“นิทานชาติเวร” หรือ “ตำนานชาติเวร” นี้ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ตำนานเฉลิมไตรภพ” และมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 11 เรื่อง
ซึ่งเป็นเรื่องที่บูรพาจารย์ท่านได้รจนาขึ้นไว้ จัดเป็นกุศโลบายในการถ่ายทอดวิชาโหราศาสตร์อย่างแยบยล ทำให้ง่ายต่อการจดจำและช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างดาวพระเคราะห์ต่าง ๆ ว่าเหตุใดจึงมีคุณ มีโทษ มีความเป็นมิตร หรือเป็นศัตรูต่อกัน อันสืบเนื่องมาจากเวรกรรมในอดีต
เมื่อจับจุดชาติเวรและท่องจำจนเข้าใจรู้แจ้งแทงตลอดแล้ว สามารถนำมาประยุกต์ช่วยให้พยากรณ์ดวงชะตากันได้อย่างพิศดาร ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นับว่าเป็นประโยชน์อยู่มากทีเดียว เพราะเรื่องนี้มีความเกี่ยวพันกับการพยากรณ์จรด้วย
หากท่านใดไม่เคยอ่านหรือไม่เคยฟังเรื่องราวมาก่อน ก็จะได้ทราบกันในบทความนี้ครับ
นิทานเรื่องที่ 1 (การสร้างสระน้ำอมฤต)
ในอดีตชาติ พระพฤหัสบดี(๕) เกิดเป็นพระอินทร์ พระอาทิตย์(๑) เกิดเป็นพญาครุฑ พระอังคาร(๓) เกิดเป็นพญาราชสีห์ และพระเสาร์(๗) เกิดเป็นพญานาค
เทวดาทั้ง 4 องค์นี้ ดำริห์พร้อมใจกันว่าจะสร้างสระน้ำอมฤตเพื่อประโยชน์แก่เทพยาดาและมนุษย์ทั้งหลาย จึงพากันไปปรึกษาพระราหู(๘) ผู้เป็นเทพเทวดาองค์หนึ่ง ให้ร่วมมือช่วยในการสร้างสระ
พระราหู(๘) จึงตอบว่า “อันตัวเรามิได้อาศัยน้ำหรือแผ่นดินด้วยเลย พวกท่านจะทำอย่างไรก็เชิญ ท่านทำตามอัธยาสัยเถิด เราไม่ช่วยท่านและไม่เกี่ยวข้อง” ตั้งแต่นั้นมา เทวดาทั้ง 4 นั้น ก็เดือดแค้นต่อพระราหู(๘)
ครั้นต่อมา เทวดาทั้ง 4 ได้ประชุมกันสร้างมหาสระ ชื่อว่า “อมฤต” เสร็จเรียบร้อยก็คิดอ่านกันให้รักษาหน้าที่กันต่อไป (น้ำในสระนี้ ถ้าใครได้ดื่มกินเข้าไปแล้วไม่ตายเป็นอมฤต)
พระอินทร์ (๕) รักษาเขาพระสุเมร
พญาครุฑ (๑) รักษาเขาสัตตบริภัณฑ์
พญาราชสีห์ (๓) รักษาป่าหิมพาน
พญานาค (๗) รักษามหาสมุทร
อยู่กันนานมากลับเกิดเหตุพิบัติขึ้น เมื่อวันหนึ่งพญาครุฑ ไล่จับกินพญานาค พญานาคแล่นหนีไปพึ่งพระราหูขอร้องให้ช่วย พระราหูเห็นดังนั้นก็จำเป็นต้องช่วยเหลือ จึงเข้ากั้นทางขวางหน้าพญาครุฑไว้ แล้วร้องตวาดว่า “เหวยครุฑใจบาป เอ็งมาไล่พวกของข้าเยียใด”
พญาครุตจึงตอบว่า “พญานาคนี้เป็นอาหารของเรา ๆ จึงจำเป็นจะต้องไล่กิน” (ตามเทวตำนานพญาครุฑได้รับพรจากพระนารายน์)
พระราหูได้ฟังดังนั้นก็โกรธและโจนทยานเข้าวิ่งไล่ พญาครุฑเห็นท่าไม่ดีจึงแล่นหนีไปพึ่งพระอินทร์ ส่วนพระราหูมิอาจไล่เข้าไปได้ก็เลยหยุดอยู่ตรงนั้น แต่แล้วเกิดอาการกระหายน้ำเป็นกำลัง จึงลงไปกินน้ำในสระอมฤต
พระอินทร์เห็นดังนั้นก็โกรธ เพราะทีแรกขอร้องให้ช่วยเหลือกันทำสระพระราหูกลับไม่ช่วย ครั้นพอสร้างเสร็จแล้วก็มากิน จึงจับจักรขว้างใส่พระราหู ถูกกายขาดออกเป็นสองท่อน แต่ด้วยเดชะอำนาจที่ได้ดื่มน้ำในสระอมฤต จึงไม่ตายทั้งสองท่อน
พระราหู จึงแบ่งกายออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเรียกว่า “ราหู” อีกส่วนหนึ่งเรียกว่า “เกตุ” ในทางดาราศาสตร์ คือ “Lunar Node” หรือจุดตัดวงโคจรของดวงจันทร์
ทินานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ถ้าดาวอาทิตย์(๑) จรมาต้องดาวเสาร์(๗) ท่านว่ามีผู้จะคิดร้ายตน และจะได้พึ่งผู้ใหญ่
ถ้าดาวเสาร์(๗) จรมาต้องราหู(๘) ท่านว่าจะได้พบมิตรใจร้ายพาไปหาเรื่อง
ถ้าราหู(๘) จรมาต้องดาวอาทิตย์(๑) ท่านว่าจะจากที่อยู่และลูกเมียจะต้องเดินทาง
ถ้าดาวพฤหัสบดี(๕) จรมาต้องราหู(๘) ท่านว่าทำกิจการอันใดมักได้ครึ่งเสียครึ่ง
นิทานเรื่องที่ 2 (ทิศาปาโมกข์กับบริวาร)
ชาติหนึ่ง มีเรื่องเล่าว่า พระพฤหัสบดี(๕) เกิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ มีบุตรีชื่อว่า นางจันทร์(๒) พระอาทิตย์(๑) เกิดเป็นหนุ่มมานพ ได้ไปขอศึกษาเล่าเรียนศิลปศาสตร์ในสำนักของพระพฤหัสบดี
พระพฤหัสบดีเห็นว่าเป็นบุคคลที่มีความฉลาดเฉลียวไหวพริบดี การเล่าเรียนก็ท่องบ่นจดจำได้มาก จึงเห็นว่าต่อไปในภายหน้าพอที่จะพึ่งพาอาศัยได้แน่ เลยยกนางจันทร์ผู้เป็นบุตรีให้เป็นภรรยา เมื่อพระอาทิตย์เชยชมนางจันทร์แล้ว ก็เก็บนางไว้ในตลับทอง
พระอังคารเป็นเพทยาธร เป็นเทวดาประเภทล่องหนหายตัวแปลงกายได้ เข้าไปเป็นชู้กับนางจันทร์ในตลับนั้น พระพฤหัสบดีเห็นเหตุการณ์โดยตลอด เมื่อพระอาทิตย์กลับมาจากป่าหาผลไม้ พระพฤหัสบดีก็แกล้งแต่งเชี่ยนหมากไว้เป็น 3 ที่ เป็นปริศนาเพื่อเป็นนัยให้พระอาทิตย์ได้รู้เรื่อง ว่ามีพระอังคารเข้าไปสมจรกับนางจันทร์ในตลับ
ครั้งพระอาทิตย์กลับมาถึงอาศรม เห็นพระพฤหัสบดีแต่งเชี่ยนหมากไว้เป็น 3 ที่ ก็เลยถามว่า “ทุกวันมาเจ้ากูตั้งเพยง 2 ที่ วันนี้ไฉนจึงตั้ง 3 ที่” พระพฤหัสบดีจึงตอบว่า “ถ้าเธอจะใคร่รู้เหตุ ก็จงเปิดฝาตลับทองดูเถิด” พระอาทิตย์ก็รีบไปเปิดดู ปรากฎว่าเห็นพระอังคารสมจรอยู่กับนางจันทร์ จึงยกพระขรรค์ขึ้นจะฟันพระอังคารที่เป็นเพทยาทร เพทยาธรก็โผนเหาะขึ้นไปบนอากาศ แล้วกลับเอาพระขรรค์สับหน้าพระอาทิตย์แตก พระอาทิตย์จึงขว้างจักรไปต้องเพทยาธรขาขาดแต่เหาะหนีไปได้
ทินานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ถ้าดาวอังคาร(๓) จรมาต้องดาวอาทิตย์(๑) ท่านว่าให้เกรงหัวแตก เลือดจะออก บาดเจ็ด จะตกจากที่สูง หรือว่าจะผิดด้วยชู้เมียท่าน
ดาวจันทร์(๒) จึงเป็นศัตรูกับดาวพฤหัสบดี(๕) ผู้เป็นบิดา ตั้งแต่ครั้งนั้นมา และดาวอาทิตย์(๑) กับดาวพฤหัสบดี(๕) จึงเป็นคู่มิตรแก่กัน ดังหลักครูที่ว่า “อาทิตย์เป็นมิตรกับครู จันทร์กับครูเป็นอริแก่กัน”
ถ้าดาวอาทิตย์(๑) จรมาต้องดาวพฤหัสบดี(๕) ท่านว่าว่าจะได้มิตรสหายมาก และจะได้ทรัพย์สมบัติ ได้ลูกเมีย
ถ้าดาวอังคาร(๓) จรมาต้องดาวจันทร์(๒) ท่านว่าให้เกรงจะหลงด้วยชู้เมียท่าน เสี่ยงต่อการผิดศีลข้อ 3 กาเมสุมิจฉาจารา หรือจะจากที่อยู่ จากพ่อแม่และลูกเมีย
ถ้าดาวพฤหัสบดี(๕) จรมาต้องดาวพฤหัสบดี(๕) ท่านว่าให้เกรงปาก เขาจะผูกเวรแก่ตน
ถ้าดาวจันทร์(๒) ดาวอังคาร(๓) และดาวพฤหัสบดี(๕) จรมาต้องกัน ท่านว่าศัตรูเก่าจะดูหมิ่น
นิทานเรื่องที่ 3 (งูกับกบ และรุกขเทวดา)
ในชาติปางก่อน พระอังคาร(๓) เกิดเป็นกบ พระเสาร์(๗) เป็นงู และพระศุกร์(๖) เกิดเป็นรุกขเทวดา
ณ วันหนึ่ง งูพบงบ จึงไล่กบมาเพื่อจะกินเป็นอาหาร กบโดดหนีจนสุดกำลัง เกือบหมดหนทางหนีหมดที่พึ่ง ก็คิดถึงรุกขเทวดา (เป็นมิตรกันมานาหลายชาติ)
จึงโดดหนีเข้าอาศัยโพรงไม้ที่รุกขเทวดาอยู่ และขอร้องให้รุกขเทวดาช่วยชีวิต เมื่อเห็นงูไล่กบมารุกขเทวดาจึงออกมายืนขวางทางไว้ งูจึงมิอาจไล่กบเข้าไปได้ กบนั้นจึงรอดตาย
ทินานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ตั้งแต่นั้นมา ดาวอังคาร(๓) จึงเป็นคู่มิตรกับดาวศุกร์(๖) ดังหลักครูที่ว่า “ศุกร์ปากหวาน อังคารรับเอา”
ถ้าดาวอังคาร(๓) จรมาต้องกับดาวศุกร์(๖) ท่านว่าจะได้มิตรสหายผู้ดี ถ้าเจ็บป่วยไข้จะพลันหาย
ฝ่ายดาวศุกร์(๖) กับดาวเสาร์(๗) จึงเป็นคู่ศัตรูกัน ดังหลักครูที่ว่า “ศุกร์กับเศร้าเป็นเสี้ยนศัตรู”
ถ้าดาวศุกร์(๖) จรต้องดาวเสาร์(๗) ท่านว่าจะถูกผู้อื่นเบียดเบียนตน
นิทานเรื่องที่ 4 (คหบดีกับคนยากจน)
กาลครั้งหนึ่ง พระจันทร์(๒) เกิดเป็นพ่อค้าแต่ตกยาก พระราหู(๘) เกิดเป็นเศรษฐี ร่ำรวยมีเงินมาก ปล่อยเงินกู้กินดอก
พระจันทร์ขัดสน เพราะขาดทุนจากการค้าขายมา จึงไปกู้เงินจากพระราหูเพื่อไปทำทุน แต่ค้าขายกลับขาดทุน
เมื่อพระราหูไปทวงหนี้ พระจันทร์ไม่มีจะใช้ให้ แต่พระราหูจะเอาให้ได้ พระจันทร์จึงหนีไปอยู่เรือนพระพุธ
ในครั้งนั้น พระเสาร์(๗) เกิดเป็นพ่อค้าเร่ เดินทางมาก็ทราบที่อยู่ของพระจันทร์ อาศัยว่าตนเป็นมิตรกับพระราหู จึงบอกเรื่องราวกับพระราหูว่าพระจันทร์ลูกหนี้อยู่เรือนพระพุธ พระราหูจึงไปหาพระจันทร์เพื่อทวงเงินอีก พอพบกันเข้าก็ตรงเข้ายื้อแย่งทำร้ายร่างกายเพื่อที่จะจับพระจันทร์ทันที
พระพุทธเห็นจึงกลับชาติเดิมเป็นสุนัข ตรงเข้าไล่กัดพระราหู ทำให้ได้รับความเจ็บปวดลำบากมาก พระราหูก็จำต้องผละจากพระจันทร์ แล้วหันมาไล่สุนัขแทน พระจันทร์เห็นเช่นนั้นจึงได้โอกาสเอาตัวรอดหนีไปได้ พระราหูก็หมดปัญญาที่จะไล่ตามเพราะบาดเจ็บอยู่ และสุนัขก็กระโดดหายตัวไป
ทินานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ตั้งแต่นั้นมา ราหู(๘) จึงเป็นศัตรูกับดาวพุธ(๔) ดังหลักครูที่ว่า “พุธเยาวมาลย์ ไม่ชอบราหู”
ถ้าราหู(๘) จรมาต้องดาวพุธ(๔) ท่านว่าให้เกรงเขี้ยวงามีดพร้า หรือสุนัขกัด ระวังเลือดจะตกจากตน
ฝ่ายดาวจันทร์(๒) กับดาวพุธ(๔) จึงเป็นคู่มิตรกัน ตั้งแต่ครั้งนั้นมา ดังหลักครูที่ว่า “จันทร์โฉมตรูพุธนงเยาว์”
ถ้าดาวจันทร์(๒) จรมาต้องดาวพุธ(๔) ท่านว่าจะได้มิตรสหายและสิ่งของต่าง ๆ
ถ้าราหู(๘) จรมาต้องดาวจันทร์(๒) ท่านว่าคนทั้งหลายจะเอ็นดู
ถ้าดาวจันทร์(๒) จรมาต้องราหู(๘) ท่านว่าคนจะดูหมิ่น
ถ้าดาวเสาร์(๗) จรมาต้องราหู(๘) ท่านว่าจะได้มิตรสหายมาก
ถ้าดาวเสาร์(๗) จรมาต้องดาวจันทร์(๒) ท่านว่ามิตรจะให้โทษ
นิทานเรื่องที่ 5 (วานรกับนายพราน)
ในกาลปางก่อน พระอาทิตย์(๑) เกิดเป็นวานร พระอังคาร(๓) เกิดเป็นนายพราน
ณ วันหนึ่ง โคของนายพรานหายเข้าไปในป่า นายพรานจึงเดินเที่ยวตามหาโค และเมื่อเดินมาถึงต้นไม้ใหญ่ แลเห็นวานรนั่งอยู่ที่คาคบไม้ จึงเอาก้อนหินขว้างไปต้องหัววานรแตกเลือดอาบ
ทินานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ตั้งแต่นั้นมา ดาวอาทิตย์(๑) กับดาวอังคาร(๓) จึงเป็นคู่ศัตรูกัน ดังหลักครูที่ว่า “อาทิตย์ผิดใจกับอังคาร”
ถ้าดาวอาทิตย์(๑) จรมาต้องดาวอังคาร(๓) ท่านว่าให้เกรงหัวจะแตก ท่านจะเป็นศัตรูต่อตน แบบนอนอยู่เฉย ๆ กลับได้เลือด หรือได้รับความซวยเพราะผู้อื่นทำให้บาดเจ็บ
นิทานเรื่องที่ 6 (ราชสีห์กับนกกระใน)
ในอดีตกาล พระอังคาร(๓) เกิดเป็นพญาราชสีห์ กินเนื้อสัตว์ กระดูกติดขวางคออยู่ และกาลครั้งนั้น พระอาทิตย์(๑) เกิดเป็นนกกระใน
พญาราชสีห์จึงไปขอร้องให้ช่วยเอากระดูกออกจากคอ นกกระในก็เจาะคอราชสีห์จนทะลุแผลเหวอะหวะ จึงเอากระดูกออกมาได้ พญาราชสีห์จึงรอดตาย
ทินานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ถ้าดาวอาทิตย์(๑) จรมาต้องดาวอังคาร(๓) ท่านว่าจะเป็นตานซาง ทำให้เป็นไข้ บาดเจ็บได้เลือด เกิดการผ่าตัดขึ้นได้ กินของมักติดลำคอ หรือจะเกิดการเจ็บคอ และเจ็บปาก
นิทานเรื่องที่ 7 (นกอีลุ้มกับเหยี่ยว)
ในกาลปางก่อน พระพฤหัสบดี(๕) เกิดเป็นนกอีลุ้ม พระจันทร์(๒) เกิดเป็นเหยี่ยว บินมาจับหมายใจจะเอาไปกินเป็นอาหาร นกอีลุ้มหนีซุกเข้าในรอยตีนโค
เหนี่ยวบินโผลงมาปะทะกับขี้ดินแห้งที่รอยตีนโค เลยอกแตกตาย
ทินานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ถ้าดาวจันทร์(๒) จรมาต้องดาวพฤหัสบดี(๕) ท่านว่าจะเจ็บอก และไม่ควรเที่ยวทางไกลจะเป็นโทษเพราะอาหาร เข้าใจว่าเลือกกินมากเกินไป เลยทำให้อดตาย
นิทานเรื่องที่ 8 (นาคราชกับหมองูอาลัมพายน์)
ในกาลปางก่อน พระเสาร์(๗) เกิดเป็นพญานาค พระอังคาร(๓) เกิดเป็นหมองูอาลัมพายน์ จับเอาพญานาคไปเร่เที่ยวแสดงเล่นให้คนดูตามที่ต่าง ๆ ทำให้พญานาคได้รับความลำบากทรมานกาย เกิดทุกขเวทนายิ่งนัก
แต่พญานาคถือศีลบารมี แม้จะเหน็ดเหนื่อยทรมานเพียงใดกับการที่หมองูนำไปแสดงเล่นตามท้องที่ต่าง ๆ เพื่อเก็บค่าชม ก็ต้องอดทน สุดท้ายหมองูจึงได้เงินจากการเก็บค่าแสดงจนร่ำรวย
ทินานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ถ้าดาวอังคาร(๓) จรมาต้องดาวเสาร์(๗) ท่านว่าจะได้รับความลำบาก ประสบเคราะห์ร้าย ห้ามจากที่อยู่ จะถูกบังคับจับกุม ถูกเบียดเบียนจากผู้อื่นทำให้เป็นทุกข์ หรือประสบอุบัติเหตุ
นิทานเรื่องที่ 9 (พระราชากับไม้ตะคร้อ)
ในกาลปางก่อน พระเสาร์(๗) เกิดเป็นไม้ตะคร้อ พระอังคาร(๓) เกิดเป็นพระเจ้าโปริสาท
ณ วันหนึ่ง พระเจ้าโปริสาทออกเดินทางไปไล่เนื้อล่าสัตว์ในป่า ถูกเสี้ยนไม้ตะคร้อตำเท้า ได้รับความลำบากนัก บาดเจ็บทรมานทุกขเวทนา
ทินานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ถ้าดาวอังคาร(๓) จรมาต้องดาวเสาร์(๗) ท่านว่าจะเจ็บเท้า เจ็บมือ และถูกเสี้ยนหนาม
นอกจากนี้ ต้องระวังอุบัติเหตุ แอกซิเดนต์ และบาดเจ็บได้เลือด การเดินทางใกล้ไกลห้ามประมาทเด็ดขาด สามารถเกิดเหตุร้ายที่ไม่คาดฝันได้โดยตลอด
นิทานเรื่องที่ 10 (ไฟกับไม้เกตุ)
ในกาลปางก่อน พระอังคาร(๓) เป็นไม้เกตุ อยู่ในป่าสงวนสวนพฤกษชาติ พระราหู(๘) เป็นไฟป่า ไฟไหม้ไม้เกตุจนสิ้น
ทินานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ถ้าราหู(๘) จรมาต้องดาวอังคาร(๓) ท่านว่าให้เกรงไฟจะไหม้เรือน และต้องตัวด้วย
ที่ว่าเกี่ยวกับไฟ เพราะดาวอังคาร(๓) คือ ธาตุไฟ ตามหลักธาตุราศี ส่วนราหู(๘) คือ ธาตุลม เป็นดั่งลมพายุที่รุนแรง ชนิดถอดรากถอนโคน
เมื่อต้องกันเช่นนี้ จึงทำให้ไฟลุกโชน และทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
นิทานเรื่องที่ 11 (พญาช้างฉัตรทันต์กับโสณุดร)
ในกาลปางก่อน พระพุธ(๔) เกิดเป็นพญาช้างฉัตรทันต์ คือ “ช้างพระโพธิสัตว์” พระอังคาร(๓) เกิดเป็นนายพราน ชื่อว่า “โสณุดร”
อาสาพระราชาไปเอางาช้างมาถวาย เพื่อเอามาทำเป็นแท่นบรรทมของพระมเหสี
พญาช้างฉัตรทันต์เมื่อทราบว่าเป็นนายโสณุดร จะมาเอางาก็ยอมให้เลื่อยงาแต่โดยดี ยอมทนต่อความเจ็บปวด อาศัยอธิษฐานบารมี จึงมิได้ทำร้ายนายโสณุดร
ทินานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ถ้าดาวอังคาร(๓) จรมาต้องดาวพุธ(๔) จะเจ็บฟัน ปวดฟัน เป็นแผลในช่องปาก ต้องถอนฟัน หรือเจ็บลำคอ คออักเสบ และห้ามกินเนื้อ จะปวดท้อง ปวดศีรษะ
แต่ถ้าพูดถึงดวงชะตากำเนิด ทำให้ฟันมีปัญหา หรือลำไส้ไม่ดี
#เมื่อท่านอ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็เป็นอันจบบริบูรณ์
ปล. ผมหวังว่าบทความนี้ จะพอเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่าน และไขข้อข้องใจในเชิงโหราให้กับผู้ที่กำลังศึกษาได้อยู่บ้างไม่มากก็น้อย
สวัสดีครับ.
………………………………
ธนพงศ์ ศุภประเสริฐ (อ.ตากล)
อาจารย์ผู้สอนวิชาโหราศาสตร์ไทยชั้นสูง
ตำนานชาติเวร
.jpg)
![]() |
| (หรือดาวประจำวันเกิด) |
| ตำนานชาติเวรได้เล่าถึงจุดกำเนิดของดวงดาวทั้ง 8 ดวง ได้แก่ พระอาทิตย์, พระจันทร์, พระอังคาร, พระพุธ, พระพฤหัสบดี, พระศุกร์, พระเสาร์ และพระราหู ซึ่งแต่ละดวงมีที่มาที่ไปและอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์มาตั้งแต่ครั้งดึกดำบรรพ์ก่อนพุทธกาล อย่างไรก็ตาม ความจริงแล้วดวงดาวที่มีผลกระทบต่อดวงชะตาของมนุษย์นั้นมีทั้งหมด 9 ดวง รวมถึงพระเกตุ อีกทั้งยังมีอีก 3 ดวงในโหราศาสตร์ยุคใหม่ ได้แก่ มฤตยู, พลูโต และเนปจูน ซึ่งมีบทบาทต่อจักรวาลในเชิงดาราศาสตร์ แต่ในบทความนี้ ผมขอเน้นเพียงดวงดาวหลัก เพื่อไม่ให้เนื้อหาเยิ่นเย้อจนเกินไป “ตำนานชาติเวร” ที่นำเสนอในบทความนี้ เรียบเรียงโดยท่าน อาจารย์ ส.วรศิลป โดยอ้างอิงจากตำราดั้งเดิมที่มีการจารึกไว้ในโบราณกาล ท่านผู้อ่านจะได้เรียนรู้ตำนานเกี่ยวกับกำเนิดของดวงดาว รวมถึงแนวทางการพยากรณ์ การเลือกสีมงคล การแต่งกาย และวิธีการบูชาพระประจำวันเกิด ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อดวงชะตาตามความเชื่อโบราณ เจตนาในการเผยแพร่ หากบทความนี้เป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านและผู้ศึกษาโหราศาสตร์ ผมขออุทิศผลบุญกุศลในครั้งนี้ แด่ อาจารย์ ส.วรศิลป และบรรดาปรมาจารย์ทางโหราศาสตร์ทุกท่าน ที่ได้ช่วยกันรักษาและเผยแพร่ศาสตร์อันล้ำค่านี้ให้คงอยู่ตราบชั่วกาลนาน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “ตำนานชาติเวร” ในหัวข้อวันนี้ จะช่วยให้ท่านได้รับความรู้และแรงบันดาลใจในการศึกษาวิชาโหราศาสตร์ และขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในสิ่งที่มุ่งหวัง สมดังปรารถนาทุกประการ ดวงดาวประจำวันเกิดและความเชื่อโบราณ วันเกิดของแต่ละคนมีความเกี่ยวข้องกับดวงดาวทั้ง 7 ซึ่งได้แก่ อาทิตย์, จันทร์, อังคาร, พุธ, พฤหัสบดี, ศุกร์ และเสาร์ นอกจากนี้ยังมี พระราหู ซึ่งถูกจัดให้เป็นดวงประจำของผู้ที่เกิดในเวลากลางคืนของวันพุธ ชื่อวันทั้ง 7 รวมถึงพระราหูนั้น มีที่มาจากดวงดาวบนท้องฟ้า โดยถูกตั้งตามความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ แม้ว่าวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์จะให้คำอธิบายที่ชัดเจนในเชิงเหตุผล แต่โหราศาสตร์ยังคงเป็นศาสตร์ที่ต้องพิจารณาด้วยความเชื่อเป็นหลัก เพราะไม่มีเครื่องมือพิสูจน์ผลลัพธ์นอกจากคำพูดและตำรา หลักฐานและการพิสูจน์ในโหราศาสตร์ แม้ว่าท่านปรมาจารย์ด้านโหราศาสตร์หลายท่านจะสามารถทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ จนได้รับการยอมรับจากสาธารณชน แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ผลลัพธ์ให้เห็นเด่นชัดเหมือนเช่นวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ส่งผลให้ศาสตร์นี้ยังถูกมองด้วยความสงสัยจากบางกลุ่ม แต่ใช่ว่าศาสตร์ใดที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน จะเป็นสิ่งที่ปราศจากความจริง ตัวอย่างเช่น “เมขลาล่อแก้ว” ซึ่งเคยเป็นตำนานโบราณ ถูกนำมาพัฒนาจนกลายเป็นไฟฟ้าที่เราคุ้นเคย ทุกสิ่งล้วนเกิดจากการค้นคว้า ทดลอง และต่อยอดให้เกิดประโยชน์ โหราศาสตร์ ศาสตร์แห่งความลึกซึ้ง โหราศาสตร์เป็นศาสตร์ที่มีความลึกซึ้งและละเอียดอ่อน การจะเข้าถึงแก่นแท้ต้องอาศัยความเข้าใจในหลักการอย่างแท้จริง ผมอยากเชิญชวนท่านผู้อ่านมาร่วมกันศึกษา และค้นคว้า เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงพลังและอิทธิพลที่แท้จริงของดวงดาว ในบทความนี้ ผมจะนำเสนอเรื่องราวและตำนานเกี่ยวกับอำนาจและความสัมพันธ์ของดวงดาว เพื่อให้ท่านเข้าใจว่าทำไมดาวบางดวงจึงเป็นมิตร และบางดวงจึงเป็นศัตรู ทั้งหมดนี้จะอธิบายในตอนต่อไปครับ |
| ตำนานชาติเวร : ดาวประจำวันเกิด |
1. พระอาทิตย์ กำเนิดของพระอาทิตย์ ตามตำนานโหราศาสตร์ พระอิศวรได้สร้างพระอาทิตย์ขึ้นโดยนำราชสีห์ 6 ตัวมาเป่าลงพร้อมห่อด้วยผ้าสีแดง (Red Rose) และพรมด้วยน้ำอมฤต จึงบังเกิดเป็นพระอาทิตย์เทพที่มีร่างกายสีแดงงดงาม ทรงเครื่องอาภรณ์ประดับด้วยแก้วปัทมราช และประทับในวิมานสีแดงบนหลังราชสีห์เป็นพาหนะ สถิตอยู่ในทิศอิสาน เรื่องเล่าในตำนาน: เรื่องของพระพฤหัสบดี นางจันทร์ และพระอังคารในอดีต พระพฤหัสบดีเป็นอาจารย์ผู้สอนวิชาศิลปศาสตร์ และพระอาทิตย์เกิดเป็นศิษย์ของพระพฤหัสบดี วันหนึ่งพระพฤหัสบดีได้ยกนางจันทร์ให้เป็นภรรยาของพระอาทิตย์ แต่เมื่อพระอาทิตย์เดินทางเข้าป่า พระอังคารที่เกิดเป็นพิทยาธรกลับสมสู่กับนางจันทร์ในตลับทองคำที่พระอาทิตย์เก็บนางไว้ เมื่อพระพฤหัสบดีรู้เรื่อง จึงบอกใบ้พระอาทิตย์ผ่านปริศนาเชี่ยนหมาก เมื่อพระอาทิตย์เปิดตลับจึงพบความจริง เกิดความโกรธและฟันพระอังคารจนได้รับบาดเจ็บรุนแรง เรื่องของวานรและนายพราน ในอีกตำนาน พระอาทิตย์เกิดเป็นวานร ถูกนายพราน (พระอังคาร) ขว้างด้วยก้อนดินจนศีรษะแตก เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่บ่งบอกถึงความบาดหมางระหว่างพระอาทิตย์และพระอังคาร ลักษณะและนิสัยตามโหราศาสตร์: พระอาทิตย์ถูกสร้างด้วยราชสีห์ จึงมีลักษณะนิสัยดุดัน รักเกียรติ รักความงาม เจ้าชู้ ปัญญาไว ใจกล้า แต่ก็มักเป็นคนหัวแข็ง รักอิสระ และมีความเป็นผู้นำสูง กล่าวกันว่าพระอาทิตย์เป็นดาวบาปเคราะห์ เปรียบเสมือนพระราชา ดาวดวงอื่นเป็นบริวารที่ต้องรับอำนาจจากพระอาทิตย์ การใช้สีและพระบูชาวันเกิด: สีที่เหมาะสม: สีแดง (Red Rose) พระบูชา: พระพุทธรูปปางถวายเนตร เพื่อเสริมความเจริญรุ่งเรือง 2. พระจันทร์ กำเนิดของพระจันทร์ พระอิศวรสร้างพระจันทร์โดยรวมนางฟ้า 15 องค์เข้าเป็นหนึ่ง ร่ายมนตราและห่อด้วยผ้าสีเหลืองอ่อน (Light Yellow) พรมด้วยน้ำอมฤต จึงกำเนิดพระจันทร์เทพบุตรที่มีร่างกายสีนวลงาม ทรงเครื่องอาภรณ์ประดับแก้วมุกดา ประทับในวิมานสีมุกดาบนหลังม้า สถิตในทิศบูรพา เรื่องเล่าในตำนาน: พระจันทร์หนีหนี้พระราหูครั้งหนึ่งพระจันทร์เป็นคนยากจน ได้กู้เงินจากพระราหูที่เกิดเป็นคฤหบดี เมื่อพระจันทร์ไม่สามารถคืนเงิน พระราหูจึงตามทวงหนี้ แต่ด้วยความช่วยเหลือของพระพุธที่เกิดเป็นสุนัข พระจันทร์จึงรอดพ้นไปได้ เศรษฐีหัสวิไสยและลูกทั้งสาม ลูกชายคนโตอธิษฐานขอเป็นพระอาทิตย์ ส่วนคนรองขอเป็นพระจันทร์ แต่ลูกคนสุดท้องที่โกรธเคืองพี่ชายทั้งสอง อธิษฐานขอเกิดเป็นพี่ชายใหญ่ของทั้งพระอาทิตย์และพระจันทร์ จึงกำเนิดเป็นพระราหู และนำไปสู่ปรากฏการณ์สุริยุปราคาและจันทรุปราคาตามตำนาน ลักษณะและนิสัยตามโหราศาสตร์: พระจันทร์มีลักษณะอ่อนโยน งดงาม รักความงามและศิลปะ อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย แต่เมื่อถึงคราวกล้าหาญก็มีพลังเหลือล้น มักถูกพยากรณ์ว่ามีรูปลักษณ์งดงาม ใจบุญ และมีเสน่ห์มาก แต่ในทางกลับกันอาจมีปัญหาด้านความสัมพันธ์เพราะเป็นคู่ขัดแย้งกับพระอาทิตย์ และเป็นลูกสาวพระพฤหัสบดีที่มักถูกตำหนิในเรื่องการกระทำ การใช้สีและพระบูชาวันเกิด: สีที่เหมาะสม: สีเหลืองอ่อน (Light Yellow) พระบูชา: พระพุทธรูปปางประทานอภัย (ห้ามสมุทร) เพื่อเสริมความสงบสุข 3. พระอังคาร กำเนิดของพระอังคาร พระอิศวรสร้างพระอังคารโดยใช้กระบือ 8 ตัว ร่ายมนตราและห่อด้วยผ้าสีแดงอ่อน (Crimson Lake) พรมด้วยน้ำอมฤต จึงกำเนิดพระอังคารเทพที่มีร่างกายสีแก้วเพทาย ทรงเครื่องประดับด้วยรัตนโกเมน ประทับในวิมานสีทับทิมบนหลังกระบือ สถิตในทิศอาคเนย์ เรื่องเล่าในตำนาน: พระยาราชสีห์และนกกะใน พระอังคารเกิดเป็นพระยาราชสีห์ มีกระดูกติดคอ นกกะใน (พระอาทิตย์) ช่วยนำกระดูกออกจนสำเร็จ แสดงถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างพระอังคารและพระอาทิตย์ พญาโปริสาทและไม้สะคร้า ในอีกตำนาน พระอังคารเกิดเป็นพญาโปริสาท ถูกเสี้ยนไม้สะคร้า (พระเสาร์) ทำให้เจ็บปวดอย่างรุนแรง ลักษณะและนิสัยตามโหราศาสตร์: พระอังคารเป็นดาวบาปเคราะห์ มีลักษณะใจร้อน ดุดัน โกรธง่าย มักมีนิสัยเจ้าชู้และกามราคะสูง มีความกล้าหาญและมุทะลุ ชอบการแข่งขัน แต่มักไม่สมหวังในสิ่งที่ตั้งใจ ทำให้ชีวิตพบกับความลำบากในช่วงท้าย การใช้สีและพระบูชาวันเกิด: สีที่เหมาะสม: สีชมพู (Pink) พระบูชา: พระพุทธรูปปางไสยาสน์ (หรือพระคันธารราฐสำหรับผู้ถือโชคลาง) เพื่อเสริมความเจริญรุ่งเรือง 4. พระพุธ กำเนิดของพระพุธ พระอิศวรสร้างพระพุธจากพญาช้าง 17 ตัว โดยบดละเอียดและห่อด้วยผ้าสีเขียวใบไม้ (Green) พร้อมประพรมด้วยน้ำอมฤตจนบังเกิดเป็นพระพุธเทพเทวาที่มีสีกายแก้วมรกต ประทับในวิมานสีมณี ทรงช้างเป็นพาหนะ และสถิตอยู่ในทิศทักษิณ ตำนานเกี่ยวกับพระพุธ ในอดีต พระพุธเคยเกิดเป็นพญาช้างฉัททันต์ และพระอังคารเกิดเป็นพรานชื่อโสณอุดร ซึ่งได้เลื่อยงาของพระฉัททันต์ในตำนานที่กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างทั้งสอง ลักษณะและนิสัยตามหลักโหราศาสตร์เนื่องจากพระพุธสร้างขึ้นจากช้าง จึงมีลักษณะนิสัยสุภาพ อ่อนโยน กริยามารยาทเรียบร้อย และพูดจาไพเราะ วาจาอ่อนหวาน พระพุธยังถือเป็น “เจ้าแห่งวาทศิลป์” ด้วยความฉลาดในการพูดและความละเอียดอ่อนในความคิด ข้อดี: มีความคิดสุขุม เหมาะกับงานเจรจา การค้า หรือการเป็นนายหน้า ข้อเสีย: อาจมีนิสัยละโมบ มักใหญ่ใฝ่สูง และเปลี่ยนความคิดรวดเร็ว หากพระพุธอยู่ในตำแหน่งเสียในดวงชะตา อาจทำให้เจ้าชะตามีนิสัยปากจัด หรือวาจาไม่ไพเราะ เป็นมิตรกับพระจันทร์ เนื่องจากนิสัยเข้ากันได้ดี และถึงแม้จะได้รับอิทธิพลจากดาวดวงอื่น พระพุธก็ไม่ส่งผลร้ายแรงต่อดวงชะตามากนัก พระพุธมีอิทธิพลในการลดความรุนแรงของดาวเคราะห์ดวงอื่น เช่น หากพระพุธอยู่ร่วมกับพระอาทิตย์ หรือในธาตุน้ำ จะช่วยให้บรรยากาศเยือกเย็นหรือเกิดฝนตก ความสำคัญในด้านสติปัญญา พระพุธเป็นตัวแทนแห่งสติปัญญา หากอยู่ในตำแหน่งดีจะช่วยเสริมสติให้มั่นคง แต่หากอยู่ในตำแหน่งเสียอาจทำให้เจ้าชะตาบังคับสติไม่ได้ สีที่เหมาะสมสำหรับพระพุธ สีเขียว (Green) เป็นสีที่ช่วยเสริมพลังของพระพุธ และสื่อถึงความเยือกเย็น ความสงบ และความร่มรื่น พระบูชาวันเกิด ผู้ที่เกิดวันพุธกลางวัน ควรบูชาพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร (ปางทรงโปรดเวไนย์) เพื่อเสริมสิริมงคลในชีวิต และช่วยให้มีความสุขความเจริญ 5. พระพฤหัสบดี กำเนิดของพระพฤหัสบดี พระอิศวรสร้างพระพฤหัสบดีขึ้นจากฤๅษี 19 ตน โดยบดร่างกายของฤๅษีให้ละเอียดและห่อด้วยผ้าสีแสด (Bright Red, Orange) ประพรมด้วยน้ำอมฤตจนเกิดเป็นพระพฤหัสบดีเทพผู้ทรงพลัง ร่างกายของพระพฤหัสบดีมีสีแก้วไพฑูรย์ ทรงเครื่องประดับด้วยสุวรรณรัตนรูจี และประทับในวิมานสีบุษราคัม บางตำนานกล่าวว่าทรงกวางทอง หรือมณฑก (กบ) เป็นพาหนะ และประทับอยู่ในทิศปัจฉิม เรื่องเล่าจากตำนาน นกอีลุ้มและเหยี่ยว พระพฤหัสบดีเคยเกิดเป็นนกอีลุ้ม และพระจันทร์เป็นเหยี่ยว เหยี่ยวพยายามจับนกอีลุ้ม แต่ถูกมูลดินแห้งบริเวณรอยเท้าโคจนอกแตกตาย นกอีลุ้มจึงรอดชีวิต เทวาสุรสงคราม ในอีกตำนาน พระจันทร์เคยแย่งชิงนางดารา ผู้เป็นชายาของพระพฤหัสบดีไป ส่งผลให้เกิดสงครามระหว่างเทวดาและอสูร สุดท้ายพระพรหมต้องเข้ามาไกล่เกลี่ยและบังคับให้พระจันทร์ส่งนางดาราคืน แต่ในช่วงเวลาที่อยู่กับพระจันทร์ นางดาราได้ตั้งครรภ์และให้กำเนิดพระราหู ลักษณะและนิสัยตามหลักโหราศาสตร์ พระพฤหัสบดีเป็นดาวที่มีขนาดใหญ่รองจากพระอาทิตย์ ถูกสร้างขึ้นจากฤๅษีผู้ทรงญาณและวิชาอาคม จึงเป็นสัญลักษณ์ของปัญญา ความเมตตา และความรู้รอบด้าน ข้อดี: เป็นเจ้าแห่งศิลปวิทยาการทุกแขนง สุขุม รอบคอบ มีเมตตา ใจกว้าง และโอบอ้อมอารี เป็นที่เคารพของสมณชีพราหมณ์ และเหมาะสมกับบทบาทของ “ครู” ข้อเสีย: แม้จะไม่ให้โทษโดยตรง แต่หากเป็นศัตรูกับใคร จะส่งผลร้ายแรงต่อเจ้าชะตา ความสัมพันธ์กับดาวเคราะห์อื่น: พระพฤหัสบดีเป็นมิตรกับพระอาทิตย์ แต่มีความขัดแย้งกับพระจันทร์ หากมีความสัมพันธ์กับพระอังคาร พระเสาร์ และพระราหู อาจทำให้เจ้าชะตาพบความลำบาก สถานะในสังคมและวัฒนธรรม พระพฤหัสบดีถือเป็นดาวที่สื่อถึง “ครู” ในวัฒนธรรมไทยและเป็นที่เคารพนับถือในพิธีบูชาครู รวมถึงการเริ่มต้นปีการศึกษาใหม่หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ สีที่เหมาะสมสำหรับพระพฤหัสบดี สีเหลืองแสด (Light Yellow) เป็นสีที่ช่วยเสริมพลังบวกและความมั่นคงของพระพฤหัสบดี พระบูชาวันเกิด ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดีควรบูชาพระพุทธรูปปางสมาธิ (โพธิบัลลังก์) เพื่อเสริมสิริมงคลในชีวิต และช่วยให้มีความสุขความเจริญรุ่งเรือง 6. พระศุกร์ กำเนิดของพระศุกร์ พระอิศวรสร้างพระศุกร์ขึ้นจากคาวี (โค) 21 ตัว โดยบดให้ละเอียดและห่อด้วยผ้าสีน้ำเงินหรือสีคราม (Light Indigo Blue) พร้อมประพรมด้วยน้ำอมฤตจนเกิดเป็นพระศุกร์เทพ มีกายสีประภัสสรเปล่งประกาย ทรงเครื่องนิราภรณ์โอภาส และประทับในวิมานสีทอง พระศุกร์ทรงโคศุภราช (วัว) เป็นพาหนะ และสถิตอยู่ในทิศอุดร เรื่องเล่าจากตำนาน ครั้งหนึ่ง พระศุกร์เกิดเป็นรุกขเทวดา พระอังคารเป็นกบ และพระเสาร์เป็นงู วันหนึ่งงูไล่ตามกบจนกบหนีเข้าไปหลบในโพรงไม้ของรุกขเทวดา เทวดาจึงกั้นทางไว้ไม่ให้งูเข้าไป กบจึงรอดพ้นจากความตาย ลักษณะและนิสัยตามโหราศาสตร์พระศุกร์มักถูกกล่าวถึงในตำราว่าเป็นตัวแทนของความงาม ความรัก และความสงบสุข นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับความสุขทางโลกและกามคุณ ข้อดี: พระศุกร์เป็น “ดาวศุภเคราะห์น้อย” รองจากพระพฤหัสบดี มีลักษณะนิสัยสุภาพ สงบเสงี่ยม รักความงาม และมีศรัทธาในสิ่งดีงาม เป็นที่นับถือของคนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับศิลปะและความงาม ข้อเสีย: พระศุกร์มีความโน้มเอียงไปทางกามคุณ จึงมักถูกจัดว่าเป็นตัวแทนของราคะจริต หากพระศุกร์อยู่ในตำแหน่งเสียในดวงชะตา อาจทำให้เจ้าชะตามีความต้องการมากเกินไปในด้านความรักและทรัพย์สมบัติ ความสัมพันธ์กับดาวเคราะห์อื่น: พระศุกร์มีความสัมพันธ์ที่ดีคล้ายกับพระพุธ เพราะไม่ถือตัวและมีความอ่อนโยน หากอยู่ร่วมกับพระอาทิตย์ มักส่งผลให้เกิดความรักในช่วงวัยหนุ่มสาว และในบางกรณีอาจทำให้เกิดความโลภหรือความขัดแย้งในด้านกามคุณ พระศุกร์ยังถือเป็นมิตรกับดาวเคราะห์อื่นๆ เกือบทั้งหมด ยกเว้นในกรณีที่ถูกดาวราหูหรือเสาร์ทับ อาจส่งผลให้เกิดโทษได้ ความสำคัญทางวัฒนธรรม พระศุกร์เป็นตัวแทนของความสวยงาม ความรัก และการสมบูรณ์ของชีวิต การเจริญรุ่งเรืองด้านโภคสมบัติ และความสุขสงบ สีที่เหมาะสมสำหรับพระศุกร์ สีสีน้ำเงินหรือสีคราม (Light Indigo Blue) สื่อถึงความสง่างามและความสงบสุข พระบูชาวันเกิด ผู้ที่เกิดในวันศุกร์ควรบูชาพระพุทธรูปปางรำพึง (ปางทรงพระรำลึกถึงพระธรรม) เพื่อเสริมสิริมงคล และช่วยให้มีความสุขความเจริญในชีวิต 7. พระเสาร์ กำเนิดของพระเสาร์ พระอิศวรสร้างพระเสาร์ขึ้นจากพยัคฆ์ (เสือ) จำนวน 10 ตัว โดยบดละเอียดและห่อด้วยผ้าสีดำ (Dark Brown Sehia) พร้อมประพรมด้วยน้ำอมฤตจนเกิดเป็นองค์พระเสาร์ ผู้มีสีกายคล้ำ ทรงเครื่องรัตนนิล และประทับในวิมานสีมรกต พระเสาร์ทรงพยัคฆ์ราช (เสือ) เป็นพาหนะ และสถิตอยู่ในทิศหรดี เรื่องเล่าจากตำนาน ครั้งหนึ่ง พระเสาร์เคยเกิดเป็นพญานาค และพระอังคารเป็นหมองู (อาลัมพายน์) หมองูจับพญานาคไปแสดงโชว์ จนทำให้พญานาคต้องทนทุกข์ทรมานอย่างมาก ลักษณะและนิสัยตามหลักโหราศาสตร์ พระเสาร์เป็นดาวขนาดใหญ่รองจากพระพฤหัสบดี และถือเป็นดาวบาปเคราะห์ที่สำคัญที่สุด ข้อดี: พระเสาร์มีนิสัยสุขุม รอบคอบ มีความอดทนและมานะบากบั่นสูง เป็นคนมีความมั่นคง หนักแน่น และเอาตัวรอดเก่ง มีลักษณะของผู้นำ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องการความกล้าหาญและการตัดสินใจเฉียบขาด ข้อเสีย: มีนิสัยดุร้าย มักผูกพยาบาท และรักการต่อสู้ ชอบอยู่คนเดียว เงียบขรึม และอาจดูน่ากลัวในสายตาคนอื่น มักไม่ถูกกับพระอังคารและพระราหู และอาจมีปัญหาด้านการเข้าสังคม สถานะในวัฒนธรรมโหราศาสตร์ พระเสาร์ถือเป็นตัวแทนของความทุกข์ ความสูญเสีย และการเผชิญหน้ากับความยากลำบาก ดาวนี้มักถูกมองว่าเป็นกาลกิณีในดวงชะตาหากอยู่ในตำแหน่งไม่เหมาะสม แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เจ้าชะตาได้ในบางกรณี สีที่เหมาะสมสำหรับพระเสาร์ สีม่วงอ่อน (Light Purple) เป็นสีที่ช่วยลดพลังด้านลบและเสริมความสงบมั่นคง พระบูชาวันเกิด ผู้ที่เกิดวันเสาร์ควรบูชาพระพุทธรูปปางนาคปรก เพื่อเสริมสิริมงคลในชีวิต และช่วยให้มีความสุขความเจริญ8. พระราหู กำเนิดของพระราหู พระอิศวรสร้างพระราหูจากศีรษะผีโขมดจำนวน 12 ตัว โดยบดให้ละเอียดและประพรมด้วยน้ำอมฤตจนเกิดเป็นพระราหูผู้มีฤทธิ์ สีกายดำสลัว ทรงวิมานสีนิล และใช้มหาสุบรรณราช (ครุฑ) เป็นพาหนะ พระราหูสถิตในทิศพายัพ เรื่องเล่าจากตำนาน ในอดีต พระราหูเคยมีบทบาทในเรื่องการสร้าง “สุรามฤต” สระน้ำแห่งเทพเจ้า ซึ่งพระอาทิตย์ พระพฤหัสบดี พระเสาร์ และพระอังคารได้ร่วมกันสร้างเพื่อเป็นแหล่งน้ำสำหรับมนุษย์และเทวดา อย่างไรก็ตาม พระราหูปฏิเสธการมีส่วนร่วม เพราะไม่ต้องพึ่งน้ำหรือแผ่นดิน วันหนึ่ง เมื่อพญาครุฑไล่ล่าพญานาคจนต้องหนีไปพึ่งพระราหู พระราหูได้ช่วยพญานาคและด่าว่าพญาครุฑ แต่พญาครุฑหลบหนีไปพึ่งพระอินทร์ พระราหูจึงหยุดการไล่ล่า แต่เกิดกระหายน้ำอย่างมาก จึงลงไปดื่มน้ำในสระสุรามฤต พระอินทร์เห็นดังนั้นจึงขว้างจักรตัดร่างของพระราหูจนขาดสองท่อน แต่ด้วยอำนาจน้ำอมฤต พระราหูจึงไม่ตาย และมีสภาพเป็นร่างครึ่งท่อนตั้งแต่นั้นมา ลักษณะและนิสัยตามหลักโหราศาสตร์ พระราหูเป็นตัวแทนของธาตุลม มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน ข้อดี: มีความกล้าหาญ บึกบึน ไม่เกรงกลัวสิ่งใด เป็นนักผจญภัยที่ชอบความท้าทายและการต่อสู้ เป็นผู้นำที่ได้รับความเคารพจากบริวารและผู้ใต้บังคับบัญชา ข้อเสีย: มีนิสัยเอาแต่ใจ ชอบความยิ่งใหญ่และความสนุกสนานแบบไม่มีขอบเขต หากอยู่ในตำแหน่งไม่เหมาะสมในดวงชะตา อาจส่งผลให้เกิดความวุ่นวายหรือการสูญเสียครั้งใหญ่ ความสัมพันธ์กับดาวเคราะห์อื่นพระราหูสนิทกับพระเสาร์ แต่ไม่ถูกกับดาวเคราะห์อื่น ๆ โดยเฉพาะพระอินทร์ เนื่องจากมีความขัดแย้งในตำนาน ความสำคัญทางโหราศาสตร์ พระราหูถือเป็นดาวบาปเคราะห์ที่มีอิทธิพลแรงทั้งด้านดีและร้าย หากอยู่ในตำแหน่งดวงชะตาที่ดี จะช่วยเสริมพลังและความสำเร็จได้รวดเร็ว แต่ถ้าอยู่ในตำแหน่งเสีย อาจนำพาความวิบัติมาสู่เจ้าชะตา สีที่เหมาะสมสำหรับพระราหู สีนิลหรือสีดำ (Dark) เป็นสีที่สะท้อนถึงพลังและอำนาจของพระราหู พระบูชาวันเกิด คนที่เกิดวันพุธกลางคืนควรบูชาพระพุทธรูปปางเสด็จประทับในป่าปาริเลยยก์ (ป่าเลไลย) เพื่อเสริมสิริมงคลและเพิ่มความสุขความเจริญ |
| ในท้ายที่สุด “ตำนานชาติเวร” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของดวงดาว หากแต่เป็นสะพานที่เชื่อมโยงระหว่างปัจจุบันและอดีต ช่วยให้ผู้ที่ศึกษาตระหนักถึงความลึกซึ้งของความเชื่อและวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อวิถีชีวิต ความรู้เหล่านี้ยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้นักศึกษาและผู้สนใจค้นพบมุมมองใหม่ ๆ ในศาสตร์แห่งโหราศาสตร์ และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตหรือการค้นคว้าได้อย่างสร้างสรรค์ต่อไป |
| ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในเส้นทางแห่งการเรียนรู้ และใช้ความรู้ที่ได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดครับ |
| อ.วรุณวิชญ์ วงศ์จตุพัฒน์ |
| ผู้เรียนรู้รุ่นหลัง |

เรื่องเล่าในตำนาน: เรื่องของพระพฤหัสบดี นางจันทร์ และพระอังคาร
เรื่องเล่าในตำนาน: พระจันทร์หนีหนี้พระราหู
ลักษณะและนิสัยตามหลักโหราศาสตร์
ลักษณะและนิสัยตามโหราศาสตร์
ข้อดี: พระเสาร์มีนิสัยสุขุม รอบคอบ มีความอดทนและมานะบากบั่นสูง เป็นคนมีความมั่นคง หนักแน่น และเอาตัวรอดเก่ง มีลักษณะของผู้นำ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องการความกล้าหาญและการตัดสินใจเฉียบขาด ข้อเสีย: มีนิสัยดุร้าย มักผูกพยาบาท และรักการต่อสู้ ชอบอยู่คนเดียว เงียบขรึม และอาจดูน่ากลัวในสายตาคนอื่น มักไม่ถูกกับพระอังคารและพระราหู และอาจมีปัญหาด้านการเข้าสังคม สถานะในวัฒนธรรมโหราศาสตร์ พระเสาร์ถือเป็นตัวแทนของความทุกข์ ความสูญเสีย และการเผชิญหน้ากับความยากลำบาก ดาวนี้มักถูกมองว่าเป็นกาลกิณีในดวงชะตาหากอยู่ในตำแหน่งไม่เหมาะสม แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เจ้าชะตาได้ในบางกรณี สีที่เหมาะสมสำหรับพระเสาร์ สีม่วงอ่อน (Light Purple) เป็นสีที่ช่วยลดพลังด้านลบและเสริมความสงบมั่นคง พระบูชาวันเกิด ผู้ที่เกิดวันเสาร์ควรบูชาพระพุทธรูปปางนาคปรก เพื่อเสริมสิริมงคลในชีวิต และช่วยให้มีความสุขความเจริญ
ข้อดี: มีความกล้าหาญ บึกบึน ไม่เกรงกลัวสิ่งใด เป็นนักผจญภัยที่ชอบความท้าทายและการต่อสู้ เป็นผู้นำที่ได้รับความเคารพจากบริวารและผู้ใต้บังคับบัญชา ข้อเสีย: มีนิสัยเอาแต่ใจ ชอบความยิ่งใหญ่และความสนุกสนานแบบไม่มีขอบเขต หากอยู่ในตำแหน่งไม่เหมาะสมในดวงชะตา อาจส่งผลให้เกิดความวุ่นวายหรือการสูญเสียครั้งใหญ่ ความสัมพันธ์กับดาวเคราะห์อื่น


