ผู้ถึงธรรมกายแล้วมี ลักษณะเหมือนเข้าฌานหรือไม่

ป่ามงคลธรรม อ.สีคิ้ว

7 นาที  ·

🎤ถาม : ผู้ถึงธรรมกายแล้วมี ลักษณะเหมือนเข้าฌานหรือไม่? เวลาปกติไม่ได้นั่งสมาธิ สภาพจิตยังคงสภาพของธรรม กายไว้ได้ตลอดไปหรือ ?

📢ตอบ : การที่เราจะเข้าถึง ความบริสุทธิ์ จะต้องประกอบด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เพราะ ฉะนั้นระดับสมาธิก็ขึ้นสูงไป เป็นลำดับ เหมือนกับท่านจะส่ง ดาวเทียมออกนอกโลก ท่าน ต้องใช้ “ฐาน” ไม่มีฐานยิงไม่ได้ ไม่ทะยานขึ้น ฐานนั้นอุปมาดัง “ศีล” ต้องมีท่อนเชื้อเพลิงที่จะจุด เพื่อให้เกิดพลังผลักดัน

เพื่อจะผลักดันจรวดให้พ้นออกนอกโลก

อาจจะ ๒-๓ ท่อน แล้วแต่พลังของเชื้อเพลิงนั้น

นี้อุปมาดั่ง “สมาธิ”

🔥และส่วน ตัวปัญญ จะเกิดขึ้นก็ อุปมาดั่งว่า

เมื่อพ้นแนวดึงดูดของโลกตัวจรวดจะหลุด เหลือแต่ตัวดาวเทียม เหมือน กับว่า “สมาธิ” ส่งให้เกิด

และ ส่วนตัวปัญญา จะเกิดขึ้น ก็อุปมาดั่งว่า

เมื่อพ้นแนวดึงดูดของโลกตัวจรวดจะหลุด

เหลือแต่ตัวดาวเทียม เหมือน กับว่า “สมาธิ” ส่งให้เกิด “ปัญญา” ปัญญาส่งให้ดับกิเลส และเข้าถึงธรรมกาย อันเป็น ธาตุล้วนธรรมล้วน

🍎เพราะ ฉะนั้นทั้งศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ

วิมุตติญาณทัสสนะก็ จะเป็นไปโดยอัตโนมัติ

เป็น ขันธ์ ๕

มีศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติ ญาณทัสสนะขันธ์ ตั้งแต่หยาบไปจนสุดละเอียด

เป็นไปด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ฯลฯ โดยตลอด

🧘เพราะฉะนั้น สมาธิต้อง อาศัยเพื่อเป็นแรงขับดัน กล่าว คือเพื่อชำระกิเลสนิวรณ์ออกจากใจ เพื่อให้ใจหยุดนิ่ง เข้าถึง ธาตุล้วนธรรมล้วน คือ“ธรรมกาย” ให้ถึงให้ได้เสียก่อน เมื่อถึงธรรมกายแล้ว ขึ้นอยู่ที่ธาตุธรรมของแต่ละคน คนที่ธาตุธรรมแก่กล้ามากขึ้น ก็จะเห็นธรรมกายสว่างโพลงอยู่ได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ชำระกิเลสได้มาก ยิ่งเข้าเขตความเป็นพระอริยบุคคล เพียงไรธรรมกายนั้นย่อมสว่างโพลงตลอดเวลาเพียงนั้น แม้จะเดิน จะยืน จะนอน จะลืมตา หลับตา ก็ย่อมจะ เห็นอยู่

👉เพราะฉะนั้นสมาธิเบื้องต้น จึงเป็นเสมือนพลังของ จรวดที่จะผลักดันหัวจรวด ซึ่ง มีดาวเทียมให้หลุดออกไป นอกแรงดึงดูดของโลก เมื่อพ้นแนวแรงดึงดูดของโลกแล้ว ก็จะลอยได้ พ้นโลกได้ เหมือนกับคนที่ก้าวข้ามโคตรปุถุชนได้แล้ว ธรรมกายจะสว่างโพลงตลอด จะยืน นอน นั่ง เดิน ทุกอิริยาบถ แต่ญาณ (ความ เบิกบาน) ของธรรมกายจะไม่เท่ากัน

ของพระโสดาบันนั้นประมาณ ๕ วา ขึ้นไป

สกิทาคา มี ๑๐ วาขึ้นไป

อนาคามี ๑๕ วา ขึ้นไป

พระอรหัต ๒๐ วาขึ้นไป

ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก็ใหญ่โตขึ้นไปตามลำดับ

ทีนี้แม้ผู้ที่จะ เป็นโคตรภูบุคคลก็ดี หรืออาจ จะก้าวเข้าสู่ความเป็นอริยบุคคลก็ดี ก็ย่อมเห็นธรรมกาย ยืน เดิน นั่ง นอน ก็เห็น หรือผู้ที่ธาตุธรรมแก่

ถึงแม้จะยังไม่ถึงแต่ใกล้ความเป็นพระอริยบุคคลก็ย่อมเห็นได้มาก ได้บ่อย

🪷เพราะฉะนั้นใครที่ จรดใจอยู่ที่ศูนย์กลางกำเนิด ธาตุธรรมเดิม ดับหยาบไปหาละเอียดได้เสมอ

มากเพียงไร ธาตุธรรมของท่านผู้นั้นก็แก่ กล้ามากเพียงนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ เดิน ยืน นั่ง นอน ท่าน ก็จะเห็นอยู่ เรียกว่ามีนิพพาน คือความสงบระงับจากกิเลส ตัณหา อุปาทาน (ยึดติดใน ขันธ์ ๕) ในอารมณ์ แต่ว่าท่าน จะถอนออกมาครึ่งหนึ่ง หรือกว่าครึ่งก็แล้วแต่ ถ้าอยู่ในธรรมกายที่ละเอียด ๆ ดับ หยาบไปหาละเอียดใจจรดอยู่ ที่สุดละเอียดอยู่เสมอ สติก็ครบบริบูรณ์ยิ่งขึ้นตามส่วน ใจก็จะไม่ไปรับอารมณ์อื่นให้ เกิดตัณหา อุปาทานได้มาก

🍄เพราะฉะนั้นเรื่องธรรมกายจึง เป็นที่เข้าใจว่า ถึงธรรมกายแล้ว มีหยาบ-ละเอียด มีอ่อน มีแก่ ตามธาตุธรรม ถ้าใครทำดับหยาบไปหาละเอียดได้เรื่อย ตลอดเวลา จิตจรดที่ก้อนธาตุ ก้อนธรรมอยู่เรื่อยอย่างหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ หลวงพ่อภาวนาฯ ท่านเล่าให้ฟังว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำฯ จิตท่านจรดอยู่ที่ สุดละเอียดในอายตนนิพพานเป็นตลอดเวลา อยู่ที่ธาตุล้วน ธรรมล้วนที่สุดละเอียดของนิพพาน แม้ขณะพูดหลวงพ่อฯ ก็ทำวิชชาอยู่

เท่าที่อาตมาทราบ หลวงพ่อภาวนาฯ ก็เป็นเช่นนั้นมาก จิตท่านในส่วน ละเอียด บริสุทธิ์มาก เพราะ ฉะนั้นคำถามนี้คงจะเข้าใจ ขึ้นอยู่ที่ธาตุธรรมของแต่ละบุคคล บางคนอยู่ในระดับโคตรภูมาก

ธาตุธรรมยังอ่อนอยู่ ก็ต้องทำ (ภาวนา) ต่อให้สุดละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้นไป

🌼เพราะฉะนั้นพวกที่ธาตุธรรมอ่อนก็มักจะหลุด ๆ ติด ๆ ที่ธรรมกาย ซึ่งเป็นธาตุล้วนธรรมล้วนนั้น เห็นๆ หาย ๆ ก็ต้องทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าธาตุธรรมจะแก่กล้า แล้วจะเห็นและเป็นถี่ขึ้นจนถึง ตลอดเวลาเอง พระคุณเจ้าคงจะเข้าใจได้ว่า ในสมัยพุทธกาล พอพระพุทธเจ้าท่านแสดง ธรรมนิดเดียว ผู้ฟังส่งใจไปตามธรรมนั้น ก็บรรลุแล้ว นั่นแหละธาตุธรรมเขาแก่กล้ามาก

หลวงป๋า

Share: