท่านได้ เลยบอกท่านว่า ไม่อยากให้ฝนตก พระจะลำบาก

ท่านบอกว่า ถ้าตก จะแค่ปลอยๆ นะ แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ข้าพเจ้ากางเต็นท์แล้ว อาจารย์มาบอกว่า ให้กางทับอีกชั้นกันฝนตก  เลยบอกท่านไปว่าถ้าตก ก็ตกไม่หนัก คืนนั้นก็นั่งสมาธิทำปกติ อุทิศส่วนกุศลให้เทวดาแถวนั้น

การเดินทางในป่า เดินตามห้วยบ้าง ตามสันเขาบ้าง ตกกลางคืนก็ กางเต็นท์ ทำวนอยู่อย่างนี้ ไปทุกวัน ถึงเวลาที่จะกลับ ได้แบ่งเป็นสองกลุ่ม อีกกลุ่ม มีความตั้งใจว่าจะเดินไปห้วยขาแข้ง ซึ่งต้องใช้เวลาอีกหลายวัน

ส่วนตัวข้าพเจ้าเอง และพระอาจารย์อีกสองสามรูป ขอกลับ ก็เดินจาก กลางป่าอุทัยธานี ไปออกที่ป่าจังหวัดกาญจนบุรี  ช่วงเดินทางกลั บอยู่ในป่า  เดินไปเรื่อยเรื่อย แบบจำได้บ้างจำไม่ได้บ้าง แต่มีจุดหมายว่า ต้องเดินตัดถนน หาถนนให้เจอ

ในขณะที่เดินไปก็คุยกันไป มีพระอาจารย์รูปหนึ่ง ท่านบอกว่า เดินเร็วหน่อยเดี๋ยวไม่ทันเพล ตรงนี้เข้าใจได้ เพราะพวกเรายังมีความหวัง ว่ามื้อกลางวันต้องเดินออกจากป่าให้ได้ จากที่พระอาจารย์บอกว่า “เดินเร็วหน่อยเดี๋ยวไม่ทันเพล”

ข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงตอบจากต้นไม้ใหญ่ข้างทางเป็นเสียงผู้หญิง ดังมาว่า ”ทันเพลเจ้าค่ะ! แล้วจะทันแบบอัศจรรย์ใจด้วย“ เจ้าของเสียงนั้นพูดแล้วก็พนมมือ เพราะในขณะที่ข้าพเจ้าเดิน ข้าพเจ้าจะแผ่เมตตาเเละอุทิศส่วบุญอยู่ตลอดเวลา เรื่องนี้ข้าพเจ้าได้มาบอกพระอาจารย์ทีหลัง

ในขณะที่เดินไป เริ่มเห็นโรงเรียน เห็นบ้าน เดินไปอีกซักระยะ ก็เห็นที่พักของหน่วยเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึง เชิญเข้าไปตรวจ และสอบถาม ตอนนั้นใกล้จะเพลแล้ว ถามพระอาจารย์ทุกรูป ถามซอกแซก

พอมาถึงตัวข้าพเจ้าเอง เจ้าหน้าที่จึง ตรวจดูบัตรประชาชนแล้วก็คุยกัน จึงรู้ว่าข้าพเจ้าเป็นคนชลบุรี เจ้าหน้าที่ก็เคยไปทำงานที่ชลบุรี หลายปีมาก ก่อนจะมาทำงานที่นี่ ซึ่งทำงานข้าพเจ้าก็รู้จัก รู้จักถึงตัวเจ้าของ กิจการ

เจ้าหน้าที่ผู้นั้นดีใจ

พอเห็นว่าใกล้เพลแล้ว จึงนำพระอาจารย์ซ้อนมอเตอร์ไซค์ออกไปร้านค้า ทยอยกันออก จนครบหมดทุกคน

………………….

เรื่อง ไป ธุดงค์ แล้วเจออะไรบ้าง บางครั้งก็เล่าให้พระจารฟังช่วงเดินว่า คืนนี้เห็นอะไร บางเรื่องก็เล่าตอนกลับแล้ว บางตอนอาจสลับกันบ้าง สลับวันเวลาบ้าง เพราะไม่ค่อยได้นึกถึงเรื่องต่างๆเลยจำไม่ค่อยได้ ต้องค่อยค่อยปะติดปะต่ออีกที

ไปธุดงครั้งนี้ ใช้เวลาประมาณ ไม่ต่ำกว่า 15 วัน หรือแค่ 15วัน ก็จำไม่ได้ ยังมีเรื่องต่างๆในขณะเดินธุดงค์อีกเยอะ เช่น เรื่องนางตะเคียนที่ล้มขวางทางต้นใหญ่หลายคนโอบให้หวย และเรื่องต่างๆอีกมาก

เทวดามิจฉาทิฏฐิ และเทวดาสัมมาทิฐิ ในป่าอาจจะ เป็นแค่บริวาร ของเทวดาที่ มีศักดิ์ใหญ่ กว่า ดังจะเห็นได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนไม่มีความแน่นอน ล้วนแปลเปลี่ยน และมีการสิ้นสุดลง เพราะฉะนั้น ท่านที่ชอบปฎิบัติธรรมทั้งหลาย พึงมีสติ ละความยึดมั่นถือมั่น ให้น้อยลง ทิฐิมานะน้อยลง อย่าหลงตัวหลงตน.

………………..

การท่องเที่ยวทางโลก ต้องใช้ทรัพย์

การท่องเที่ยวทางจิต ต้องใช้จิต

……………….

เรื่องการเห็น การสัมผัส

จิตละเอียดกว่า ย่อมเห็นจิตที่หยาบกว่าได้

จิตที่ละเอียดเสมอ กัน ย่อมเห็นกันได้

 และ จิตที่ละเอียด สามารถอนุเคราะ จิตที่หยาบ ให้เห็นได้เช่นกัน

#เป็นเรื่องอจินไตย ควรใช้สติ ในการอ่าน อย่าหลงเชื่อ และใช้วิจารณญานไตร่ตรอง

“ในมิติที่มองไม่เห็น ด้วยตาเนื้อ

พิสูจน์ได้ ด้วยตัวท่านเอง”

สวนบอนสี อ่างศิลา คาลาเดียม

17/2/69 09:45

Share: