เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นเรื่องเล่าที่ได้ประสบพบเจอมากับตัวเองมาโดยตรงและเป็นเรื่องราวของผู้ปฏิบัติร่วมกันได้ประสบมา จึงนำมาเล่าเป็นวิทยาทานให้เป็นทิฏฐานุคติคือแบบอย่างในการนำไปเป็นแรงบันดาลใจให้มีความศรัทธาเชื่อมั่นที่จะลงมือทำ มีความเพียรพยายามปฏิบัติต่อไปให้ได้เห็นผลเป็นที่ประจักษ์ด้วยตนเอง เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ความหมายว่า พระธรรมอันวิญญูชน (ผู้รู้)พึงรู้ได้เฉพาะตน หรือเป็นข้อแก้ไขปัญหาได้เฉพาะหน้าในยามที่ติดขัดในขณะปฏิบัตภาวนา ด้วยเห็นว่านำเอามาเล่าสู่ฟังจะเป็นประโยชน์มาก เพราะเป็นประสบการณ์ตรงของผู้ฝึกในหลักสัมมาปฏิบัติเช่นกัน แน่นอนแม้จะเป็นผู้เก่าและผู้ใหม่ ที่มาฝึกปฏิบัติในหลักสัมมาปฏิบัตินั้นๆ ล้วนต้องเจออุปสรรคปัญหาและสภาวะธรรมต่างๆ ที่หลากหลาย ให้ต้องประสบพบเจอ แน่นอน ไม่มากก็น้อย อีกทั้งจะได้ยกตัวอย่างปาฏิหาริย์ หลักธรรมะ ที่ได้เข้าถึง รู้เห็น และประสบมากับตัวต่อของอานุภาพวิชชาธรรมกาย โดยเมื่ออ่านขอให้คิดว่าเนื้อหาทั้งหมดต่อไปนั้น จะเป็นเรื่องจริงก็ได้ เรื่องกุแต่งขึ้นมาก็ได้ พูดผิดก็ได้ อย่าได้ถือสาหาความ แต่สิ่งใดเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติก็ให้นำไปใช้และเผยแพร่ต่อได้เลย ไม่สงวนสิทธิ์ เพราะหลักธรรมะ เป็นสาธารณะธรรม ใครเข้าถึงคนนั้นก็ประจักษ์ในใจตน ถ้าจะพิสูจน์ว่าเรื่องราวเป็นเรื่องจริงมั้ย? พูดถูกหรือเปล่า ให้ลงมือปฏิบัติดูก่อน เมื่อเป็นอย่างไร ค่อยวินิจฉัยต่อไปด้วยปัญญาที่ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ การเห็นความคิดที่ถูกต้องตามความเป็นจริง
แรกเริ่มเดิมทีผู้เล่านั้น มีความสนใจในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งมาตั้งแต่จำความได้ ในตอนต้น จำความได้ ก็สนใจในการไปวัด สวดมนต์ ทำทาน รักษาศีล และชอบเรื่องราวอภินิหาร จึงพยายามศึกษาหาความรู้ ถามคนนั้นคนนี้ไปทั่ว คนที่ตอบก็รู้จริงบ้าง ไม่รู้จริงบ้าง จึงสรุปคราวๆว่า อภินิหารอิทธิฤทธิ์คุณวิเศษนั้น ล้วนสำเร็จได้มาจากการปฏิบัติธรรม ตั้งแต่นั้นก็พยายามศึกษาวิธีนั่งสมาธิด้วยตนเอง ตั้งแต่เด็ก ผิดบ้าง ถูกบ้าง อ่านเอา นึกเอาเอง หรือฟังๆมา ก็ไปตามเรื่องตามราว ได้ฝึกหลายๆสายจริงๆจังๆตั้งแต่ อายุประมาณ 7-9 ขวบ ก็ทำมาทั้งสายมโนมยิทธิวัดท่าซุง สายพองยุบ สายหลวงปู่ดู่ วัดสะแก สายพระกัมมัฏฐสนโบราณมัชฌิมาแบบลำดับ สายวัดป่า และสายวิชชาธรรมกาย วัดปากน้ำ ฯลฯ ก็ฝึกหลายๆสาย ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง
แต่แปลก มักจะมีเรื่องโยงให้เข้าหาหลวงปู่สด วัดปากน้ำตลอด จำได้ว่าตอนนั้นอายุ 13-14 ปี มีเหตุให้ได้เข้ามาศึกษาว่านั่งแบบไหน เป็นกัมมัฏฐานชนิดใด มีรายละเอียดยังไง แต่ตอนนั้นมีข่าวกระแสโจมตีทางลบจากหลายๆทางเกี่ยวกับวิชชาธรรมกาย แต่ส่วนตัวนึกเคารพรักหลวงปู่สด เฉพาะหลวงปู่สดเท่านั้น นอกนั้นรู้สึกเฉยๆ จึงอยากเรียนวิชชาธรรมกาย แต่ก็กลัววิชชาฯเพี้ยน หรือไม่ใช่สายตรงหลวงปู่สด จึงนึกดำริ ในใจกึ่งๆอธิษฐานว่า “ถ้าผมมีบุญวาสนาจะได้เรียนวิชชาธรรมกายของหลวงปู่ ขอให้ได้สายตรง ไม่ใช่พวกบิดเบือนไม่ตรงทาง และขอให้เห็นผลตามนั้นจริงๆ คือ เข้าถึงรู้เห็นและเป็นธรรมกาย”
ไม่นานก็มีครูท่านหนึ่งชื่อ ครูหน่อย ครูสอนสังคมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา โดยสามีของแกก็เป็นญาติห่างๆกับผู้เล่า
แกมาถามว่า รู้จักหลวงปู่สดมั้ย
เลยตอบว่า รู้จักครับครู
แกว่า รู้จักวิชชาธรรมกายมั้ย
บอกว่า รู้จักครับ
แกว่า รู้มั้ย? วิชชาธรรมกายนั้นศักดิ์สิทธิ์ คนที่เป็นธรรมกาย ไปดูนรก สวรรค์ได้ มีตาทิพย์หูทิพย์ ระลึกชาติได้ด้วย ไปช่วยญาติที่ตกนรกได้ด้วย สนใจมั้ย ครูจะสอนให้
ในตอนนั้นมีกระแสโจมตีวิชชาธรรมกาย ในใจก็นึกค้านๆ เพราะกลัวสอนตามแนวลัทธิแปลกๆ แต่ด้วย ความเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ให้อะไร เราก็ควรน้อมรับไว้ก่อน แต่ก็นึกค้านในใจว่า จะพาเรามั่วหรือเปล่า แกก็หยิบหนังสือเล่มหนึ่งมาให้ เก่ามา จะขาดแหล่ไม่ขาดแหล่ เอามาอ่านดูชื่อหนังสือว่า ทางมรรคผล เป็นของวัดปากน้ำ เล่มนี้พิมพ์ตั้งแต่ตอนปี พ.ศ.ประมาณ 2524-2527 ประมาณนี้เก่ามาก เป็นของได้มาจากวัดปากน้ำ พอรู้ว่ามาสายตรง ใจเริ่มชื่นไม่ค้านในใจจึงเริ่มทำตามดูในหนังสือ ทำทุกวันช่วงเที่ยงเวลาพักกลาง รับประทานอาหารเสร็จ ก็รีบมาห้องจริยธรรม ที่โรงเรียน กราบพระขึ้นกัมมัฏฐาน อาราธนาพระ ตามที่หลวงปู่แนะนำมา
ทำวันละ 5-15 นาที ผ่านไปไม่ถึง 1 อาทิตย์ ก็เห็นดวงกลมๆใสๆหมุนๆในกลางตัวและหล่นตุ๊บลงไป เห็นองค์พระใสสว่างมากๆๆๆๆๆๆ ชัดใส ชัดเจน เกศบัวตูม ขึ้นที่กลางตัว ใจตอนนั้นเบา สบายโล่งมากอย่างบอกไม่ถูก เห็นไปรอบๆ ซึ่งเห็นขึ้นมาพร้อมๆกัน ไม่มีก่อนมีหลัง ปกติเราจะเห็นอะไร ก็เห็นเฉพาะจุด ต้องหันไปรอบๆจึงจะเห็นทั่ว แต่นี่ เห็นขึ้นมาพร้อมกันหมดรอบตัว ไม่มีก่อนหน้า ไม่มีหลัง เป็นพรึบขึ้นมาพร้อมกัน จึงทำให้อัศจรรย์ใจอยู่พอสมควร ”จึงอยากให้กำลังใจสำหรับผู้ที่มาอ่านทั้งที่เป็นธรรมะและยังไม่เป็น ขอให้ดำเนินต่อไป อย่าท้อ ถ้าท้อใจถอด ก็ไม่ได้สักที แต่ถ้าประกอบความเพียรต่อเนื่องไป ต้องมีสักวันที่เราจะได้ ถึงไม่มีอะไรก็ยังได้ทำ ทำความดี ดีกว่าเกิดมาไม่ทำความดี ก็ตายเปล่า ไม่ทำความดี ไม่มีความดี ก็ต้องหมุนวนไปกับความชั่ว ซึ่งให้ผลเป็นเหตุวิบัตินานาประการ ความดีให้ผลเป็นสุขสมบัติสมบูรณ์บริบูรณ์“
มาเล่าให้ครูฟังแกก็บอกว่า นั่นละเห็นธรรมกายแล้ว ให้เดินดวงเดินกายต่อไป
ที่นี้ละงงไปต่อไม่ได้ เพราะครูแกก็ไม่รู้หลักวิชชาธรรมกายที่ถูกต้องและก็ไม่ได้เป็นธรรมกาย แกก็ฟังเขามา แนะนำไปเรื่อยเปื่อย การปฏิบัติก็ไม่ก้าวหน้าดี จนได้มารู้จักกับคุณแม่ชีท่านหนึ่งในโรงงานทำวิชชาฯ จึงพอรู้เรื่องบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทราบซึ้งในวิชชาธรรมกาย เพราะไม่ได้มีคนชี้แนวอย่างใกล้ชิด แต่รู้ว่า วิชชาธรรมกาย มีดี ของจริง แต่ก็ไม่ได้อะไรมาก
ข้อนี้เป็นจุดสำคัญมากสำหรับผู้ฝึกปฏิบัติไม่ว่าจะโดยนัยยะและแนวทางไหนก็ตาม ต้องมีผู้แนะนำที่มีองค์ความรู้พอสมควรทั้งในการปฏิบัติ และทษฎี จึงจะได้สามารถแนะนำคนอื่นได้ เรียกว่าเป็นกัลยาณมิตรนั่นเอง พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “กัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์” เพราะมิตรที่ดีจะนำพาไปสู่การเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 การมีกัลยาณมิตรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เห็นแนวทางที่ถูกและนำไปสู่การพ้นทุกข์ การคบคนพาลจะนำไปสู่ทางผิด แต่การคบบัณฑิตหรือกัลยาณมิตรจะชักชวนให้พบพระศาสนา ความเห็นที่ถูกต้องจึงเกิดขึ้น เป็นผู้ชี้ทางและสนับสนุนในทางธรรม กัลยาณมิตรช่วยตักเตือน แนะนำ และทำให้ดูเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา เป็นผู้นำพาชีวิตให้ประเสริฐ การได้กัลยาณมิตรชักชวนให้สร้างความดี ส่งผลให้แม้คนที่เคยเห็นผิดมาก่อนก็สามารถเปลี่ยนเป็นผู้เห็นถูกและบรรลุธรรมได้ ในโลกนี้บรรดายอดกัลยาณมิตรคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างของการเสียสละและเป็นผู้นำพาเวไนยสัตว์ออกจากทุกข์ โดยการเป็นกัลยาณมิตรให้แก่ทุกคน
คุณสมบัติของผู้ที่เป็นกัลยาณมิตร 7 ประการ
1.ปิโย เป็นคนน่ารัก
2.ครุ เป็นคนที่น่าเคารพ
3.ภาวนีโย เป็นผู้ดำรงตนให้น่าเจริญใจ
4.วัตตา เป็นผู้รู้จักพูด พูดให้ได้ผลดีแก่ผู้ฟัง และแนะนำผู้อื่นได้
5.วจะนักขะโม เป็นผู้อดทนต่อถ้อยคำอันดูหมิ่น
6.คัมภีรัญจะ กะถัง กัตตา เป็นผู้สามารถแถลงอธิบายเรื่องลึกล้ำได้ให้กระจ่างเข้าใจง่าย
7.โน จัฏฐาเน นิโยชะเย ไม่ชักนำไปในทางที่ผิด
การมีกัลยาณมิตรจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดที่ทำให้การประพฤติพรหมจรรย์บริบูรณ์ เพราะการมีมิตรที่ดีจะนำพาไปสู่หนทางแห่งมรรคผลนิพพานได้อย่างราบรื่น การเดินคนเดียวมันลำบาก ถ้ามีแรงสนับสนุนก็จะง่ายขึ้นมาก
หลังจากนั้นก็ไม่ได้ทำสืบต่อนานเข้ากายก็ดับไปเฉยๆ จึงอยากแนะนำให้ความรู้สำหรับผู้ที่มาอ่าน นำไปปฏิบัติในหลักวิชชาฯ หลวงปู่ท่านจะสอนให้รวมใจหยุดเสมอๆ เพราะ “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” โดยท่านให้รวมใจ คือ เห็น จำ คิด รู้ ให้รวมหยุดเป็น 1 ทั้ง 4 อย่างนี้ เมื่อรวมกันแล้วเรียกว่า ใจ
คำว่า ใจ ก็คือ จิต นั้นเอง จิตนั้น คือ สภาพแจ้งชัดในการรับรู้อารมณ์ ซึ่งประกอบด้วย 4 อาการ คือ
1.เห็น คือ เวทนาขันธ์ ความรู้สึกในอารมณ์ รับรู้อารมณ์ว่าเป็นสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ เกิดจากผัสสะ การกระทบ ของอายตนะทั้ง 6 มี ตา หู เป็นต้น สรุปความคือ ความรู้สึกในตัวอารมณ์
2.จำ คือ สัญญาขันธ์ ความจำได้หมายรู้ ทำหน้าที่จำบันทึกข้อมูลและกำหนดหมายรู้ลักษณะของอารมณ์ต่างๆ เพื่อให้จำได้และจดจำสิ่งที่ได้รับรู้มา สรุปความคือ ความจำได้หมายรู้
3.คิด คือ สังขารขันธ์ ความคิดปรุงแต่งที่ทำหน้าที่ปรุงแต่งจิตให้คิดดี (ปุญญาภิสังขาร) คิดชั่ว (อปุญญาภิสังขาร) หรือเป็นกลาง (อเนญชาภิสังขาร) เป็นสภาพที่ปรุงแต่งอารมณ์ ก่อให้เกิดเจตนาและการกระทำทางกาย วาจา และใจ ทำให้เกิดความคิดนึกต่างๆ สรุปคือ ความคิดที่ปรุงแต่งอารมณ์ต่างๆ
4.รู้ คือ วิญญาณขันธ์ ความรู้แจ้งอารมณ์ ทำหน้าที่รับรู้ข้อมูลภายนอกที่มากระทบ เป็นสภาพการรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและดับไปตามเหตุปัจจัย
อาการ 3 อย่างนี้ คือ เห็น(เวทนาขันธ์) จำ(สัญญาขันธ์) คิด(สังขารขันธ์) เป็นเจตสิกธรรม คือ ธรรมอันเป็นสภาพเกิดร่วมกับจิต แต่ไม่ใช่จิต อุปมาเหมือนบ้าน 1 หลัง ก็มีหลายๆองค์ประกอบ เช่น หน้าต่าง เสา หลังคา ฯลฯ ถามว่าสิ่งใดล่ะคือบ้าน?? เสาเหรอ หลังคาเหรอ เป็นบ้าน ถ้ามีเสาเฉยๆ หลังคาเฉยๆ ก็ไม่ใช่บ้าน ต้องอาศัยองค์ประกอบสำคัญหลายๆอย่างรวมกันจึงจะเป็นบ้านขึ้นมา โดยทำนองเดียวกันนี้ให้เข้าใจสภาพเจตสิกธรรมที่เกิดร่วมกับจิตแต่ไม่ใช่จิต และ รู้ (วิญญาณขันธ์) คือ ตัวจิต ทั้งจิตและเจตสิก 2 อย่างนี้ คือ นามธรรม จะว่าเป็นนามกายก็ได้ ส่วน ธาตุ 5 น้ำ ดิน ไฟ ลม อากาศธาตุ เป็นรูปธรรม สิ่งที่กอปรให้เกิดรูปกายขึ้นมา เป็นรูปขันธ์ อาศัยมีวิญญาณธาตุ มาผนวกเข้ารวมเป็นธาตุ 6 จึงเกิดขึ้นมาเป็นสัตว์ที่มีชีวิต เป็นอุปาทินนกสังขาร คือ สังขารมีใจครอง เช่น มนุษย์ สัตว์ ที่มีสภาพจำได้หมายรู้ ส่วนสิ่งที่มีแต่ธาตุ 5 เป็นอนุปาทินนกสังขาร สังขารไม่มีใจครอง เช่น โต๊ะ เตียง ตั่ง ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่มีชีวิตนั่นเอง หลวงปู่ท่านสอนให้รวมใจหยุด 4 อย่างนี้ เป็น 1 เดียว เพราะถ้าต่างสิ่งต่างอย่างไปคนละทาง ก็คือใจเตลิด เตลิดมากๆก็เป็นบ้าได้ ใจแตกนั้นเอง ท่านจึงใช้อุบายรวมใจโดยเอาอาโลกกสิณ กสิณแสงสว่าง อันเป็นกสิณกลางที่ทุกจริตฝึกได้มาเป็นอุบาย เห็นภาพดวงแก้วใสแจ่ม จำรูปนิมิตนั้นๆเสมอๆ คิดให้เห็นดวงแก้วตลอดไม่คิดเรื่องอยู่ คิดแต่คำบริกรรมภาวนาว่า สัมมาอะระหังๆๆๆ รู้ในสิ่งที่เห็นคือดวงแก้วที่ทำเป็นนิมิต ก็มีแค่นี้เอง ไม่ได้ยากอะไร แต่ต้องพยายามทำ
ผมจำคำแนะนำวิธีฝึกได้ ขอแนะนำไว้ เผื่อเป็นประโยชน์สำหรับบางคนที่ฝึก หลวงพ่อพระราชวิริยาลังการ (หลวงพ่อมหาสุบิน) วัดปากน้ำ ท่านเคยสอนผมว่า
“เวลาทำกัมมัฏฐานทำสมาธิ ต้องมี 4 อย่างกำกับเสมอๆ
1.อย่าดีใจ ว่าเราเห็นแล้ว พอดีใจ นิมิตก็หาย
2.อย่าเสียใจ ว่าเราไม่เห็น หรือเห็นไม่ชัด
3.อย่ากลัว บางคนนั่งๆไปกลัวตายก็มี ให้ตัดใจ
4.อย่าสงสัย ว่าที่เห็นเป็นของจริงหรือเปล่า ต้องนึกว่าดวงต้องใสขนาดไหน ใหญ่ขนาดไหน ชัดขนาดไหน ต้องตรงศูนย์ขนาดไหน ถ้าเป็นแบบที่ว่ามานี้ จะทำให้สมาธิเคลื่อน และปฏิบัติไม่ก้าวหน้า
หลวงพ่อสด ท่านสอนอะไร ให้ดูดวงแก้วกลมใสใช้ไหม ท่านให้เอาใจรวมเป็น 1 มีเห็น จำ คิด รู้ ใช่ไหม? ก็หาดวงแก้วมาดู พระก็ได้ รูปหลวงพ่อก็ได้ มาดู อันดับแรก ดูก่อน ดูสัก 10 วิ สัมมาอะระหังๆๆๆไป ดูแล้วให้จำ พอครบแล้ว ลองหลับตาลงดู นึกจำภาพที่เราเห็นเมื่อกี้นี้ สัก 5 วิ ดูสิ ทำจนกว่าจะเห็นภาพชัดใส เห็นมากๆเข้า ก็จำได้ เมื่อจำได้มั่นคง ลองคิดดูสิว่าลอยเข้ามาตามฐานต่างๆตามที่ท่านสอน นึกว่าดวงนิมิตลอยมาอยู่ที่ช่องจมูกหญิงซ้าย ชายขวา แล้วก็ทำไปเรื่อยจนถึงฐานที่ 7 ศูนย์กลางกาย เหนือสะดือ 2 นิ้วขึ้นมา เห็นแล้วให้จำ จำได้ก็คิดว่านิมิตนั้นปรากฏที่กลางท้อง แล้วก็ให้รู้เฉยๆอยู่กับดวงนิมิตนั้นต่อไป ไม่ต้องทำอะไร อย่าไปรีบ มันต้องค่อยๆเป็นค่อยไป รู้ๆๆๆ ไปเรื่อยๆ จนเห็นดวงใสแจ่ม ก็ดูรู้ไปเรื่อยๆๆ ลองนึกดูสิ เราสามารถเห็นดวงกสิณเราได้กี่วิ 5 วิ 10 วิ ก็ฝึกไปเรื่อยๆ ทรงไว้ นึกตอนไหนเห็นตอนนั้น แล้วจะนึกให้เห็นนานขึ้นตามที่ต้องการก็ทำได้ พอเห็นชัด หลับตา ลืมตา ก็เห็นได้ ทีนี้ นึกให้เล็ก ให้ใหญ่ ขยายเข้าออก ทำได้ไหม ทำได้เร็วนึกปุ๊ปเป็นปั๊ปไหม ก็ฝึกไป ไม่ต้องรีบ เห็นแล้วลองทำจนจิตไม่เคลื่อนสัก 7 วันดู ให้มันอยู่ตลอดไม่วอกแวก ทำได้มั้ย เอาแค่นี้ก่อนเรื่องอื่นอย่าพึ่งไปว่า ทำได้แบบนี้ เรียกว่าจิตเป็นสมาธิ อย่าลืมหลักการ ไม่ดีใจ เสียใจ กลัว สงสัย ถ้ายังมีแสดงว่า สมาธิเราน้อย ถ้ามีสมาธิไม่ดีใจไม่เสียใจ ไม่กลัว และหมดสงสัย เพราะจิตเป็น 1 เรียกว่า เอกกัคคตารมณ์ ใจรวมเป็น 1 ใจรวมเป็น 1 คือมีสมาธิ ต้องมีองค์อะไร มีองค์ 5 วิตก วิจารณ์ ปีติ สุข เอกัคคตารมณ์ นี่จิตเป็นสมาธิ เป็นฌานจิต ให้ทำแบบนี้ให้ได้ก่อน ให้มั่นคงก่อน อย่างอื่นมันจะตามมาเอง ถ้าทำไม่มั่นคงก็ไปไม่ได้”
เข้าใจว่า ดีใจ เป็นความโลภ จะมากน้อยก็เป็นนิวรณ์ธรรมกั้นความดี หรือดีใจ อิ่มเอิบ มีปีติ แต่ถ้าปีติมากเกินไปสมาธิก็เคลื่อน
ความเสียใจ เป็นอารมณ์ไม่น่าปรารถนา อัดอั้นตันใจ ขุ่นหมอง เป็นปฏิฆะ โทสะ บางทีก็นึกต่อว่าตัวเองว่า ทำไมไม่เห็น ไม่เป็นธรรมะกับคนอื่นบ้าง คิดว่าตนเองไม่มีบุญจะได้ ท้อใจ ถอดใจ สุดท้ายก็เลิกทำ ต้องมีแรงจูงใจ หรือมีคนชี้แนะ
ความกลัว เป็นโมหะ หลงไม่รู้จริง กลัวตายบ้างก็มี บางคนกลัวกิเลสหมดแล้วจะไม่สนุก ดูสิ มันหลอกเรากิเลส ให้มันหมดจริงเหอะ ถ้ามันจะหมดง่าย ป่านนี้เราบรรลุธรรมไปนานแล้วละ ไม่ต้องมาเกิดแล้ว แสดงว่าเรายังดีไม่พอ และยังไม่ดีจริง ยังไม่ถึงของจริง
ความสงสัย เป็นวิจิกิจฉา สงสัยในคำสอนว่าถูกไหม คนสอนดีมั้ย เราทำถูกหรือเปล่า สงสัยในข้อปฏิบัติ ในอดีตที่ผ่านมา ในอนาคตจะมาถึง สงสัยว่า นึกดวงแก้วใสพอไหม จริงหรือเปล่าที่เห็น เป็นต้น ท่านอาจารย์ภัทระ พิริยะอังกูร อาจารย์ทิดยอด ลูกศิษย์หลวงพ่อพระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม) วัดปากน้ำ เคยสอนว่า ”นึกไปเหอะ จะจริงไม่จริง ทำไปเรื่อยๆ เข้ากลางของกลางดับหยาบไปหาละเอียดถ้าทำถึงและละเอียดจริงก็จะหมดสงสัยเอง อย่างน้อยๆ ถ้าเราคิดไปเอง เห็นองค์พระผุดขึ้นตลอดเลยเป็นชั่วโมงๆได้ แสดงว่าเธอต้องคิดเก่ง ไม่เปลี่ยนเรื่องคิดเลย แล้วเราคิดเห็นพระ ใจเราอยู่กับพระ ก็เป็นบุญ คิดได้ตลอดๆ แสดงว่าเก่ง อย่างน้อยๆก็ไม่ได้ไปคิดเรื่องที่ไม่ดี นึกเห็นพระก็เป็นกัมมัฏฐาน ไม่ต้องสงสัย ทำไปเหอะ ทำไปเรื่อยๆ“
และการวางใจที่เกินไป หรือหย่อนไป ก็ทำให้ไม่พอดี ถ้าทำจนเกินความพอดี ก็ไม่ได้ดี เพราะผิดธรรมชาติ วางใจหนักเกินไป วางใจผิด ก็ไม่เป็น เพราะมันเลยจุดความเป็นกลางไป จะถึงเป้าแต่เลยออกไปข้างทาง หรือวางใจไม่ถูกจุด ทำยังไม่ถึง ประกอบเหตุไม่ถูก ประกอบความเพียรไม่ถึง ยังทำดีไม่พอ ก็ไม่ได้ความดีอีก จะได้ดี ต้องทำดีให้พอดี ถ้าไม่พอดีเกินความพอดีแล้วก็ไม่ได้ ทำไม่ถึงที่ก็ไม่เป็นจึงต้องวางใจเป็นกลาง พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) วัดปากน้ำ ท่านเคยกล่าวว่า “ขุดบ่อล่อธารา ให้อุตส่าห์ขุดร่ำไป
ขุดตื้นตื้นน้ำบ่มี ขุดถึงที่น้ำจึงไหล”
คือต้องเพียรทำไป ทำให้ตรงทางและสม่ำเสมอ เหมือนเราขุดหาตาน้ำ และคำว่า วางใจเป็นกลาง ปล่อยวาง ทำยากมาก โดยคำพูด พูดง่าย แต่ทำจริงๆ ทำไม่ได้
พระราชนิโรธรังสี (หลวงปู่เทสก์ เทสรงฺสี) วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย ท่านพูดว่า “พูดใดทำใจเป็นกลางได้ ผู้นั้นจะพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้” เพราะพอใจก็เป็นกามคุณ ไม่พอใจก็เป็นทุกข์ ความพอใจ ความไม่พอใจ เมื่ออยากได้ไม่ได้ขึ้นมาก็เป็นทุกข์ จึงต้องวางไว้ก่อนทำใจเป็นกลางๆ และคำว่า “ปล่อยวาง ปล่อยว่าง” จะเป็นคำพูดติดปากคนส่วนใหญ่พอทำจริงๆ ทำไม่ได้ เวลาคนอื่นเป็นทุกข์มาก็สอนคนอื่น แต่พอโดนด้วยตัวทำจริงๆไม่ได้ แม้จะว่า เราเข้าใจนะ เราก็เคยเป็น ก็เหมือนกับแผลสด มันก็เจ็บ พอแผลแห้ง มันหายดีแล้ว ก็พูดได้ แต่พอโดนกับตัว ก็ไปไม่เป็น แต่ว่าเราก็ควรที่จะฝึกด้วย ต้องพิจารณาด้วยว่า ปล่อยวางจริงๆ หรือที่กันแน่เราปล่อยปละละเลย อุปมาเหมือนกับเรามีลูก เราก็ว่าลูกเราเป็นคนดี ลูกทำผิด มีคนมาเตือน ก็ว่า ปล่อยวาง มันเป็นเด็กจะถือสาหาความอะไร พอมันโตมาคบเพื่อนไม่ดีคะนอง ก็ว่าธรรมดาวัยรุ่น จนสุดท้ายกลายเป็นคนเกินเยียวยา เป็นคนเลว จะมาหัดมาฝึกก็ไม่ทันแล้วมันสายกว่าจะหัดเพราะมันดักดานไปแล้ว ที่จริงมีคนมาเตือนก็แทนที่จะพิจารณาและสั่งสอนให้ถูกทาง ฝึกหัดดัดนิสัยตั้งแต่ยังเด็ก จะได้เป็นอุปนิสัยที่ดีสืบไปในอนาคตเมื่อโตมา หรือยกตัวอย่าง บ้านเราสกปรก มีฝุ่น ไม่เป็นไรหรอกปล่อยวาง หรือไม่เป็นฝุ่นนิดเดียว ก็สะสมเข้าๆ นานๆบ้านก็สกปรก จึงไม่ใช่ปล่อยวาง แต่คือปล่อยปละละเลย นี่ยกเป็นอุทาหรณ์ให้เห็นภาพรวม ในทางปฏิบัติก็เช่นกันต้องวางใจเป็นกลางด้วยความเห็นที่ถูกตามความเป็นจริง ที่ว่ามานั้น ที่ว่า “วางใจเป็นกลางๆ” “วางใจให้พอดี” “ทำให้ดีถึงจะได้ดี ถ้าเกินความพอดี หรือยังไม่ถึงดี ก็ยังไม่ได้ดี” ทั้งหมดนี้ ก็คือหมายเอาคำว่า มัชฌิมาปฏิปทา ทางเดินในทางสายกลาง ซึ่งเมื่อเดินทางสายกลาง เราเอาอะไรเป็นทางเดิน ก็คืออริยมรรคมีองค์ 8 ประการ เริ่มต้นเลย สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง) เมื่อเห็นผิดก็คิดผิด พูดผิด ทำผิด ชักนำผู้อื่นผิดๆ แล้วก็คลาดเคลื่อนไปจากความดีในที่สุด จึงได้อธิบายเล่าเรื่องปล่อยวางให้เข้าใจ
จึงสรุปใจความที่หลวงปู่ท่านว่า ท่านสอน สมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน คือ ท่านสอนธรรมกาย เป็นทั้งสมถะด้วย วิปัสสนาด้วย ผมเคยสงสัย ต่อมาศึกษาจากครูบาอาจารย์หลายๆท่านและปฏิบัติพอสมควรจึงเริ่มๆเข้าใจ ที่เรารวมใจหยุดนั่นถูกตัวสมถะ และการเห็นรูปกับนาม ก็เป็นวิปัสสนาในตัว นี่เป็นประเด็น
กับท่านพระครูไกรสรวิลาศ หลวงปู่ณัฐนันท์ กุลสิริ วัดปากน้ำ ท่านแนะแนวทางว่า เธอสังเกตดูมีเวลาทำสมาธิ มีหลายคนโจมตีหลวงพ่อว่าเป็นแต่สมถะไม่ใช่วิปัสสนา มากล่าวหาโจมตีท่านบ้าง อย่างเห็นดวงปฐมมรรค คือเบื้องต้นของทางเดินมรรคผล เห็นดวงใสแจ่มขึ้นมา จิตที่หยาบๆก็ละไป ดวงเก่าขยายออกไป ดวงใหม่เกิดขึ้น ถ้าสังเกตเราก็เห็นความเกิดดับของใจ นี่ก็เป็นวิปัสสนาแล้ว เพียงแต่เราจะรู้และทำเป็นมั้ยเท่านั้นเอง นี้ประเด็นหนึ่ง
กับเคยได้ยินและเห็นหนังสือของวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม จ.ราชบุรี ของพระเทพญาณมงคล (เสริมชัย ชยมงฺคโล) หรือที่รู้จักในนามว่า หลวงป๋า ท่านมักจะใช้เรียกว่า “วิชชาธรรมกาย เป็นมหาสติปัฏฐาน4 ถึงธรรมกาย ถึงพระนิพพานธาตุของพระพุทธเจ้า” ก็สงสัยว่าเป็นสติปัฏฐาน 4 ยังไง นั่นตั้งแต่ยังเป็นเด็กมันไม่รู้เรื่องรู้ราว ยังโง่อยู่ ทุกวันนี้ก็เหมือนเดิม ก็พยายามค้นหาคำตอบ ปฏิบัติๆไป จึงเข้าใจว่า สติปัฏฐาน 4 มีองค์ประกอบคือ กาย เวทนา จิต ธรรม และทำไมเป็นสติปัฏฐาน 4
1.เห็นกายในกาย เบื้องต้น 18 กาย นี่ก็บอกอยู่แล้วว่า กายมันซ้อนๆกันเข้าไป ไม่ใช่แต่ 18 กาย ยังมีซ้อนๆกันไปไม่มีประมาณ เป็นคุณธรรมที่ละเอียดๆเข้าไป หรือเห็นกายเก่าขยายว่างออกไป กายใหม่ที่ใสสะอาดละเอียดปรากฎขึ้น ทั้งหมดที่ว่ามานี้ เรียกว่า เห็นกายในกาย
2.เมื่อเห็นกาย ก่อนจะเห็นกายต้องเห็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายนั้นๆ เมื่อเห็นกายแล้ว หยุดเข้าในกลางของกลาง ก็จะปรากฏกายที่ละเอียดกว่าเดิม ก็จะมีดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายนั้นๆขึ้นไป ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายเป็นสภาวะธรรมที่ละเอียด เมื่อเห็นชัดแล้ว ชื่อว่า เห็นเวทนาในเวทนา
3.เมื่อทำละเอียดๆเข้าไปก็จะรู้อะไรๆในตัวเองได้มาก เห็นจิตตัวเองสงบ เห็นจิตตัวเองหยาบ เห็นจิตโกรธ จิตดีใจเสียใจ เก็นอาการเปลี่ยนของวาระจิต เป็นต้น เมื่อเห็นอย่างนี้ ชื่อว่า เห็นจิตในจิต
4.เมื่อเราเดินดวงเดินกายได้ 18 กาย เดินอนุโลมปฏิโลม ฝึกวสีในการเดินดวงเดินกายให้ชำนาญ หรือ เจริญวิชชาฯตั้งสุดหยาบไปหาละเอียด พิศดารกาย ซ้อนกาย สับกาย ซ้อนสับทับทวี จนกายใสดีไม่มีราคีในระดับหนึ่งแล้ว ก็เจริญสมาบัติ เดินสมาบัติทำนิโรธ(ไม่ใช่นิโรธสมาบัติ) คือ ดับหยาบไปหาละเอียด จนจิตปล่อยวางในอุปทานในเบญจขันธ์ ก็จะถูกกับศูนย์นิพพานแล้วตกสูญธรรมกายอรหัตที่บริสุทธิ์นั้นก็จะปรากฎในอายตนะนิพพานของพระพุทธเจ้า แล้วก็ให้ซ้อนกายสับทับทวีในกลางของกลางธรรมกายตรัสรู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะเข้าไปไม่ถอนถอย หยุดในหยุด เข้ากลางของกลาง ดับหยาบไปหาละเอียดเพื่อเป็นธาตุล้วนธรรมล้วนภาคบุญล้วนๆให้ยิ่งๆขึ้นไป เป็นการทำวิชชาฯสะสางธาตุธรรม ก็ดำเนินต่อไปตามส่วนที่จะทำได้ เก็บเหตุวิบัติ อวิชชา อนุสัย อาสวะกิเลส ทำวิชชาฯสะสางให้สะอาด ถอดถอนอนุสัยอาสวะ
ทำไมจึงเรียกทำวิชชาฯ ทำวิชชาฯในความหมายในที่นี้เฉพาะที่อธิบายจุดนี้ไม่ใช่ทั้งหมด เราดับเหตุ คือ สมุทัย เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ อวิชชาหรือเหตุของทุกข์ เราจึงต้องเจริญวิชชาฯ เพื่อดับอวิชชา ด้วยการดับหยาบไปหาละเอียดเสมอๆ ซึ่งก็ต้องผ่านสติปัฏฐาน 4 มีกาย เวทนา จิต ธรรม และก็เป็นหนึ่งในอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นมัคคสมังคี เป็นโพธิปักขิยธรรม ธรรมอันเป็นเครื่องให้ตรัสรู้ นี่คือถอดถอนอวิชชา อนุสัย อาสวะกิเลสที่มักดองในจิตสันดานมาไม่รู้กี่มากน้อยภพชาติ ตามอินทรีย์ของเราที่เพียรเจริญพุทธวิชชาฯ จะดับไฟก็ต้องใช้น้ำ สู้บาปต้องเอาบุญสู้ จะถอดถอนอวิชชา คือ มูลรากอันเป็นฝ่ายเหตุให้เกิดทุกข์ ก็ต้องใช้ วิชชาฯ เข้ามาหักล้างกันจึงเรียกว่า ทำวิชชาฯ และที่กล่าวมามากนี้ ในขณะที่ทำๆหากพิจารณาผ่าน 18 กาย เห็นกายมนุษย์ กายทิพย์ รูปพรหม อรูปพรหม เป็นกายโลกียะ คือตกในฝ่ายสังขตลักษณะ ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ก็คือ ยังต้องดับสูญเปลี่ยนแปลงไปตามวาระของจิต และเป็นธรรมกายโคตรภูบุคคล ธรรมกายโสดา-อรหันต์ที่ละเอียดๆ เป็นการเข้าถึงธรรมในฝ่ายโลกุตตระ คือเป็นอสังขตลักษณะ เป็นสภาพไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง เพราะเป็นธรรมขันธ์ เป็นธรรมธาตุ ธาตุล้วนธรรมล้วนๆๆ เห็นอย่างนี้ชื่อว่า เห็นธรรมในธรรม
และพิจารณาให้ละเอียดขึ้นไปยิ่งกว่านั้น จะเห็นความใสของแต่ละกายต่างกัน กายมนุษย์ก็จะหมอง ขนาดเล็ก และหยาบ กว่ากายทิพย์ เป็นในทำนองนี้ไปสุดละเอียด ก็จะเห็น ธรรมที่หยาบ(หีนะธรรม) ธรรมปานกลาง(มัชฌิมธรรม) ธรรมที่ละเอียดปราณีต(ปณีตะธรรม) ในส่วนกายธรรมขึ้นไปนั้น ธรรมกายโคตรภู หน้าตัก 4-5 วา ก็หยาบหมองและขนาดเล็กกว่า ธรรมกายโสดา เป็นโดยนัยยะไปจนถึงกายอรหัตละเอียด เป็นเพราะกายธรรมโคตรภูบุคคลยังถูกสังโยชน์ร้อยไส้อยู่ ต่อมาเมื่อละสังโยชน์ได้ ธรรมกายโสดาทำลายสังโยชน์ 3 ได้แก่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส และยังถูกสังโยชน์อีก 7 ตัวร้อยไส้ จึงสว่างและปราณีตตามอาการละสังโยชน์ได้ หน้าตักกายก็ขนาดส่วนตามธาตุธรรมที่สะอาด 5 วา ธรรมกายสกทาคามี ละสังโยชน์เบื้องต้นได้แล้ว 3 ตัว ทำโทสะ โลภะ โมหะ ให้เบาบางลงได้ กายและหน้าตักก็ขยายขึ้นตามธาตุธรรมที่สะอาดบริสุทธิ์ หน้าตักกายสกทาหยาบ 5 วา กายสกทาละเอียด 10 วา ธรรมกายอนาคามีใสสะอาดปราณีตกว่ากายที่ผ่านๆมา เพราะละสังโยชน์เบื้องต้นได้แล้ว 3 ข้อ และละเพิ่มได้อีก 2 ข้อขึ้นมาคือ ปฏิฆะ และ กามราคะ ก็สะอาดและขยายส่วนตามธาตุธรรมที่บริสุทธิ์มีหน้าตัก กายอนาคาหยาบ 10 วา กายอนาคาละเอียด 15 วา ธรรมกายอรหัตหยาบจะใสสะอาดปราณีตมีหน้าตัก 15 วา ธรรมกายอรหัตละเอียดจะใสสะอาดสว่างเต็มธาตุเต็มธรรมเป็นธาตุล้วนธรรมล้วน เพราะละสังโยชน์ทั้ง 10 ข้อได้แล้ว จึงสะอาดเต็มธาตุเต็มธรรม เป็นธาตุล้วนธรรมล้วน มีหน้าตัก 20 วาขึ้นไป เมื่อดับหยาบไปหาละเอียด(ทำนิโรธ) ไปที่สุดละเอียดๆเข้าไป จะเห็นความหยาบ ท่ามกลาง และปราณีตของแต่ละกายที่สะอาดเป็นภาคพระฝ่ายสัมมาทิฏฐิที่ละเอียดขึ้นไป เห็นธรรมเบื้องต้น เบื้องกลาง และขั้นละเอียด นี้เป็นประเด็นหนึ่ง เมื่อชำเลืองด้วยปัญญาพิจารณาดูสภาวะธรรมที่ละเอียดๆเข้าไป จะเห็นว่า จิตเรา กายแต่ละกายนั้นถูกหุ้มเป็นชั้นๆ และเข้ากลางของกลางเป็นธาตุล้วนธรรมล้วนที่สะอาดๆขึ้นไปมากเท่าไหร่ ก็จะเห็นหน้า เห็นหลังตัวเอง เข้าใจเหตุผลต่างๆ เห็นสภาวะของธาตุธรรมว่ามี 3 ฝ่าย
1.กุสลาธัมมา ธาตุธรรมขาวที่เป็นฝ่ายบุญ ภาคพระ ให้ผลเป็นความดี
2.อกุสลาธัมมา ธาตุธรรมดำที่เป็นฝ่ายบาป ภาคมาร ให้ผลเป็นเหตุวิบัติฉิบหาย
3.อัพพยากตาธัมมา ธาตุธรรมเทาๆที่เป็นฝ่ายกลางๆ ธาตุธรรมไหนแก่กล้าละเอียดกว่าก็จะไปหนุนธาตุธรรมนั้นๆแล้วจะให้ผลตามธาตุธรรมนั้นๆที่เข้าไปหนุน โดยมากมักค่อนไปในทางไม่ดี
ซึ่งถ้าพิจารณาถี่ถ้วนด้วยปัญญา ไม่ใช่แต่เวลาเป็นธรรมะทำธรรมะเท่านั้น ทุกสรรพสิ่งในภพ 3 (กามภพ รูปภพ อรูปภพ) ล้วนมีธาตุธรรม 3 ฝ่ายปนเปื้อนปนเป็นอยู่เพียงจะมากจะน้อยตามเหตุปัจจัยองค์ประกอบ ยกตัวให้เห็นง่ายๆ เช่น มีด ถ้าเราเอามีดไปฆ่าคนก็เป็นโทษ เอาไปทำประโยชน์ ทำกับข้าวก็อิ่มท้องให้คุณ ส่วนวางไว้เฉยๆ มีดก็ยังคงความเป็นมีด จะให้เป็นหินก็คงไม่ใช่ เหมือนกันธาตุธรรมกลางก็เป็นเช่นนั้น แต่มีดก็มักให้โทษเป็นของประหัตประหารจำต้องระมัดระวังเสมอ ในทำนองเดียวกันธาตุธรรมฝ่ายกลางก็ด้วย เป็นการเห็นสภาวะธรรมของธาตุธรรมทั้งหยาบไปจนละเอียดปราณีตตามลำดับๆไปแต่ละขั้น และเห็นธาตุธรรมแต่ละฝ่ายมีดี,ชั่ว และเป็นกลางๆ จึงสรุปความเป็นเป็นการเห็นธรรมในธรรม จึงกล่าวสมทบได้ว่า เป็นมหาสติปัฏฐาน 4 ถึงธรรมกาย ถึงพระนิพพานธาตุของพระพุทธเจ้าโดยแท้
จึงไม่ต้องสงสัยในหลักสัมมาปฏิบัติของหลวงปู่วัดปากน้ำ เหลือแต่ลงมือทำ จะเป็นการพิสูจน์ไปในตัวของการกระทำอยู่แล้ว เมื่อปฏิบัติเห็นผลแล้วก็จะเป็นประจักษ์พยานในการเข้าถึงธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตขีณาสพเจ้า และบุรพาจารย์ในกาลก่อน ว่าเข้าถึงได้จริงๆ และตัวเราก็เป็นธรรมะขึ้นมาเองด้วย และก็ไม่ต้องไปเคลือบแคลงหรือคล้อยตามคำคนให้ร้ายหลักวิชชาฯของท่าน ถ้าวิชชาธรรมกายเป็นของเก๊ เป็นของปลอม คงไม่ทนทานต่อการพิสูจน์แต่เพียงนี้ และก็มีอานุภาพของวิชชาฯ หลวงปู่วัดปากน้ำ และผู้เข้าถึงวิชชาฯเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว
อีกประการหนึ่งธรรมกายที่เข้าถึงรู้เห็นและเป็นนั้น เป็นสภาวะธรรมไม่ใช่นิมิต เป็นสภาวะธรรมแห่งธรรมขันธ์ เป็นธาตุล้วนธรรมล้วนในฝ่ายกุศล ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ถ้ายังปรุงแต่งอยู่ ก็ต้องเกิด ดับ แปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย แต่ทำไมเราถึงเห็นธรรมกาย มีลักษณะเป็นพระปฏิมากรเกศบัวตูมใสสะอาด ต้องทำความเข้าใจเรื่องของการเห็นก็คือ จักษุ คำว่า จักษุ หมายความว่า การเห็น หรือ ตาก็ได้ ตาคืออวัยวะหรืออายตนะใช้ในการเห็น ในทางพระพุทธศาสนากล่าวถึงการรู้เห็น คือ
จักษุ 5 ประการ มีดังนี้
1.มังสะจักษุ ตาเนื้อ การรู้เห็นด้วยตาเนื้อกายมนุษย์
2.ทิพยะจักษุ ตาทิพย์ การรู้เห็นในสภาพเป็นทิพย์ที่ละเอียด อาจจะอธิบายโดยพิศดารว่ามี
เทวะจักษุ ตาทิพย์ของเทวดาในกามภพ
พรหมจักษุ ตาทิพย์ของเหล่าพรหมกายิกา มีทั้งในส่วนรูปพรหม และอรูปพรหม
3.ปัญญาจักษุ ตาคือปัญญา อีกนัยยะหนึ่งก็คือธรรมจักษุ ตาธรรม
4.พุทธะจักษุ ตาเป็นญาณรู้ของพระพุทธเจ้า
5.สมันตะจักษุ ตาเห็นโดยรอบ
ในความเข้าใจของผู้เล่า อาจจะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แต่ตามที่จับประเด็น เข้าใจว่า
ตาเนื้อ ก็เห็นของหยาบที่ปรากฏเฉพาะหน้า
ตาทิพย์ เห็นของละเอียด ตามระดับภูมิธรรมถ้าในระดับเทวธรรมก็เห็นกายมนุษย์ กายทิพย์ได้ แต่เห็นในระดับพรหมธรรมไม่ได้ พรหมธรรมที่หยาบเห็นในระดับพรหมธรรมที่ละเอียดไม่ได้
ตาคือปัญญา บ้างก็ว่าธรรมจักษุ เป็นตาที่มองเห็นธรรมกาย
พุทธะจักษุ เป็นญาณทัศนะ คือตัวรู้เห็นของธรรมกาย
สมันตะจักษุ เป็นญาณทัศนะของสัพพัญญู
ในส่วนที่ว่า ธรรมกายไม่ใช่นิมิต เป็นสภาวะ เพราะเห็นด้วยธรรมจักษุ เห็นด้วยธรรมที่เข้าถึงด้วยปัญญา ธรรมกายที่เห็นนั้นก็เช่นทำนองนั้นเป็นสภาวะ เหมือนกับเราหิวข้าว เรารู้ว่าหิว เห็นด้วยอาการว่าหิว ไม่ได้เห็นเป็นตัว แต่เห็นด้วยอาการ ไม่สามารถจะควักออกมาให้เห็นได้เป็นสาธารณะ ก็โดยทำนองเดียวกัน นึกเห็นขึ้นมาก็ไม่ใช่ธรรมกาย นึกไม่ได้ ถ้านึกก็คือปรุงแต่ง สภาพที่ปรุงแต่งไม่ใช่นิพพาน จึงไม่ใช่นิมิตที่ปรุงแต่งขึ้นมา งั้นไม่ต้องนึกหรือทำอะไรก็จะเป็นธรรมกายขึ้นมานั้นไม่ใช่แน่ งั้นอยู่เป็นเฉยๆจะเป็นธรรมกาย ก็ไม่ต้องทำอะไร ก็เป็นกันทั้งโลกแล้วละสิ ไปนิพพานกันหมดแล้ว แต่ต้องประกอบเหตุขึ้นมา คือ รวมใจหยุดไว้ที่ศูนย์กลางกาย และพัฒนาจิตจะสะอาดไปโดยตามลำดับ ถ้ามีมนุษยธรรมก็จะมีกายมนุษย์ มีเทวดาธรรมก็มีกายทิพย์ พรหมธรรม ในส่วนหยาบก็เป็นกายรูปพรหม ส่วนที่ละเอียดก็เป็นกายอรูปพรหม และเมื่อประกอบเหตุจนถึงพุทธธรรม ก็จะเห็นและเข้าถึงธรรมกาย ธรรมกายที่สุดละเอียดเป็นธาตุล้วนธรรมล้วนไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งในโลกียะวิสัย แต่เป็นสภาพในส่วนโลกุตตระ พ้นวิสัยโลกจะคาดเดาได้ พุทธธรรมก็ดี ธรรมกายก็ดีประกอบขึ้นด้วยธรรมขันธ์ 5 คือ สีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัศนะขันธ์ ทำให้เห็นลักษณะ 2 อย่าง
1.สังขตะลักษณะ คือ สภาพที่ปรุงแต่งด้วยเหตุปัจจัย เป็นโลกียะวิสัย ประกอบเหตุขึ้นจากเบญจขันธ์ คือ ขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
2.อสังขตะลักษณะ คือ สภาพที่ไม่ได้ถูกปัจจัยปรุงแต่ง เป็นโลกุตตระวิสัย พ้นวิสัยโลก เป็นวิสัยของธรรมธาตุ ประกอบเหตุขึ้นจากธรรมขันธ์ มี ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัศนะ
สภาพทั้งสองจึงเป็นสภาพสภาวะคนละขั้วกัน จึงเป็นข้อสังเกตสำหรับผู้ปฏิบัติมาระหว่างการที่เรานึกคิดภาพองค์ครอบตัวจัดเป็นกสิณ กับ การเจริญวิชชาฯ ที่ต้องทำหยุดทำนิ่งไว้ใจให้ถูกส่วนเข้าจะปรากฏธรรมกาย สภาวะของใจที่เสพอารมณ์นั้นจะต่างกัน และข้อสังเกตให้เห็นชัดคือ ถ้าเป็นกสิณ เมื่อทำจนเป็นอุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิต นิมิตนั้นจะใสสว่างและไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนสภาวะธรรมกายจะละเอียดพัฒนาตามศักยภาพของใจที่ละเอียดเข้าถึงในสุดละเอียดขึ้นไป แล้วก็ไม่ไปขัดแย้งว่า วิชชาธรรมกายเป็นอาโลกกสิณ โดยเบื้องต้นนึกเห็นดวงใสแจ่มใสเป็นอุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิต จนเกิดฌานจิต เมื่อวางใจถูกส่วนไว้ที่กำเนิดธาตุธรรมเดิมก็จะเห็นดวงปฐมมรรค ก็จะเป็นการเดินสภาวะในส่วนละเอียดขึ้นไป ผ่านนิมิตกสิณในเบื้องต้น เมื่อเป็นวิชชาฯ ก็เป็นสภาวะธรรม จึงว่าต้องทำหยุด ทำนิ่ง รวมใจให้หยุด หยุดจากการปรุงแต่งตามสภาพของสังขตะธรรม เพื่อประกอบเหตุขึ้นมาจนถึงระดับพุทธธรรม ที่ทำให้เข้าถึงธรรมกายได้ สรุปให้เข้าใจในประเด็นนี้คือ ไม่คิดไม่ปรุงแต่ง แต่ก็ต้องประกอบเหตุคือ หยุด กับ นิ่ง ไว้ตรงฐานที่ตั้งอันเป็นที่กำเนิดธาตุธรรมเดิม ประกอบเหตุที่ธรรมให้เป็นพุทธธรรม คือ ธรรมขันธ์ มีศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณะทัศนะ หลวงปู่จึงเคยกล่าวสอนว่า
“ประกอบเหตุ สังเกตผล สนใจเถิด ประเสริฐนัก
ประกอบในเหตุ สังเกตในผล สนใจเข้าเถิด ประเสริฐดีนัก
ประกอบที่ในเหตุ สังเกตดูในผล สนใจหนักเข้าเถิด ประเสริฐดียิ่งนัก”
ต้องประกอบเหตุสังเกตผล เมื่อเหตุไม่ถึง ผลก็ไม่ปรากฎ และหยาบกับละเอียดต้องตรงกัน เหตุกับผลต้องไปด้วยกัน จะนึกทึกทักสำคัญตนเองก็จะผิดทางไป ในละเอียดทำไปอีกอย่างหนึ่งหยาบไม่มีผลต้องตรวจทานว่าอะไรผิดพลาดคลาดเคลื่อน ต้องมีเหตุผลตรงกันเสมอ เพราะอาจจะทึกทักคิดเองเออเองสำคัญ ยิ่งทำธรรมะต้องละเอียด และจะต้องเดินตามแนวทางตามธรรมขันธ์ ให้เลิกอยาก ลาหยอก ออกจากกาม เดินตามขันธ์ 3 คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
“เกิดมาว่าจะมาหาแก้ว พบแล้วไม่กำ จะเกิดมาทำอะไร
สิ่งที่อยากมันก็หลอก สิ่งที่หยอกมันก็ลวง ทำให้จิตเป็นห่วงใย
เลิกอยากลาหยอก รีบออกจากกาม เดินตามขันธ์สามเรื่อยไป
เสร็จกิจสิบหก ไม่ตกกันดาร เรียกว่านิพพาน ก็ได้”
อีกสิ่งที่ผมชอบใจก็คือเรื่องภาคผู้เลี้ยงกายสิทธิ์ ปกิณกะว่าด้วยเรื่องแก้วกายสิทธิ์
ในสายปฏิบัติตามแนวหลวงปู่สด วัดปากน้ำ ท่านให้ความสำคัญกับดวงแก้ว ในเบื้องต้นก็ใช้เป็นนิมิตในการเจริญภาวนาเป็นอาโลกกสิณ และเบื้องกลางและสูงขึ้นไปก็ช่วยในการเจริญวิชชาฯ ตามแต่ภูมิจิต แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีแล้วจะปฏิบัติไม่ได้เลย ไม่มีก็ยังสามารถปฏิบัติได้ปกติ แต่ถ้ามีก็จะเป็นแรงสนับสนุนช่วยในการเจริญวิชชาฯ สำหรับผู้ทำวิชชาฯ ในส่วนตนชำระสะสางธาตุธรรมของตนเองให้บริสุทธิ์เป็นสัมมาทิฏฐิโดยฝ่ายเดียว เป็นอุปกรณ์ช่วยเหลือในการสร้างบุญบารมีให้ยิ่งยวดขึ้นไปตามระดับภูมิธรรมและศักย์แห่งบุญคุณตามแต่บุคคลนั้นๆและส่วนรวมแก้ไขเหตุวิบัติบ้านเมือง ภัยสงคราม ภัยธรรมชาติ ข้าวยากหมากแพง ช่วยแก้โรค บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ผู้ที่ตกทุกข์ที่มาขอพึ่งบารมีธรรมหลวงปู่
อีกทั้งก็ยังเป็นภาคผู้เลี้ยงผู้รักษาเป็นของค้ำคูณสำหรับผู้ประพฤติตนโดยชอบ ยิ่งผู้เป็นเจ้าของครองกรรมสิทธิ์โดยชอบธรรม ประพฤติกาย วาจา ใจ ได้มากเพียงใด กายสิทธิ์ที่สถิตในดวงแก้วที่เป็นตัวเรือนก็จะส่งผลให้เป็นสุขสมบัติ ตามอำนาจบุญและความบริสุทธิ์ของเจ้าของ เคยได้ยินมาว่า หลวงพ่อพระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม) อดีตรองเจ้าอาวาส/อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ วัดปากน้ำ ท่านกล่าวว่า ถ้าผู้ปฏิบัติได้ผลดีแล้ว เจริญวิชชาฯ ถ้ามีดวงแก้วที่เป็นรัตนชาติ ที่มีสีสันวรรณะสัณฐานสะอาด ยิ่งสะอาดมากเท่าเพียงไรยิ่งเป็นผลดี มีขนาดตั้งแต่เส้นผ่าศูนย์กลาง 3 นิ้วขึ้นไป จำนวน 3 ลูก นำมาทำวิชชาฯสะสางธาตุธรรมให้บริสุทธิ์ ก็จะมีกายสิทธิ์ภาคบุญที่ให้ผลเป็นคุณที่มีสายบุญสายสมบัติมาหล่อเลี้ยงได้เร็วแรง เป็นภาคผู้เลี้ยงสนับสนุนให้ผู้ทำวิชชาฯและช่วยในการเจริญภาวนาชำระสะสางธาตุธรรมให้เร็วแรงขึ้น
ผู้พูดเข้าใจว่า ดวงแก้วคือตัวเรือน ต้องมีสีสันวรรณะสะอาดขาวใส ผลึกความหนาแน่นของชนิดหิน ขนาดดวงแก้ว ก็จะมีผลด้วยยิ่งสีสันวรรณะขาวใส ผลึกแน่นหนา มีขนาดใหญ่ จะทำให้กายสิทธิ์นั้นมีความแกร่งของกายเขา ดวงแก้วรัตนชาติที่หลวงพ่อพระราชพรหมเถรท่านว่านั้นเป็นกายสิทธิ์จักรพรรดิระดับมหาจักร ซึ่งกายสิทธิ์ก็จะมี 3 ระดับ
๐จุลจักร พร้อมทั้งบริวารมีหน้าที่เลี้ยงรักษามนุษย์ที่มีบารมีอย่างต่ำ
๐มหาจักร พร้อมทั้งบริวารมีหน้าที่เลี้ยงรักษากายมนุษย์ที่มีบารมีชั้นกลาง
๐บรมจักร พร้อมทั้งบริวารมีหน้าที่เลี้ยงรักษากายมนุษย์ที่มีบารมีชั้นสูง
จักรพรรดิ์ ยังมีรัตนะ 7 กายสิทธิ์ เป็นบริวาร
จักรแก้ว เป็นใหญ่ในรัตนะทั้งปวง
ช้างแก้ว มีกำลัง
ม้าแก้ว เร็วทันใจหมาย
ดวงแก้วมณี ให้ความสว่างเห็นได้ชัดขึ้น
นางแก้ว ทำให้สมปรารถนา
คฤหบดี(ขุนคลัง) ดูแลตามหาทรัพย์มาให้
ขุนพลแก้ว รักษาป้องกัน
ในรัตนะ 7 ประการนี้ จักรแก้วเป็นใหญ่เป็นประธานในแก้ว 7 ประการทั้งหลายเหล่านั้น ในแก้ว 7 ประการนี้ จักรแก้วเป็น ตัวอำนาจสิทธิให้สำเร็จอำนาจและกิจการน้อยใหญ่ ดุจดังมหาอำมาตย์ผู้ใหญ่เป็นผู้สำเร็จราชการทั้งปวง
ขนาดตัวเรือนที่รองรับจักรพรรดิรัตนะ 7 กายสิทธิ์ จะมีขนาดโดยประมาณดังนี้
1.แก้วจุลจักรและบริวาร จะมีขนาดตั้งแต่เล็กสุดเท่าแววตาดำขึ้นไป จนถึงโตเท่าผลมะตูมหรือผลมะขวิด
2.แก้วมหาจักรและบริวาร จะมีขนาดเท่าผลตาลขึ้นไป จนถึงผลมะพร้าวแห้ง
3.แก้วบรมจักรและบริวาร จะมีขนาดตั้งแต่เท่าบาตรขึ้นไปจนถึงโตเท่ากระด้ง ใหญ่สุดเท่าดุมเกวียน
ผู้เลี้ยงมนุษย์นั้น คือพวกกายสิทธิ์ ซึ่งเป็นผู้เลี้ยง มีหน้าที่เลี้ยงดูและพิทักษ์รักษาพวกกายมนุษย์ ทั้ง 3 ชั้นนี้มีกายสิทธิ์ เป็นบริวารชั้นหนึ่ง ๆ นับหลายแสนหลายโกฏิอสงไขย มีหน้าที่ต่างกัน มนุษย์คนหนึ่งๆ มีจักรทั้ง 3 ชุดพร้อมทั้งบริวารชุดหนึ่งๆ เป็นผู้เลี้ยง และอาจผลัดเปลี่ยนกันรักษาไปตามคราวเหตุวาระ เป็นต้นว่า
คราวใด จุลจักรกับบริวารเลี้ยงรักษา ก็มีทรัพย์สมบัติและความสุขน้อย อดยากบ้าง พอเป็นไปได้ แต่ก็ลำบาก
คราวใดมหาจักรกับบริวารเลี้ยงรักษาก็มีสมบัติและความสุขปานกลาง พออยู่พอกินไม่ลำบากไม่ขาดแคลน แต่ก็ไม่ได้มีมากจนสามารถแบ่งปันคนอื่นได้
คราวใดบรมจักรกับบริวารเลี้ยงรักษาก็มีสมบัติและความสุขบริบูรณ์ทุกประการ อุดมไปด้วยทรัพย์สมบัติ ข้าวปลาธัญหาร ของใช้สอยเหลือกันเหลือใช้ จนสามารถแบ่งปันหรือหล่อเลี้ยงส่วนรวมได้อย่างสบายไม่อัตคัต
ในระดับส่วนรวมหมู่คณะก็มีจักรพรรดิหล่อเลี้ยงความเป็นอยู่ในส่วนรวม เรียกว่า อาณาจักรพรรดิ มีไปจนถึงจักรพรรดิที่หล่อเลี้ยงในระดับภพ ไปจนสุดละเอียด ทำหน้าที่ผลัดเปลี่ยนให้ผลหล่อเลี้ยงตามสภาพบุญของบุคคลและส่วนรวมนั้นๆ ถึงแม้สมัยยุคของโลกก็เลี้ยงทั่วไปเป็นสาธารณะเหมือนกัน ถ้ายุคใดสมัยใดจุลจักรกับบริวารเลี้ยงรักษาโลกก็มีความสุขน้อย ทรัพย์สมบัติและอาชีพต่าง ๆ ก็อัตคัดกันดารไม่สมบูรณ์
ถ้ายุคใดสมัยใดมหาจักรกับบริวารเลี้ยงรักษาโลกก็มีความสุขปานกลาง ทรัพย์สมบัติและเครื่องกินเครื่องใช้ก็พอปานกลางไม่ฟุ่มเฟือยนัก และไม่กันดารนัก พอปานกลาง
ถ้ายุคใดสมัยใดบรมจักรกับบริวารเลี้ยงรักษาโลกก็บริบูรณ์ไปด้วยความสุขทุกประการ ทรัพย์สมบัติก็หาได้ง่าย มั่งคั่งสมบูรณ์ไปตามกันไม่เบียดเบียนกัน
โดยส่วนใหญ่หยาบละเอียดต้องตรงกัน ดวงแก้วระดับจุลจักร ก็ให้ผลเป็นแค่จุลจักรจะมากกว่านี้ไปไม่ได้ เพราะส่วนหยาบรองรับสภาวะในละเอียดไม่ได้ แต่ถ้าเป็นมหาจักร ก็ใช้กายสิทธิ์ระดับจุลจักร มหาจักรได้ แต่ใช้บรมจักรไม่ได้ ส่วนบรมจักรสามารถใช้กายสิทธิ์ระดับจุลจักร มหาจักร บรมจักรได้ อุปมาเหมือนรอยเท้าสัตว์ทั้งหลาย เช่น หมู หมา กา ไก่ ก็เหลื่อมล้ำกันไป แต่โดยที่สุดแล้วก็รวมลงในรอยเท้าช้างทั้งหมดเพราะมีขนาดใหญ่กว่า ผู้อยู่ต่ำไปใช้ของผู้ที่สูงกว่าไม่ได้เป็นของไม่สมควร แต่ผู้ที่อยู่สูงกว่าสามารถใช้งานของได้ทุกระดับ
อีกอย่าง “ผู้มีบุญ ถึงจะได้ใช้ผลของบุญ”
ต่อให้มีดวงแก้วกายสิทธิ์ระดับบรมจักร ก็ใช้ไม่ได้เพราะไม่มีบุญ ก็ใช้ได้ตามระดับบุญ เพราะบางทีผู้ครอบครองเป็นแค่ผู้รักษาชั่วคราวเพื่อส่งต่อให้ผู้มีบุญ เช่น ลูกหลาน หรือผู้สมควร แต่ว่าถ้าผู้นั้นเพียรประกอบการบุญกุศลจนมีบุญวาสนาพอ ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน ส่วนผู้มีบุญที่ใช้อานุภาพของดวงแก้วระดับบรมจักร ใช้อานุภาพดวงแก้วจุลจักร มหาจักร แต่ในส่วนบรมจักรใช้ไม่ได้ เพราะไม่มีส่วนหยาบรองรับในละเอียด แต่ไม่ต้องห่วง โดยมากมักจะได้มาเอง เมื่อของที่มีอยู่ไม่พอรองรับ แต่ถ้ากายสิทธิ์ระดับบรมจักรจะมาช่วยหนุนนำสร้างบารมี บุญกุศลจะหนุนนำจนได้ของกายสิทธิ์ระดับที่สมควรแก่บุญมาได้ ถ้ามีบุญของในระดับนั้นๆจะมาเอง ของจะเลือกเจ้าของเอง หากไม่มีบุญครอบครองผู้นั้นมักจะมีเหตุวิบัติหรือต้องสูญเสียการครอบครองในดวงแก้วนั้นไป
แต่อีกข้อหนึ่งที่เป็นในส่วนที่คนมองข้าม แต่สำคัญ ก็ต้องอย่าลืมว่ากายสิทธิ์จักรพรรดิก็มี ธาตุธรรม 3 ฝ่าย คือ
1.ฝ่ายกุศลให้ผลเป็นสมบัติสุขสมบูรณ์
2.ฝ่ายอกุศลให้โทษเป็นวิบัติ
3.ฝ่ายกลางๆให้ผลเป็นกลางๆ ขึ้นอยู่ว่าฝ่ายไหนมีกำลังมากก็ไปหนุนฝ่ายนั้นๆ ส่วนมากฝ่ายกลางๆมักค่อนไปทางภาคอกุศล
ดังนั้นไม่ใช่จะเอาอะไรมาทำส่งเดชไม่ได้ ต้องมีความรู้ความเข้าใจอยู่มากในส่วนลักษณะสีสันวรรณะสัณฐานและขนาดของตัวเรือนกายสิทธิ์ สำคัญต้องทราบเรื่องธาตุธรรม 3 ฝ่ายเป็นอย่างดี และเป็นธรรมะในระดับดีพอสมควร จึงจะเกิดประโยชน์มาก
ถ้าไปเอากายสิทธิ์ที่เป็นภาคอกุศลจะให้ผลเป็นวิบัติ และของบางอย่างถ้าไม่เป็นธรรมะ ธรรมะยังไม่แก่กล้า คุมเขาไม่อยู่จะโดนตรึงธาตุธรรมเอา ยกตัวอย่างตามที่ได้ยินเสมอๆบางทีไม่หาแร่ธาตุกายสิทธิ์ตามถ้ำตามเขา แร่ธาตุนั้นๆทำให้ถึงตาย ตัดหัว หรือมีเหตุงิบัติต่างๆก็มี บางทีได้มาเกิดความโลภอยากครอบครอง ฆ่ากันแย่งของกลางทางก็มี นี่คือกายสิทธิ์ภาคดำตรึงธาตุธรรม จะให้ผลเป็นวิบัติ ส่วนกายสิทธิ์ที่เป็นภาคพระ จะให้ผลเป็นคุณ จะช่วยดึงดูดน้อมนำและช่วยส่งเสริมเจ้าของให้อยู่ในกระแสความดี
อุปมาเป็นเหมือนเพื่อนเป็นเพื่อนตายที่ร่วมรบเคียงบ่าในสมรภูมิรบ ก็ต้องหาคนที่มีกำลังดีมีความสามารถ ซื่อสัตย์ให้คุณต่อเราผู้เป็นเจ้าของ จึงสำคัญมาก ถ้าทำดีๆ ได้ของดีๆ ตั้งตนไว้ด้วยดี ก็จะเป็นแรงสนับสนุนเป็นอย่างมากในการปฏิบัติและสร้างบุญบารมีให้ยิ่งยวดขึ้นต่อๆไป เรื่อความรู้ในหลักวิชชาฯ เป็นของละเอียดอ่อน จะเข้าใจแจ่มแจ้งด้วยการปฏิบัติจนเข้าถึงรู้เห็นและเป็นธรรมะเท่านั้น อ่านๆไปก็ได้แต่อ่านยังไม่เข้าใจตัววิชชาฯจริงๆ แม้ผู้เป็นธรรมะ ก็รู้ลึกซึ้งต่างกันตามบุญวาสนา จึงเป็นความรู้ในส่วนใบไม้นอกกำมือ ปกิณณกะธรรม ความรู้ตามแต่ผู้เข้าถึงค้นคว้าวิเคราะห์วิจัยได้ตามภูมิธรรม และเป็นอจินไตย เหนือวิสัยการคิดเดาคาดคะเน
มีหลายๆคนบอกว่า “จะไปหาหินทำไม เสียเวลา” ต้องตอบว่า จริง แต่ไม่ทั้งหมด ถ้าหาจนไม่เป็นอันปฏิบัติ อันนี้อย่าไปหามาเลย แต่ถ้าหาได้ก็จะช่วยในการภาวนาเป็นผู้เลี้ยงผู้รักษาของค้ำคูณให้ปฏิบัติและสร้างบารมีให้ยิ่งยวดขึ้นไป เป็นอุปกรณ์ช่วยในการสร้างบารมีและทำวิชชาฯ ไม่มีก็ใช่จะปฏิบัติไม่ได้ ปฏิบัติได้ แต่ถ้ามีของช่วยก็จะเป็นส่วนเสริม ท้ายที่สุดก็ต้องปฏิบัติเองต่อไป
ของกายสิทธิ์ พระของขวัญ มีส่วนช่วยในการปฏิบัติยังไง อย่างเห็นๆคือ ใช้เป็นนิมิตในการภาวนา ช่วยให้ภาวนาได้ผลดี และช่วยในการทำวิชชาฯได้
ยกตัวอย่างว่า
เรื่องที่ 1 มีคนหนึ่งเอาดวงแก้วจุยเจียที่ทำวิชชาฯจากครูบาอาจารย์น้อมไว้ที่ศูนย์กลางกาย พอใจสงบดี เห็นองค์พระผุดขึ้นรัวๆ เลยไปถามอาจารย์ที่สอน ท่านว่านั้นละเห็นวิชชาฯที่ซ้อนในดวงแก้ว ให้สวมความรู้สึกเข้าไปเป็นองค์พระทำไปเรื่อยๆ ดับหยาบไปหาละเอียดกลางของกลาง ทำๆไปก็จะเป็นธรรมกายขึ้นมา
เรื่องที่ 2 มีคนรู้จักที่ปฏิบัติได้ผลดีที่มาเลย์ เขาปฏิบัติจนได้ธรรมะ และต่อวิชชาฯกับครูบาอาจารย์ เวลาเจริญวิชชาฯคำนวณเก็บตัวเองก็จะช้าไม่ดีเท่าที่ควร พอขออาราธนาพระของขวัญ ดวงแก้วกายสิทธิ์ มาช่วยทำวิชชาฯ เขาบอกว่า กายใสขึ้นมากกว่าที่ทำมาทั้งหมด และกายผุดขึ้นรัวๆไม่ขาดสาย เร็วแรงมาก
และกายสิทธิ์ยังเป็นของค้ำคูณ เป็นภาคผู้เลี้ยง ผู้รักษา เป็นอุปกรณ์ช่วยในการสร้างบารมี การเจริญวิชชาฯ ช่วยในการสอดส่งสายสมบัติความอุดมสมบูรณ์มาหล่อเลี้ยง ทั้งยังช่วยดลใจให้มีลางสังหรณ์รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า อย่างในสมัยหลวงปู่สด ท่านก็จะนำกายสิทธิ์มาทำวิชชาฯ ให้หล่อเลี้ยงวัด หมู่คณะ และนำมาทำวิชชาฯชั้นสูง เรื่องที่เคยได้ยินมา ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เวลาระเบิดจะมาทิ้งลง จะมีเสียงดังออกมาจากดวงแก้ว ว่าระเบิดจะมาลงเวลานั้นนี้ กับบอกเหตุการณ์ล่วงหน้า และช่วยทำวิชชาฯปัดระเบิด
อย่างมีเรื่องอยู่ว่า ผู้เล่ามีดวงแก้วจุยเจีย ที่ได้จากคุณยายแม่ชีในโรงงานทำวิชชาฯวัดปากน้ำ แล้วนำไปมอบให้พี่สาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง แกทำงานเป็นผู้จัดการโลตัส ซึ่งมักพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้หลับในประจำ แต่เวลาจะเกิดเหตุจะมีความรู้สึกว่าวันนี้จะหลับในก็จะไม่ประมาทตลอด บางทีรู้ว่าจะเกิดอุบัติเหตุ ก็เกิดจริงๆ แต่รอดมาอย่างอัศจรรย์ รถไม่เป็นอะไร คนไม่เป็นอะไรหลายๆกรณีและมีเหตุการณ์ที่ผู้เล่าอยู่ในเหตุการณ์ คือ วันหนึ่งผู้เล่าติดรถไปด้วยจะกลับบ้าน แกว่า มีลางสังหรณ์ว่าจะเกิดอุบัติเหตุ ผู้เล่าที่นั่งไปด้วยเลยนั่งภาวนาไป ขออานุภาพดวงแก้วที่แกพกติดไว้ในรถช่วยให้ไปด้วยดี นั่งสมาธิไปๆสักพักผู้เล่าก็เคลิ้มๆคล้ายจะหลับ และคลับคล้ายคลับคลาว่าเห็นข้างหน้าโดยไม่ต้องลืมตา แล้วเห็นเหตุการณ์ที่เกิดอุบัติเหตุ เลยลืมตาขึ้นดู ปรากฏว่าไม่มีอะไรเลยนึกว่าหลับแล้วฝัน เลยเล่าให้พี่สาวฟังว่าเห็นแบบนี้ให้ระวัง อาจจะคิดไปเอง พอผู้จบ รถก็ชนปั้ง!! ภาพแบบเดียวกันเหมือนที่เห็น อย่างกะเหตุการณ์เดียวกัน เพียงแต่ย้อนกลับมา
