เปรต! ธรณีสงฆ์ กรรมจากความโลภอยากได้ที่วัด

เปรต! ธรณีสงฆ์ กรรมจากความโลภอยากได้ที่วัด

อกุศลกรรม ๓ ประการ คือ โลภะ โทสะ โมหะ นี้ เป็นตัวนำให้ไปบังเกิดในจตุราบายภูมิคืออบายภูมิทั้ง ๔ ความจริงเนื้อความนี้ ควรจะรอเอาไปกล่าวไว้ในตอนหลัง แต่เห็นว่าการเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้จบเป็นตอนๆ ไป นึกขึ้นได้ในตอนนี้ ก็เอามาแทรกใส่ไว้เสียเลย เพื่อจะได้ไม่ตกหล่นในภายหลัง

เปรตในป่าลึก

คนที่มีวาสนาชะตาเสีย ซึ่งมีอันเป็นจะต้องมาเกิดในโลกเปรตนี้ โดยมากเป็นเพราะบาปที่ทำด้วยโลภะเป็นเหตุดังกล่าวแล้ว คือ มีความโลภเป็นใหญ่ มีความโลภเป็นเจ้าหัวใจ อยากได้จนลืมตัว ไม่นึกถึงบาป เหมือนกับเปรตใน ป่าลึก ซึ่งมีเรื่องเล่าไว้ในพระคัมภีร์ทางศาสนา ดังต่อไปนี้

ยังมีพระภิกษุหลายรูปด้วยกัน จำพรรษาอยู่ในโลหนชนบท ณ ลังกาทวีป ครั้นออกพรรษาแล้ว พระผู้เป็นเจ้าเหล่านั้นมีความประสงค์จะไปไหว้พระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นสถานที่ตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรมครู จึงชวนกันออกจากวัดเดินลัดรอนแรมมาด้วยศรัทธาเลื่อมใส

เดินทางมาหลายวัน ก็บรรลุถึงป่าใหญ่เต็มไปด้วยแมกไม้ สิงสาราสัตว์ปราศจากผู้คน ยิ่งเดินก็ยิ่งเข้าป่าลึกเข้าไปทุกที ครั้นเหน็ดเหนื่อย จึงพากันนั่งพักบนแผ่นหินใหญ่ซึ่งน่านั่งกว่าที่อื่น เพราะแลดูสะอาดปราศจากดิน นั่งพักอยู่ที่นั่นทั้งหมดหลายสิบรูปด้วยกัน

พอหายเหนื่อยแล้ว พระเถระผู้ใหญ่ซึ่งเป็นหัวหน้าในการเดินทาง จึงลุกขึ้นเดินตรวจดูไปมา เพราะนึกแปลกใจว่า เหตุไฉน แผ่นหินใหญ่จึงปรากฏมีในกลางดินกลางป่า ซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะมีภูเขาอยู่ใกล้ ๆ เลย ครั้นเล็งแลดูด้วยทิพยจักษุ พระผู้เป็นเจ้าก็รู้ว่า แผ่นหินใหญ่ที่ท่านนั่งพร้อมกับพระหลายสิบรูปด้วยกันนั้น ไม่ใช่แผ่นหินโดยธรรมชาติ ที่แท้เป็นสัตว์เปรตตนหนึ่งซึ่งเวรกรรมชักนำให้มาเป็นเปรตรูปร่างอย่างนี้ จึงมีเถรวาทีถามว่า

❝ดูกรเปรต! ท่านทำกรรมอะไรไว้ในชาติปางก่อน จึงต้องมารับกรรมอันน่าสังเวชเห็นปานนี้❞

เปรตนั้นจึงตอบพระเถรเจ้าด้วยความเศร้าว่า

❝ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ ในครั้งศาสนาของพระบรมครูกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าพเจ้ามีความประมาท ได้ประพฤติย่ำยีทำลายที่นาซึ่งผู้มีศรัทธาอุทิศเป็นที่กัลปนาถวายแก่วัดแห่งหนึ่งให้ฉิบหาย โดยมาคิดเสียว่า กรรมชั่วเพียงเล็กน้อยไม่เป็นไร ครั้นตายลงก็มาเกิดเป็นเปรตอย่างที่พระคุณเจ้าเห็นอยู่นี่แหละ ข้าพเจ้าต้องอดข้าวอดน้ำ มีร่างเป็นหินนอนอยู่กับดิน เป็นเช่นนี้มาหลายหมื่นปีแล้วนะ พระผู้เป็นเจ้า❞ เปรตผู้น่าสงสารเว้นระยะนิดหนึ่งแล้วกล่าวต่อไปว่า

❝ขอพระคุณเจ้า จงได้โปรดเมตตาบอกแก่มนุษย์ทั้งหลายว่า อย่าจงเอาเยี่ยงอย่างข้าพเจ้า จงอย่าได้ประมาทในบาป จงอุตส่าห์ทำบุญทำทาน ขึ้นชื่อว่าของสงฆ์ของวัดแล้ว อย่าได้ประมาทเป็นอันขาด เพราะจะเป็นทางนำไปสู่นรก และต้องมาเสวยผลกรรมเช่นกับที่ข้าพเจ้ากำลังได้รับอยู่เวลานี้ และจะหมดเวรกรรมเมื่อใด ข้าพเจ้าก็ยังไม่ทราบเลย❞

พระภิกษุทั้งหลาย ได้ฟังวาจาของเปรตหินในป่าลึกก็ให้ รู้สึกสลดใจ แต่ไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไร จึงพากันเดินทางต่อไปตามความตั้งใจเดิม คือพระศรีมหาโพธิ สถานที่ตรัสรู้ขององค์พระบรมครูสัมมาสัมพุทธเจ้า

ยังมีเปรตในป่าลึกอีกตนหนึ่ง มีสภาพความเป็นอยู่น่าสงสาร และน่ากลุ้มใจแทนยิ่งนัก คือ เขามีร่างกายจมอยู่ในหินบนภูเขาในป่าลึกแห่งหนึ่ง ครึ่งตัว ปรากฏรูปร่างคล้ายมนุษย์เพียงส่วนบนเท่านั้น เขาทนทุกขเวทนาอดข้าวอดน้ำ ตากแดดตากฝนเฉยอยู่อย่างนั้นไปไหนมาไหนไม่ได้ เป็นเวลานานนับไม่ถ้วนจำนวนเดือนปี

คราวหนึ่ง มีพระภิกษุหลายรูปหลงทางเข้าไปในป่าเขาแห่งนั้น วนเวียนไปมาถึง ๗ วัน ก็ยังหาทางออกไม่ได้ ต่างรูปต่างก็ได้ รับความหิวโหยเป็นกำลัง แล้วมาพบเปรตตนนั้นเข้าโดยบังเอิญ ทีแรกก็เข้าใจว่าเป็นคนมายืนอยู่ ต่างก็ พากันดีใจว่า เรามาพบคนเข้าแล้ว จักได้ถามหนทางว่าทางออกจากป่าไปทางไหน? ไม่ทันพิจารณา พากันเข้าไปหา แล้วก็ร้องถามขึ้น

❝ดูกรประสก หนทางที่จักไปเมืองโน้น ไปทางไหน พวกเราหลงทางมา ๖-๗ วัน แย่เต็มที ไม่เห็นมีทางออกเลย ช่วยบอกหน่อยเถิด❞

เปรตตนนั้นจึงตอบว่า

❝ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า! พวกท่านหลงทางอยู่ในป่าหิวโหยเพียง ๗ วัน ไม่สู้เท่าไหร่นัก แต่ข้าพเจ้าสิ ต้องอยู่ที่นี่ถึง ๔ พุทธันดร ข้าวสักเม็ด น้ำสักหยด ไม่ได้ตกถึงท้องเลย… ❞

❝พูดอะไรเช่นนั้นเล่า ประสก!❞ ภิกษุหูนึ่งขัดขึ้นอย่างไม่ค่อยจะพอใจนัก นึกว่าเปรตนั้นพูดเล่น

