หลวงปู่บุญเพ็ง – ปุจฉา
หลวงปู่ชอบ – วิสัชนา
++++
“พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาหาหลวงปู่บ้างไหมครับ”
“เคยเสด็จมาเยี่ยม มาแสดงธรรมในนิมิตหลายครั้ง”
“หลวงปู่เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาครั้งแรกที่ไหน”
“ภูเขาควายประเทศลาว ตอนพรรษา ๒”
“หลวงปู่ไปทำอะไรที่ภูเขาควาย ไปเที่ยววิเวกแม่นบ่”
“อือ…ไปเที่ยววิเวกกับท่านอาจารย์เสาร์ กันตสีโล”
“ทุกวันนี้พระพุทธเจ้ายังเสด็จมาหาอยู่หรือไม่”
“ยังเสด็จมาเหมือนเดิม”
“พระพุทธเจ้ามีหลายพระองค์ องค์ที่เสด็จมาหา พระพุทธเจ้าสมณโคดม หรือ พระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ”
“ส่วนมากจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันพระสมณโคดม องค์ในอดีตก็เคยเสด็จมา แต่จะมาห่างๆ ไม่บ่อยเหมือนพระพุทธเจ้าสมณโคดม”
“นานเท่าไหร่พระพุทธเจ้าจะเสด็จมาครั้งหนึ่ง”
“บางครั้งก็เดือนหนึ่ง บางครั้งก็ ๒ เดือน แต่ไม่เกิน ๓ เดือน”
“พระพุทธเจ้าท่านสนทนากับหลวงปู่ ท่านพูดภาษาอะไร ภาษาแขกอินเดียหรือภาษาอิสานครับ”
“ภาษาอิสานบ้านเฮานี่แหละ”
“อ้าว..พระพุทธเจ้า เว้าลาวเป็นอยู่บ้อหลวงปู่”
“พระพุทธเจ้าท่านพูดได้ทุกภาษา ท่านเป็นผู้รู้แจ้งทุกภาษาทั้งมนุษย์และอมนุษย์ ตลอดจนภาษาสัตว์ที่อยู่ในภพภูมิต่างๆ พระองค์รู้แจ้งหมดทุกภาษา พระพุทธเจ้าสนทนากับเราเป็นภาษาอิสาน เพราะว่าชาติปัจจุบันเราเกิดเป็นคนอิสาน ภาษาสมมุติของเราจึงเป็นภาษาอิสาน พระพุทธเจ้าจึงแสดงธรรมเป็นภาษาอิสาน ท่านแสดงด้วยจิต ผู้ฟังก็ฟังด้วยจิต นี่แหละความอัศจรรย์ของจิต ความอัศจรรย์ของธรรมผู้รู้แจ้ง”
“พระพุทธเจ้าท่านแสดงธรรมให้หลวงปู่ฟังครั้งแรกนั้น ท่านแสดงเรื่องอะไร ขอนิมนต์หลวงปู่ยกเอาธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงในวันนั้น มาถ่ายทอดให้พระเณรลูกหลานผู้มีตาใจมืดบอดฟังด้วยเถิด ขอนิมนต์หลวงปู่แสดงให้ลูกหลานฟังด้วยขอรับ”
หลวงปู่ชอบนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง
เหมือนท่านกำลังระลึกถึงธรรมบทนั้นอยู่
จากนั้นท่านก็ยกมือข้างขวาของท่านขึ้นเหนือศรีษะเปล่งวาจาว่า สาธุ
หลวงปู่บุญเพ็งและพระเณรพากันยกมือขึ้นเหนือหัวเปล่งเสียง สาธุ โดยพร้อมเพรียงกัน
” ภิกษุผู้ปรารถนาดีให้กับตนเองนั้น จะต้องเป็นผู้มักน้อยสันโดษ ให้หลีกเร้นจากสังคมที่ระคนด้วยหมู่คณะ เพราะสังคมของคนหมู่มากเป็นสังคมที่หมกมุ่นวุ่นวาย เป็นสังคมของคนที่ประมาทมัวเมา เป็นไปเพื่อการสั่งสมกิเลสตัณหา อันจะทำให้จิตใจของตนเองนั้นขุ่นข้องหมองมัว สังคมแห่งความประมาทนี้ เราตถาคตไม่สรรเสริญว่าเป็นสังคมของผู้ปรารถนาดี
การที่ท่านหลีกหนีผู้คนหมู่มากออกมาปฏิบัติอยู่ตามป่าเขาเช่นนี้ เราตถาคตสรรเสริญในวัตรปฏิบัติของท่าน ท่านจงเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอเถิด เพราะการที่เป็นผู้ตื่นอยู่เสมอนั้น หมายถึงเป็นผู้มีสติอยู่กับตัวตลอดเวลา เมื่อท่านเป็นผู้มีสติติดตัวอยู่ตลอดเวลาแล้ว กิเลสมารทั้งหลายก็จะไม่สามารถชำแรกแซกตัวเข้ามาทำลายจิตใจของท่านได้เลย
ขอให้ท่านจงจำเอาไว้เถิด สตินี่แหละคือประตู หรือมรรคาลัย ที่จะนำท่านไปสู่มรรคผลนิพพาน พระพุทธเจ้าทั้งหลายและพระอรหันต์สาวกทั้งหลาย ท่านทั้งหลายที่ได้กล่าวมานี้ ท่านรู้แจ้งในธรรมและพ้นทุกข์ได้ เพราะท่านมีสติเป็นบาทฐานแห่งการปฏิบัติ การปฏิบัติอันใดก็ตาม หากไม่มีสัมมาสติมากำกับแล้ว เราตถาคตเรียกการปฏิบัตินั้นว่า โมฆะปฏิบัติ เป็นการปฏิบัติที่ไม่ก่อประโยชน์ให้แก่ตนเองและหาความเจริญในธรรมไม่ได้
ท่านจงจำคำสอนของเราตถาคตไว้ให้ดี ธรรมทั้งหมดทั้งมวลนั้นเริ่มต้นที่สติ เมื่อมีสติแล้วปัญญาก็จะมีตามกันมา ความรู้แจ้งในธรรมก็จะมีไปตามลำดับ คำเราตถาคตที่ว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา กล่าวคือ ธรรมอันใดที่เราตถาคตได้ตรัสรู้แล้วนั้น ผู้ใดปฏิบัติตามคำสอนของเราอย่างถูกต้อง ผู้นั้นจะได้เห็นเราตถาคต คือเห็นธรรมที่เราตถาคตตรัสรู้แล้วนั่นเอง ตราบใดที่ท่านยังมีความเพียรพยายามปฏิบัติเพื่อหาทางพ้นทุกข์อยู่นี้ การปฏิบัติของท่านจะไม่เป็นการปฏิบัติที่สูญเปล่า สักวันหนึ่งท่านจะได้เห็นหนทางพ้นทุกข์ด้วยตัวของท่านเอง “
“พวกเราเป็นพวกขี้เกียจขี้คร้านภาวนา จึงไม่ได้ฟังเทศน์พระพุทธเจ้าเหมือนกับหลวงปู่”
“ลงมือปฏิบัติตอนนี้ก็ยังไม่ถือว่าสายดอก ถ้าอยากเป็นพระอรหันต์ ก็ตัดความขี้เกียจขี้คร้านออกไปจากจิตเสียก่อน แล้วเพิ่มขันติวิริยะเข้าไปมากๆ ถึงชาตินี้ไม่ได้เป็นพระอรหันต์เหมือนกับท่านผู้สำเร็จไปแล้ว แต่ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้เข้าใกล้พระนิพพาน”
++++
เรียบเรียงจากบันทึกการสนทนาธรรม
ระหว่างหลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต กับ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
ณ ห้องพักศาลาบำเพ็ญกุศล วัดป่าโคกมน จังหวัดเลย เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๓๖