ยังมีอีกหลายเรื่อง แต่คงไม่น่าจะนำมาเล่าในที่นี้อีกได้ คงไว้โอกาสหน้า ถ้าทางผู้จัดพิมพ์ให้โอกาสจะเรียบเรียงเรื่องหลายๆอย่างที่พบเจอจากตนเองกับคนใกล้ตัวมาเล่าสู่ฟัง
และข้ออยากทิ้งท้ายไว้ในหลักภาวนาว่า
1.เมื่อเห็นดวงใสแจ่ม อย่าดีใจ ให้ทำต่อไปประครองใจให้หยุดนิ่ง ถ้าดีใจ สมาธิเคลื่อนสภาวะนั้นจะหายไป
2.เมื่อภาพหาย หรือเห็นไม่ชัด ยังทำไม่ได้ อย่าเสียใจ อย่าท้อใจ ให้ทำต่อไป สงบก็ทำ ไม่สงบก็ทำ ทำจนมันสงบก็ทำได้ ไม่สงบก็ทำได้ “ไม่สู้ ไม่หนี ทำความดีต่อๆไป ชนะแน่นอน”
3.เมื่อทำไปเกิดสภาวะอะไรให้วางเฉย อย่ากลัว อย่ายึดติด บางคนเห็นดวงขยายใหญ่เหมือนมีแรงดูดเข้าไป นึกกลัวตาย ก็ไม่เป็นธรรมะขึ้นมา และไปยึดติดดีใจว่าทำได้ ก็จะเป็นกิเลสทำให้สิ่งที่ทำต่อไปเริ่มออกนอกทาง
4.ทำไปแล้วเห็นดวงเห็นกาย อย่าสงสัยว่าเห็นจริงหรือคิดไปเอง ให้หยุดใจเข้าในจุดศูนย์กลาง หลายๆคนเมื่อเห็นองค์พระขึ้นมาก่อน ไม่เห็นกายมนุษย์ ทิพย์ รูปพรหม อรูปพรหมก่อนตามลำดับ ก็อย่าไปสนใจ สงสัย เป็นเพราะใจเราถูกส่วนและมีคุณธรรมภายในละเอียดถึงพุทธธรรมจึงข้ามไป ให้เข้ากลางของกลางองค์พระไปเรื่อย ทำความรู้สึกนึกเข้าไปเป็นองค์พระนั้นๆ ทำไปเรื่อยๆ พอทำไปองค์ใหม่ปรากฏขึ้น ก็นึกเข้ากลางไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นองค์พระผุดตลอด สำคัญต้องประครองใจให้หยุดนิ่งไม่กระเพื่อม ไม่ออกจากศูนย์กลางกาย ก็จะเดินกายได้ตลอดเรียกว่า “เข้ากลางของกลาง” “หยุดในหยุด” “ดับหยาบไปหาละเอียด(ทำนิโรธ)” “เดินกาย” ทั้งหมดนี้คือความหมายเดียวกัน
5.เห็นดวงให้เดินดวง เห็นกายให้สวมความรู้สึกเป็นกายนั้นๆเรื่อยไป เดินดวงให้นึกเข้าจุดศูนย์กลางดวงนั้นๆ เหมือนเราซูมเลนกล่องเข้าไปเรื่อยๆ เราจะเห็นภาพคมชัดและใหญ่ขึ้น เหมือนกัน นึกแตะใจเบาๆไว้ที่จุดศูนย์กลางจุดเล็กใส จะใสชัดและขยายส่วนออกไปละเอียดขึ้นๆ ก็แตะใจเข้าไปกลางของกลาง ซูมความรู้สึกเข้าไปในดวงนั้นๆ ดวงก็จะผุดขึ้นมาใหม่เรื่อยๆ สำคัญเวลาทำ อย่าขยายตาม ถ้าขยายตามก็จะหายไป ถ้าขยายตามใจจะออกจากจุดศูนย์กลาง ก็จะไม่ตรงเป้าหมายหลักวิชชาฯ บางคนทำๆไปนึกดูว่าขอบดวงแก้วไปถึงไหน ก็จะทำให้ช้าอืดและทำต่อไปไม่ก้าวหน้า ให้เข้ากลางของกลางจุดเล็กใส อย่าไปสนใจว่าต้องขนาดไหนถึงดี ทำต่อไป เหมือนเม็ดโพธิ์เม็ดไทร เล็กเท่าปลายเข็ม เมื่อเอาไปปลูกก็โตขึ้นมาเป็นต้นแผ่กิ่งสาขาได้ แล้วก็ออกผลเม็ดมาอีก ซึ่งมีมากขึ้น นำไปเพาะต่อก็มากขึ้นไป เหมือนกัน เมื่อเข้ากลางจุดเล็กใสก็มีไม่มีประมาณ ที่ว่ามาก็คือการเดินดวง
เดินกาย เมื่อเห็นกายมนุษย์-ธรรมกาย ให้นึกสวมความรู้สึกเข้าไปเป็นการนั้นๆ ทำความรู้สึกเป็นกายนั้นๆ และดำเนินต่อไปแบบนี้เรื่อยๆไป จะมีร้อยกาย พันกาย หมื่นกาย แสนกาย ก็ให้ทำไปอย่างนี้ไม่ถอนถอย กายจะปรากฏขึ้นมาในศูนย์กลางกายเท่าไหร่ นึกดับความรู้สึกในกายที่หยาบไปเป็นกายที่ละเอียดขึ้นไปๆ ก็คือการเดินกายนั้นเอง
เมื่อทำไปจนครบ 18 กาย ก็ให้เดินกายกลับไปกลับมาเพื่อทำวสีในการเดินกายให้ชำนาญ เมื่อถึงกายอรหัตที่ละเอียดก็นิ่งเข้ากลางจะเป็นกายอรหัตที่ละเอียดๆขึ้นไป แล้วอธิษฐานให้เห็นกายอรหัตหยาบขึ้นมาในศูนย์กลางกายเข้ากลางในกายอรหัตหยาบ ในกายอรหัตหยาบก็อธิษฐานกายอนาคามีละเอียดขึ้นมา ทำในทำนองนี้จนถึงกายมนุษย์ ทำทบไปทวนมา กลับไปกลับมา
อนุโลม เดินขาไป คือ กายมนุษย์-ธรรมกาย
ปฏิโลม เดินย้อนกลับ คือ ธรรมกาย-กายมนุษย์ เมื่อทำอยู่เนืองๆก็จะมีการชำนาญและได้รับความสะอาดเพราะทำใจหยุดถูกส่วน กายจะผ่องใส ไร้โรค แก้ไขปัญหาต่างๆได้ และจะเป็นพื้นฐานให้ต่อยอดในการเรียนวิชชาฯที่สูงยิ่งๆขึ้นไป
6.เมื่อปฏิบัติไปแล้ว ให้สังเกตดูว่า กิเลสน้อยลงมั้ย ยับยั้งชั่งใจได้มั้ย สงบไหม ใจละเอียดขึ้นมั้ย หยาบและในละเอียดต้องตรงกัน เหตุและผลต้องตรงกันเนื่องกันเสมอ ถ้าทำแล้วไม่ใสให้ทำให้ใสคือพยายามทำบ่อยๆให้ละเอียดจะใสขึ้นมาเอง และพยายามพิศดารกายอรหัตไปที่สุดละเอียดเสมอๆ จะทำให้รักโลภโกรธหลงเกิดขึ้นในใจไม่ได้ชั่วคราว
7.ควรกระทำกาย วาจา ใจให้สะอาดเสมอๆ หมั่นทำความดี ทำดีด้วยกาย วาจา ด้วยการรักษาศีล ชำระใจด้วยการเจริญสมาธิปัญญา จะทำให้การปฏิบัติก้าวหน้าขึ้น และเมื่อกระทำบำเพ็ญความดีให้ตั้งจิตอธิษฐานเสมอๆ “ขอให้ได้เข้าถึงรู้เห็นและเป็นในธรรมที่เป็นฝ่ายสัมมาทิฏฐิโดยส่วนเดียว ขอให้บอกสอนตัวเองได้ เตือนตัวเองในยามที่จะทำผิด ตั้งตนไว้โดยชอบด้วยกาย วาจา ใจ ในกุศลธรรม ทั้งยืน เดิน นั่ง นอน กิน พูด ทำคิด ทั้งกลางวันและกลางคืน ในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ ให้มั่นคง ตั้งมั่น และถาวรยิ่งๆขึ้นไปในกุศลธรรมตราบถึงนิพพานที่เป็นฝ่ายสัมมาทิฏฐิโดยฝ่ายเดียว”
เพราะถ้าตั้งตนผิดแล้ว คือ ไม่มีอัตตสัมมาปณิธิ ตั้งตนไว้โดยชอบ ทำอะไรก็ผิดตามๆมาหมด จึงสำคัญจึงอยากให้อธิษฐานจิตตามที่ว่ามา การอธิษฐานก็เป็นการสั่งสมบารมีในส่วนอธิษฐานบารมีให้ยิ่งยวดขึ้นไป
ทั้งหมดที่เรามา ยังเห็นว่าขาดตอนอยู่มาก ยังไม่สมบูรณ์เท่าที่ควรนัก อะไรที่ดูขาดแหว่งอธิบายไม่สมบูรณ์ต้องขออภัย เพราะเร่งรีบรวบรวมเนื้อหาอยู่เป็นอาทิตย์ๆ แล้วก็ป่วยกระดูกนิ้วก้อยขวาร้าว จึงไม่ถนัดในการรวบรวมเนื้อหา แต่ก็พยายามรวบรัดใจความให้กระชับ เอาเฉพาะที่สำคัญที่จะเป็นทัศนะตัวอย่างให้แก่ผู้มาอ่านและนำไปปฏิบัติเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาที่ติดขัดได้บ้าง ถ้ามีโอกาสคงได้มาเล่าและอธิบายต่อในตอนต่อไปโปรดติดตาม
ขอให้ทุกคนจงเข้าถึงรู้เห็นและเป็นธรรมะที่เป็นสัมมาทิฏฐิโดยฝ่ายเดียว ได้โดยง่าย สะดวก เร็วพลันเป็นอัศจรรย์ ในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ ให้มั่นคง ตั้งมั่น และเจริญยิ่งๆขึ้นไปอย่างถาวรสืบต่อไปตราบถึงนิพพานที่เป็นสัมมาทิฏฐิแต่ส่วนเดียว