❝จริง ๆ นะ พระคุณเจ้าทั้งหลาย❞ เปรตพูดต่อไป พระคุณเจ้าจงพิจารณาให้ดี ข้าพเจ้านี้หาใช่คนไม่ แต่ข้าพเจ้าเป็นเปรต เปรตที่ต้องทนทุกข์ทรมานจมอยู่ในหินครึ่งตัว อดข้าวอดน้ำ ตากแดดตากลม อยู่อย่างนี้มาตลอด ๔ พุทธันดรแล้ว

❝ท่านทำกรรมอะไรไว้ จึงได้มาเกิดเป็นเปรตน่าทุเรศอยู่นานนักหนาถึงเพียงนี้? ❞ ภิกษุเหล่านั้นถาม

เปรตจึงเล่าให้ฟังว่า

❝ในสมัยศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์แรก ในภัทรกัปนี้ คือ องค์พระกกุสันโธพุทธเจ้านั้น ข้าพเจ้าเป็มนุษย์ชาวนา เขตนาของข้าพเจ้าอยู่ติดกับเขตนาที่เขาอุทิศให้เป็นของสงฆ์ ข้าพเจ้าเป็นคนละโมบเห็นแก่ได้ ไม่นึกถึงว่าจะเป็นบาปเป็นกรรม จึงได้ถอนเสาศิลาปักเลขหมายเขตแดนนาทั้ง ๒ เลย เลื่อนเข้าไปในฝั่งนาของสงฆ์ ชิงเอานาของสงฆ์เข้ามาไว้ในเขตแดนของตนเพียงเล็กน้อย ไม่นึกเลยว่า บาปกรรมจะมี และเกิดผลทรมานหนักหนาเช่นที่ข้าพเจ้ากำลังได้รับอยู่นี่❞ เปรตเว้นระยะนิดหนึ่งแล้ว ก็ยกมือขึ้นชี้บอกแก่ พระภิกษุทั้งหลายว่า

❝โน่นแน่ะ หนทางไปเมืองที่พระคุณเจ้าต้องประสงค์จะไป❞ แล้วก็กล่าวต่อไปว่า เมื่อพระคุณเจ้าไปแล้ว ขอจงได้โปรดเมตตาบอกแก่มนุษย์ทั้งหลายว่า อย่าเอาเยี่ยงอย่างข้าพเจ้า ขึ้นชื่อว่าบาปกรรมแม้เพียงเล็กน้อย อย่าได้กระทำ เพราะผลของบาปน่ากลัวเหลือเกิน ดูแต่ข้าพเจ้าเถิด มิเพราะความโลภดอกหรือ ความโลภอันประกอบด้วยความโง่เขลารู้ เท่าไม่ถึงการณ์ เห็นแก่แต่จะได้สถานที่อันเป็นของสงฆ์เล็กๆ น้อยๆ ได้ เป็นเจ้าของครองอยู่เพียงไม่กี่ปี ครั้นตายแล้วต้องมาเสวยทุกขเวทนาเห็นปานนี้ ฉะนั้น ขอให้พระคุณเจ้าช่วยอนุเคราะห์บอกแก่มนุษย์ทั้งหลายว่า อันสถานที่ที่เป็นของสงฆ์ เช่น ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์และที่กัลปนา ซึ่งเขาอุทิศแด่สงฆ์ เป็นสถานที่ที่ควรเคารพเปรียบเสมือนไฟเหมือนยาพิษ ใครมีโลภจิตล่วงละเมิดแม้แต่เพียงเล็กน้อยด้วยความไม่รู้หรือด้วยความโง่เขลาเบาปัญญา มองไม่เห็นบาปก็ตาม ย่อมให้โทษร้ายแรงหนักหนา เพราะเป็นสถานที่อันคนมีศรัทธาเขาอุทิศถวายพระศาสนา เป็นการบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยใจประกอบด้วยจากเจตนาเลื่อมใสในพระศาสนาสุดประมาณ เมื่อมาทำให้บิดเบือนกุศลเจตนาของเจ้าของเดิมเสียฉะนี้ ย่อมได้รับโทษเช่นข้าพเจ้ากำลังได้รับอยู่นี่แหละ เปรตในป่าลึกกล่าวรำพันอย่างยืดยาวในตอนท้าย

จากหนังสือโลกทีปนี โดย พระเดชพระคุณพระพรหมโมลี

(วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.๙) ๓ มิ.ย. ๒๔๗๓ – ๑๑ ม.ค. ๒๕๔๔ อดีตเจ้าอาวาสวัดยานนาวา

❖ เ รื่ อ ง ข อ ง เ ป ร ต ธ ร ณี ส ง ฆ์ ❖

โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก เปรียญ ๙

พระเจ้าพิมพิสารจะทำบุญถวายภัตตาหารแก่พระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์เป็นประจำ อยู่มาคืนหนึ่งขณะทรงบรรทมหลับสนิท ก็พลันสะดุ้งตื่น เพราะได้ทอดพระเนตรเห็นสัตว์ทั้งหลายน่าเกลียดน่ากลัว รูปร่างแตกต่างกันบรรยายไม่ถูก แต่ละตัวก็แสดงอาการหิวโหยราวไม่ได้กินอาหารมาเป็นพันๆ ปี ยื่นมือออกมาร้องขอความช่วยเหลือกันเซ็งแซ่ ตื่นเช้าขึ้นพระองค์ก็รีบไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทรงเล่าเรื่องให้พระพุทธองค์ฟัง

พระพุทธองค์ตรัสว่า ❝สัตว์เหล่านั้นคือเปรต รู้ว่าพระองค์ทรงบำเพ็ญกุศลให้ทาน ก็พากันมาขอส่วนบุญ❞

❝จะให้ทำอย่างไรพระเจ้าข้า❞ พระราชากราบทูลถาม

❝มหาบพิตรก็จงทำบุญถวายทานแก่พระสงฆ์แล้วตั้งใจอุทิศส่วนบุญแก่เปรตเหล่านั้น❞ พระพุทธเจ้าตรัส

❝เปรตเหล่านั้นเป็นใคร เกี่ยวข้องกับข้าพระองค์อย่างไร❞ พระราชายังสงสัย

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ❝เปรตเหล่านั้นในชาติก่อนอันไกลโพ้น เป็นญาติสนิทกับมหาบพิตร ได้ร่วมกันทำบุญถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์หมู่ใหญ่ พวกเขาได้ตระเตรียมข้าวปลาอาหารไว้มากมายเพื่อถวายแก่พระสงฆ์ ขณะที่พระสงฆ์ยังไม่มา บางคนก็เกิดความหิว จึงหยิบอาหารที่เตรียมไว้ถวายพระกินก่อน ด้วยบาปกรรมอันนี้ พวกเขาจึงเกิดเป็นเปรตประเภท ❛ปรทัตตูปชีวี❜ ต้องอาศัยอาหารที่คนอื่นอุทิศให้ยังชีพ บังเอิญว่าที่แล้วมา ไม่เคยมีใครอุทิศส่วนบุญให้พวกเขาเลย จึงหิวโหยผอมโซอย่างที่เห็นนั้นแหละ❞

พระเจ้าพิมพิสารจึงทำบุญถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์อันมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขอีกครั้ง แล้วตั้งใจอุทิศส่วนกุศลให้พวกอดีตญาติๆ ทั้งหลายเหล่านั้น เปรตพวกนั้นได้รับส่วนบุญที่พระเจ้าพิมพิสารทรงอุทิศไปให้ ต่างมีหน้าสดชื่นเบิกบาน ตกดึกคืนหนึ่งจึงพากันมาขอบคุณพระเจ้าพิมพิสารกล่าวอนุโมทนาในบุญกุศลที่พระองค์ทรงบำเพ็ญแล้วก็หายวับในทันใด

(นี่แค่อาหารของเคี้ยวของฉัน ถ้าเป็นกุฏิ วิหาร ศาลา ที่ดิน จะขนาดไหน)

Share: