หมาวัด ตัวหนึ่ง หมาวัด เฟสน้องเต้นต์
วันนี้ขออนุญาตพื้นที่ Facebook ของหมาวัดตัวหนึ่งเล่าเกี่ยวกับหลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ ว่าทำไมถึงไปรู้จักท่านได้ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2535 ครอบครัวของดิฉันเป็นครอบครัวข้าราชการครูพ่อแม่มีลูกลูกทั้งหมดสี่คน ดิฉันเป็นลูกคนที่สอง แม่ของดิฉันมีอาการป่วย เหนื่อยหายใจไม่ออกบางครั้งก็เวียนหัวบางครั้งก็ปวดท้องมากกินข้าวไม่ได้จนทำให้ผอมเหลือหนัง หุ้มกระดูก พ่อของดิฉันพาไปรักษาทุกที่ทุกโรงพยาบาลใครบอกว่าที่ไหนดีพาไปหมด ไปตรวจทุกอย่าง เข้าอุโมงค์ตรวจคลื่นหัวใจไปจิตเวช ทำทุกอย่างที่สามีคนนึงจะทำได้ วันแล้ววันเล่าจากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นปีจากปีเป็นสองปี แม่ของดิฉันก็ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ทำให้ขาดโรงเรียนบ่อยมากจนชาวบ้านทั้งหมู่บ้านลือกันว่า ยังไงแม่ของดิฉันก็ต้องตายแน่นอน พาไปรักษาทุกที่จนไม่รู้จะไปรักษาที่ไหนจนต้องเอาสิ่งที่มองไม่เห็นมาช่วย ที่เรียกกันว่าผีฟ้า หลายครั้งที่พ่อดิฉันนำผีฟ้ามารำที่บ้านกับแม่ที่นอนป่วยอยู่ จนพวกยายยายที่มารำพากันร้องไห้ แล้วพูดขึ้นมาว่า แม่มาช้ากว่าเขาเค้าเอาเอาวิญญาณไส้หม้อไปไว้ในป่าซ่า ให้ไปหาครูบาอาจารย์ยเกจิเมืองซางถึงจะช่วยได้ พอพูดถึงเกจิอาจารย์ดังที่เมืองช้าง เวลานั้นพี่สาวที่เป็น ลูกของอาน้องชายแท้แท้ของพ่อ ไปเรียนที่ราชภัฏสุรินทร์จึงทำให้รู้จักหลวงปู่หงษ์ แล้วได้แนะนำครอบครัวเราให้พาแม่ไปหาหลวงปู่หงษ์ที่จังหวัดสุรินทร์ วันที่เรากำลังจะออกเดินทาง แม่เป็นหนักกว่าทุกๆครั้งจนทุกคนต้องร้องไห้แม่กระวนกระวายหายใจไม่ออกเหมือนคนกำลังจะตายยิ่ง ใกล้จะถึงวัดอาการยิ่งออกชัดมากแต่เราไปถึงก็ประมาณบ่าย 2 โมงหลวงปู่มีกิจนิมนต์ไปที่วัดอื่นเราก็เลยหาที่พักแถวนั้นเพื่อที่จะรอพบหลวงปู่ในวันพรุ่งนี้
เช้าวันรุ่งขึ้นพอครอบครัวเราเข้าไปกราบหลวงปู่มีกล้วยดอกไม้ที่ทางวัดเตรียมให้  ส่วนปัจจัยและของที่จะถวายเรานำไปเองจำได้ว่าดิฉันอายุแค่ 12 ปีกำลังจะขึ้น ม. 2 ช่วงนั้นเป็นช่วงปิดเทอมพอดีเลยได้มีโอกาสไปกับครอบครัว พอก้มลงกราบหลวงปู่แล้วยื่นพานดอกไม้ไปให้ท่านเพื่อที่จะจะให้ดูแม่ว่าแม่เป็นอะไร หลวงปู่ท่านเลยพูดขึ้นมาว่าครูไปมาทุกที่แล้วใช่ไหม ตรวจตับไตไส้พุงอะไรดีหมดหาโรคอะไรก็ไม่เจอ ครูเป็นหนักมาก หลวงปู่เลยให้แบ่งพายแบ่งพายคือการทำพิธีตามครูบาอาจารย์ที่หลวงปู่เรียนมาสมัยนั้นทำพิธีชุดใหญ่ 2500 บาท พอทำพิธีเสร็จ หลวงปู่บอกให้อยู่ที่วัดเพื่อรักษา เหมือนคนอื่นๆตอนนั้นอยู่ที่วัดเพชรบุรีจะมีผู้คนมากมายมารักษากับหลวงปู่ทั้งคนที่เป็นโรคมะเร็งทั้งคนที่เป็นบ้าทั้งโดนคุณใสมีผู้คนมากหน้าหลายตา ที่มารักษากับหลวงปู่เหมือนกับที่เราพาแม่ไปรักษา พ่อได้ทิ้งเราไว้กับแม่และยายหลวงปู่บอกว่าให้หมั่นภาวนา นาลาอะระหัง เป็นคาถาลดกรรมช่วยบรรเทากรรมและให้เอาสีผึ้งเท่าหัวไม้ขีดไฟผสมกับน้ำอุ่นหนึ่งแก้วกินบ่อยบ่อย เดี๋ยวมาเล่าต่อนะคะ
พอเช้าวันรุ่งขึ้นหลวงปู่นั่งรถสองแถวมาเมื่อก่อนท่านพักที่สุสาน และยังไม่ได้อนุญาตให้ใครไปสุสานท่านจะมาของท่านเองมาถึงที่วัดเพชรบุรีประมาณตีสี่เพื่อที่จะมาอาบน้ำมนต์ให้ญาติโยมที่มารักษา การอาบน้ำมนต์ของหลวงปู่ สมัยก่อนผู้หญิงและผู้ชายอาบรวมกันเลยจะมีเหมือนชานและมีโอ่งหลายหลายโอ่งท่านจะขึ้นไปอยู่ข้างบนส่วนด้านล่างจะมีลูกศิษย์ลูกหาเยอะแยะมากมายทั้งผู้หญิงผู้ชายรออาบน้ำมนต์จากหลวงปู่แต่ถ้าผู้หญิงคนไหนที่เป็นประจำเดือนท่านจะไม่อนุญาตให้ไปอาบ เด็ดขาด ตอนนั้นที่ฉันยังเป็นเด็กด้วยความที่อยากให้แม่หายก็วิ่งไปรับหลวงปู่ที่กำลังจะลงจากรถสองแถวและถามท่านว่าหลวงปู่คะแม่หนูหายไหมคะ หลวงปู่ตอบว่า หลวงปู่ขอเวลาสามวันจะให้คำตอบว่าหายหรือไม่หายเพราะแม่เป็นหนักแล้ว เค้าเอากระดูกผีตายโหงไปฝังเจ็ดป่าช้าเค้าทำให้ถึงตายเลย แต่ท่านก็ได้บอกว่าไม่ต้องไปอาฆาตแค้นเค้าไม่ต้องไปจองเวรจองกรรมเค้า เพราะถ้าหลวงปู่ถอนของออกให้แล้วอะไรที่ไม่ดีจะสะท้อนกลับไปหาคนนั้นคนที่ทำใส่เรา แล้วหลวงปู่ก็ยังถาม คิดออกไหมว่าเคยทะเลาะกับใครหรือเปล่า เราเลยได้มาถามแม่กับพ่อว่าเคยมีปัญหากับใครไหม พอเค้าจะเอาถึงตาย แม่ก็เลยพูดให้ฟังว่ามีครูคนนึงที่อยู่โรงเรียนเดียวกันได้มายืมเงินประมาณ 200,000 บาทจากแม่ตอนนั้นสามีของครูคนนี้ทำงานเป็นผู้จัดการที่ธนาคารแห่งนึงในจังหวัดมหาสารคาม เค้านัดแล้วนัดอีกแต่ก็ไม่มีเงินมาคืนสักทีแม่ก็แค่ทวงถาม พอเวลาผ่านไปนานเข้าเค้าไม่มาโรงเรียนจึงได้ไปหาเค้าที่บ้านแฟนเค้าก็เลยโวยวายและด่าทอจนเราได้กลับมาเฉยเฉยแต่แฟนของเค้าเป็นคนจังหวัดศรีสะเกษ หลังจากที่เราได้ไปทวงถามเงินครั้งเดียวที่บ้านเค้าหลังจากนั้นเค้าไม่เคยมาโรงเรียนอีกเลยนี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาโกรธแค้นเรามากเพราะทำให้ เค้าได้ออกจากราชการครูเพราะไม่มาโรงเรียนเอง เมื่อก่อนที่วัดเพชรบุรีน่ากลัวมากเพราะสมัยนั้นจะเป็นถนนลูกรังนานนานทีถึงจะมีรถวิ่งผ่านและวัดของหลวงปู่ก็ยังไม่มีรั้วมีชะนีอยู่สองสามตัวเราได้อาศัยนอนอยู่บนศาลาใต้ระฆังที่วัดมีหลายมุ้งที่อยู่ตรงข้ามกันสมัยนั้นไฟฟ้ายังไม่มีต้องจุดเทียนตอนกลางคืน เสียงคนที่มารักษากับหลวงปู่ภาวนาเสียงดังไปทั่ววัดต่างคนต่างภาวนานาลาอะระหัง ด้วยความที่ทุกคนอยากหายจากโรคภัยไข้เจ็บที่ตัวเองกำลังเป็นอยู่หลวงปู่ท่านบอกว่าถ้าสายเลือดเดียวกันแม่ลูกกันสามารถช่วยภาวนาได้แต่ถ้าเป็นผัวเมียคนละสายเลือดไม่สามารถช่วยกันได้ ดังนั้นเราเป็นลูกและยายที่ ที่ไปด้วยคือสายเลือดเดียวกันต่างพากันจุดเทียนภาวนานาราอรหังเดินนั่งยืนนอนเราช่วยกันภาวนาตลอดจนเช้าของวันที่สามหลวงปู่ท่านได้เดินทางมาที่วัดเพชรบุรีเหมือนเดิมเรารีบวิ่งที่จะไปหาท่านแต่เช้าตามประสาเด็กในสมัยนั้นแล้วถามท่านว่าวันนี้วันที่สามแล้ว แม่ของหนูจะหายไหมคะหลวงปู่หลวงปู่ได้แต่หัวเราะและตอบว่าน้ำมันในตะเกียงแม่ใกล้จะหมดแล้วแต่หลวงปู่ได้เติมให้แล้วเดี๋ยวแม่ก็หาย
แต่เราก็ยังใช้ชีวิตในวัดเหมือนเดิมเช้ามาสมัยนั้นยังไม่มีน้ำประปาเราได้ช่วยแม่ชีตักน้ำที่บ่อน้ำและใส่รถเข็นไปไว้ให้หลวงปู่ใช้อาบให้คนป่วยในวันถัดไป และอีกหน้าที่ของเราคือกวาดลานวัดในสมัยนั้นมีโขดหินต้นไม้ต้นไทรใหญ่ในวัดเพชรบุรีเยอะมากแต่วัดเพชรบุรีสะอาดมากเพราะญาติ คนป่วย แม่ชี พระตากพากันช่วยกันกวาดลานวัดแม่ชีและพระส่วนใหญ่ที่บวชอยู่ตอนนั้นคือคนป่วยที่รักษาหายแล้วขอบวชอยู่กับหลวงปู่ต่อเราจำได้ว่าคืนวันที่หกที่เราอยู่ที่วัดเพชรบุรีประมาณสี่ทุ่ม เราได้จุดเทียนเหมือนทุกๆวันเพื่อจะภาวนาช่วยแม่เหมือนเป็นกิจวัตรประจำวันของพวกเราไปแล้วแต่คืนนั้นพิเศษกว่าทุกคืนเพราะมีผู้หญิงคนนึง ใส่เสื้อสีแดงกระโปรงสีแดงทาปากสีแดงทาเล็บสีแดง ผมอยากโศกและไว้ยาวมากเปิดมุ้งเข้ามาในมุ้งที่เรานอนจะมีแม่ มียาย และตัวดิฉันเอง ยายและตัวดิฉันเองยังตกใจเลยว่าเค้าคนนี้คือใครและเข้ามาทำไมเราจึงได้ถามเค้าไปว่าเค้ามาหาใครเค้ามาจับตรงขาแม่ลูบไปลูบมาแล้วก็ถามว่าเจ็บตรงไหนตรงนั้นไหมตรงนี้ไหมแล้วอาการตอนนี้เป็นยังไง แม่ตอบเค้าไปว่าเหนื่อยหายใจไม่ค่อยอิ่ม เค้าได้แต่ยิ้มและตอบว่าเดี๋ยวก็หายเรากับยายก็เลยถามไปว่าเค้ามาทำอะไร เค้าตอบว่าเค้ามางานที่สถานีตำรวจที่อยู่ตรงข้ามวัดในสมัยนั้นคือสภ. ทุ่งมน เค้าบอกว่าเค้าเป็นเมียตำรวจมางานก็เลยแวะมาในวัด ด้วยความที่เราเป็นเด็กเราก็ไม่ได้ถามอะไรไปมากกว่านี้แต่พอเค้าจะกลับเค้ากลับเลยเค้าบอกเค้าขับมอเตอร์ไซค์มา
แต่พอตอนขากลับเราก็ไม่ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ของเค้าเพราะเราได้วิ่งลงไปดูด้วยความที่อยากรู้อยากเห็น และแปลกใจที่คนไม่รู้จักกันมาพูดเหมือนรู้จักและสนิทสนมกัน เราและยายได้แต่แอบสงสัยไว้ในใจ ตอนเช้าเรารีบวิ่งไปหาหลวงปู่ตั้งแต่ท่านยังไม่ลงรถแล้วพูดให้หลวงปู่ฟังว่าเมื่อคืนมีผู้หญิงปากแดง ชุดแดงมาหาแม่หลวงปู่ได้แต่หัวเราะและยิ้มมุมปากแล้วพูดออกมาว่า หลวงปู่รู้แล้วรู้ตั้งแต่เมื่อคืนว่าเค้ามานั่นแหละเค้าคือปีศาจหลายคนเคยเห็นแบบนี้บ่อยบ่อยเค้ามาเอาโรคออกให้ ตอนนั้นเราก็ไม่ค่อยเชื่อเพราะไม่คิดว่าปีศาจจะมีจริงๆ แต่หลังจากที่ผู้หญิงคนนั้นมาอาการของแม่ดีวันดีคืนจนวันวันที่เก้าของการอยู่วัดลืมบอกไปว่าทุกๆวันตอนเย็นตอนพ่อเลิกเรียนพ่อจะเทียวจากวาปีปทุมไปที่จังหวัดสุรินทร์ทุกวันเพื่อที่จะไปดูว่าแม่เป็นยังไงบ้าง พอดูเสร็จพ่อก็จะขอตัวกลับเที่ยวแบบนี้ทุกๆวัน แต่วันนี้ไม่เหมือนทุกๆวันเพราะหลวงปู่เรียกพ่อเข้ามาหาตอนพ่อกลับลาบอกหลวงปู่ว่ากำลังจะกลับหลวงปู่ท่านเลยบอกว่าอาจารย์เข้ามารดน้ำมนต์ก่อนเพราะวันนี้จะมีรถขับมาเฉี่ยวมาชนพ่อก็ทำตามที่หลวงปู่ท่านบอกเข้าไปรดน้ำมนต์กับหลวงปู่พอวันถัดมาที่พ่อ มาหาเรากับแม่ที่วัดได้บอกกับเราว่าพอถึงท่าตูมมีรถขับมาเฉี่ยวจริงๆแต่โชคดีที่ไม่ได้เป็นอะไรมากจากที่พ่อไม่เคยเชื่ออะไรเรื่องพวกนี้กับกลายเป็นเชื่อสนิทใจเพราะเกิดกับตัวเองและครอบครัวพอวันที่ 10 แม่พ่อตัวดิฉันและยายได้มากราบหลวงปู่ เพราะสมัยก่อนตอนเช้าและตอนเย็นคนป่วยที่ไปรักษาที่วัดเพชรบุรีต้องถือกรวยมากราบหลวงปู่เช้าเย็นหลวงปู่ท่านเลบอกว่าอาจารย์ป่านนี้เด็กคงคิดถึงแย่แล้วจะให้กลับบ้านได้
แต่อาจารย์ไม่ได้กินข้าวนานให้ขอครูบาอาจารย์หลวงปู่ไปอยู่โรงพยาบาลสามวันเพื่อที่จะไปให้น้ำเกลือนะดิฉันและครอบครัวได้กราบลาหลวงปู่เพื่อที่จะกลับกลับบ้านก่อนกลับหลวงปู่เรียกลูกปัดเข้ามาใกล้ๆแล้วท่านก็เอาผ้าที่ท่านใช้เป็นผ้าพื้นใหญ่สีเหลืองเอามาคลุมหัวให้แล้วท่านบอกว่า อาจารย์ขอเด็กคนนี้ไว้เป็นลูกบุญธรรมได้ไหมแต่ด้วยความที่พ่อเข้าใจว่าลูกบุญธรรมคือต้องอยู่กับท่านที่วัดเลยพ่อก็เลยตอบกลับไปว่าเป็นเด็กผู้หญิงครับหลวงปู่ตัวดิฉันเองก็ไม่ได้คิดอะไรแต่ในใจก็ไม่ได้อยากจะอยู่ที่นั่นเหมือนท่านรู้ในความคิดของเราท่านหัวเราะแล้วก็ พูดออกมาว่าลุงปูไม่ได้เอามาอยู่ที่นี่แค่จะส่งเสียให้เรียนหนังสือนั่นแหละคือลูกบุญธรรมหลวงปู่แต่พ่อก็ไม่ได้ตอบตกตกลงอะไร เพราะเดินทางออกจากวัดแล้วก็มาที่โรงพยาบาลหลักเมืองที่จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อที่จะให้น้ำเกลือแต่พอพยาบาลมาเพื่อที่จะ เอาเข็มแทงแทงยังไงก็แทงไม่เข้าพ่อก็เลยบอกว่าลืมจุดธูปบอกครูบาอาจารย์หลวงปู่และหลวงปู่หงษ์พอคิดได้พ่อก็เลยรีบทำพอทำเสร็จหน้าแปลกมากครั้งเดียวคือใส่สายน้ำเกลือได้พออยู่ที่โรงพยาบาลได้วันที่ สามตามที่หลวงปู่เคยพูดไว้แม่ช่วยเหลือตัวเองได้ทุกอย่างแล้ววันนั้นอยู่อยู่ก็พูดขึ้นมาว่าอยากกินข้าวกับไก่ย่างซึ่งมันน่าอัศจรรย์ใจมากข้าวเหนียวไก่ย่างจะกินได้ยังไงเพราะเมื่อก่อนขนาดโจ๊กยังกินไม่ได้เพราะจะติดคอเวลากินน้ำก็ใช้สำลีเช็ดปาก แต่พ่อก็ไม่ได้ขัดใจอะไรไปซื้อไก่ย่างข้าวเหนียวมาให้กินแม่กินไก่ย่างข้าวเหนียวจนหมดพ่อตกใจร้องไห้เพราะกลัวว่าจะเป็นการกินสั่งเสียแต่เปล่าเลยการกินไก่ย่างข้าวเหนียวของแม่วันนั้นทำให้แม่ออกจากโรงพยาบาลครบสามวันตามที่หลวงปู่บอกจริงๆและหลังจากวันนั้น แม่ก็สามารถใช้ชีวิตเป็นปกติได้เหมือนคนทั่วไป ทั้งทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่มีแรงจะเดินมาเกือบสองปีกินอะไรก็มีแต่จะติดคอ หลังจากที่แม่หายเราและครอบครัวก็ได้ไปหาหลวงปู่ทุกๆปีในวันไหว้ไหว้ครูและหลังจากที่เหตุการณ์ของแม่ผ่านไปกลายเป็นตัวของดิฉันที่มามาป่วยเมื่อปี 2548 เดี๋ยวจะมาเล่าต่อนะคะ







ไลน์ "@wlps" เพื่อรับข่าวสารจากทางวัด