อีกพวกหนึ่งก็กล่าวว่า “พุทธแท้ต้องไม่แขวนพระ” อันนี้ก็สิ้นสติเช่นกัน..! เนื่องเพราะว่าการแขวนพระนั้น อันดับแรกเลย ครูบาอาจารย์ที่สร้างพระเครื่อง หวังในการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา ตราบใดที่ยังมีพระเครื่องเกลื่อนอยู่ในพื้นปฐพี ตราบนั้นพระพุทธศาสนานี้ยังตั้งอยู่ได้ นั่นก็คือปณิธานของหลวงพ่อขอม อนิโช (พระครูอุภัยภาดาทร) ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งที่กระผม/อาตมภาพเคารพมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กแก้ผ้าวิ่งอยู่..!
แล้วต่อ ๆ มาก็คือบุคคลที่ติดตัวไว้เป็นเครื่องระลึกในถึงพุทธานุสติหรือว่าสังฆานุสติ เป็นการปฏิบัติกรรมฐานกองใหญ่โดยที่ไม่ต้องใช้ความพยายามมาก เพราะว่ามีเครื่องโยงจิตปรากฏให้เห็นชัดขึ้นและง่ายขึ้น
หลังจากนั้น ก็ยังมีอานุภาพพิเศษตามแต่ผู้ที่ท่านอธิษฐานจิตปลุกเสกจะให้เป็นไป ไม่ว่าจะเป็นด้านของมหาอุด คงกระพัน เมตตามหานิยม ให้ลาภ เรื่องพวกนี้ถือว่าเป็นของแถมที่เกิดขึ้น เนื่องเพราะว่าครูบาอาจารย์แต่ละรูป แต่ละองค์ สร้างบารมีมาไม่เหมือนกัน จริตนิสัยไม่เหมือนกัน เมื่ออธิษฐานจิตปลุกเสกพระเครื่องเหล่านี้ จึงทำให้เกิดอานุภาพที่ไม่เหมือนกัน และคนที่เอาไปใช้ก็เกิดผลมามากต่อมากด้วยกัน
แต่ “ตัวตึง” เหล่านี้ก็บอกว่าพุทธแท้ต้องไม่แขวนพระ กระผม/อาตมภาพอยากจะถามว่าพุทธแท้นั้นแท้ตรงไหน ? เนื่องเพราะว่าแม้แต่ศีล ๕ ซึ่งเป็นหลักประพฤติปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนทั่วไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังดัดแปลงมาจากหลักศีล ๕ ของศาสนาเชน ก็คือของศาสดามหาวีระ แล้วท่านจะเอาความเป็นพุทธแท้ กรุณาศึกษาพระไตรปิฎกให้ละเอียดกว่านี้หน่อย จะได้ไม่สอนคนให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ แล้วก่อให้เกิดโทษใหญ่แก่ตัวท่านเอง..!
กระผม/อาตมภาพเป็นห่วงท่านทั้งหลายเหล่านี้มาก เนื่องเพราะเคยมีประสบการณ์ที่ครูบาอาจารย์ท่านบอกกล่าวไว้ชัดเจนแล้วว่า #บุคคลที่สอนคนเป็นมิจฉาทิฏฐิส่วนใหญ่ลงไปโลกันตนรก..! เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าบุคคลที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ถึงเวลาต้องตกสู่อบายภูมิ ถ้าหากว่าลงนรกเลย โทษเก่ามีเท่าไรก็ต้องชดใช้เขาจนหมด แล้วเศษกรรมก็ทำให้ต้องเกิดมาเป็นเปรต ชดใช้กรรมในแดนเปรตจนหมด ก็ต้องมาเกิดเป็นอสุรกาย เมื่อชดใช้กรรมในเขตอสุรกายจนหมด ต้องเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานตามจำนวนที่ตนเองเคยฆ่าไว้..!
กว่าที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์นั้น บางทีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ผ่านไปหลายองค์แล้ว ก็ยังไม่สามารถที่จะกลับมาเป็นมนุษย์ได้
ในเมื่อท่านทำให้เขาต้องเวียนว่ายตายเกิดนานนับกัปกัลป์อนันตชาติ เส้นทางแห่งวัฏสงสารเต็มไปด้วยความทุกข์ ก็เท่ากับว่าท่านเป็นคนสร้างบาปหาบทุกข์ให้แก่ผู้อื่นอย่างมากมายมหาศาล โทษจึงได้หนักถึงขนาดมากกว่าอเวจีมหานรก ซึ่งถือว่าเป็นนรกขุมที่ลึกที่สุด โทษหนักที่สุด แต่ไปลงโลกันตนรกที่เป็นขุมพิเศษ ไม่มีแสงสว่างใด ๆ ให้เห็นเลย
ยกเว้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ครั้งหนึ่ง ฉัพพรรณรังสีที่แผ่ออกไป ก็ปรากฏให้เห็นแค่วูบเดียว เหมือนอย่างกับฟ้าแลบในความมืด ท่านทั้งหลายอาจจะต้องเจอเวรกรรมขนาดนั้น เพราะกระผม/อาตมภาพก็มั่นใจว่าสิ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านบอกกล่าวไว้นั้นเป็นความจริง จึงได้เป็นห่วงเป็นใยอย่างยิ่ง
กรุณาเถิด อยากได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อยากให้คนเขาชื่นชมเรา กรุณายึดพระไตรปิฎก และพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลัก อย่าให้หลุดจาก ศีล สมาธิ และปัญญา ท่านจึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้เชิดชูพระพุทธศาสนา ไม่เช่นนั้นแล้วท่านก็เป็นผู้ทำลายพระพุทธศาสนานั่นเอง..!
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๖
https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=9549
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน












