■ #ฝันกลางวัน
(แก้ที่เหตุ…ดับถึงกำเนิดธาตุธรรมเดิม)
วันนี้ขอนำบันทึกฝันกลางวันที่ได้จดบันทึกไว้ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 มาแบ่งปันเป็นข้อคิดแก่ผู้สร้างบารมีและผู้ศึกษาวิชชาธรรมกาย
ในนิมิตครั้งนั้น คุณยายอาจารย์แม่ชีถนอม อาสไวย์ ได้เมตตามาสอนเรื่อง การแก้ไขโรคด้วยวิชชาธรรมกาย ซึ่งเป็นการแก้ที่ต้นเหตุ มิใช่เพียงบรรเทาอาการที่ปลายเหตุ
คุณยายกล่าวว่า…
“ผู้ทำวิชชา อย่ามัวแก้ที่ผล ต้องแก้ที่เหตุ เพราะเหตุเป็นผู้สร้างผล เมื่อเหตุหมด ผลก็หมดเอง”
เหตุแห่งทุกข์ หรือเหตุแห่งโรค ก็คือ สมุทัย ที่ยังทำหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน เมื่อเข้าถึงเหตุแล้ว อย่าหยุดเพียงเท่านั้น แต่ต้องดำเนินวิชชาให้ละเอียดลึกลงไปอีก
เข้าไปสู่ เหตุในเหตุ แล้วจะพบเหตุที่ละเอียดกว่าซ่อนอยู่เป็นชั้นๆ
ทั้งเหตุดับ…
เหตุลับ…
เหตุตอน…
เหตุซ่อน…
เหตุหาย…
รวมทั้งเหตุที่ละเอียดเกินกว่าความคิดของมนุษย์จะหยั่งถึง เมื่อพบ ณ จุดใด ก็ทำวิชชาดับและละลาย ณ จุดนั้นทันที
ดับให้สิ้นเชื้อ…
ละลายให้หมดกำลัง…
ไม่เหลือเศษแห่งสมุทัยให้ย้อนกลับมาก่อผลได้อีก
ดำเนินวิชชาเช่นนี้ต่อเนื่องไป จนเข้าถึง กำเนิดธาตุธรรมเดิม อันบริสุทธิ์ เมื่อพบสิ่งใดที่เป็นเชื้อแห่งทุกข์ ก็ทำให้หมดสิ้นไปด้วยกำลังแห่งธรรม
นี่คือการปราบเหตุ มิใช่ปราบเพียงอาการ
คุณยายยังเมตตาอธิบายว่า…
ในโลกของวิชชา แต่ละฝ่ายต่างดำเนินกำลังของตน
ฝ่ายหนึ่งสร้างเหตุแห่งความทุกข์
อีกฝ่ายสร้างเหตุแห่งความดับทุกข์
ฝ่ายหนึ่งตั้งอธิษฐานและสร้างปาฏิหาริย์ตามกำลังของตน
ฝ่ายพระก็ทำหน้าที่ ดับอธิษฐาน ถอนปาฏิหาริย์ และสถาปนาผังแห่งพระธรรม ให้เกิดขึ้นแทน
ผู้ทำวิชชาจึงไม่จำเป็นต้องหวั่นไหวว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร เพราะหน้าที่ของเรามีเพียงรักษาใจให้บริสุทธิ์ แล้วดำเนินวิชชาฝ่ายพระให้ถึงที่สุดแห่งความละเอียด
ตั้งผังแห่งนิโรธ…
ตั้งผังแห่งมรรค…
ตั้งผังแห่งความสุข…
ตั้งผังแห่งความสำเร็จ…
ตั้งผังแห่งความอุดมสมบูรณ์…
ตั้งผังแห่งความบริสุทธิ์…
สั่งวิชชาฝ่ายพระอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุด ไม่ถอย
เมื่อกำลังแห่งธรรมมีกำลังเหนือสมุทัย สมุทัยก็ย่อมอ่อนกำลังลงตามลำดับ
คุณยายเมตตากล่าวต่อว่า…
หลักวิชชานี้มิได้ใช้เฉพาะการแก้โรคเท่านั้น แต่สามารถประยุกต์ใช้กับทุกปัญหาในชีวิต
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ…
เรื่องการงาน…
เรื่องทรัพย์…
เรื่องครอบครัว…
หรืออุปสรรคใดๆ
ให้ย้อนกลับไปหา เหตุแห่งทุกข์ ของเรื่องนั้น แล้วดำเนินวิชชาเข้าไปจนถึงต้นกำเนิดเดิม ดับละลายเหตุให้สิ้นเชื้อ พร้อมกับสั่งสมผังฝ่ายพระให้ละเอียดขึ้นทุกขณะ
เมื่อสมุทัยอ่อนกำลัง…
นิโรธก็มีพื้นที่ปรากฏ
เมื่อมรรคมีกำลัง…
ผลแห่งความสุขก็เกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย
อีกช่วงหนึ่งของนิมิต คุณยายได้กล่าวให้กำลังใจ จักรพรรดิอินทพิทักษ์ ขอให้สมปรารถนาตามพระประสงค์ทุกประการ ด้วยบารมี ๓๐ ทัศเต็มส่วน แม้ท่านจะกล่าวด้วยความอ่อนน้อมว่า ตนยังไปไม่ถึง แต่ก็ขอร่วมอธิษฐานส่งกำลังบุญ ให้ภารกิจแห่งพระพุทธศาสนาสำเร็จบริบูรณ์
ถ้อยคำสั้นๆ นี้ ทำให้เห็นหัวใจของผู้มีบารมี คือ ยินดีในความสำเร็จของผู้อื่น และพร้อมเกื้อกูลกิจพระศาสนาโดยไม่ยึดตนเองเป็นใหญ่
ก่อนจาก คุณยายยังเมตตาฝากหลักวิชชาไว้อีกประการหนึ่งว่า
หากผู้ทำวิชชาเข้าถึงต้นเหตุของโรค และดับละลายกำลังแห่งสมุทัยได้ ตามมุมมองของวิชชา ย่อมเป็นการลดกำลังของเหตุแห่งทุกข์นั้นลง การอธิษฐานเพื่อประโยชน์แก่สรรพสัตว์ จึงเป็นการตั้งใจให้บุญและความเมตตาแผ่ไปยังผู้ที่กำลังประสบทุกข์ในลักษณะเดียวกัน ให้มีโอกาสเข้าถึงเหตุแห่งการคลี่คลายทุกข์ด้วย
นี่คือหัวใจของสายปราบ
ปราบที่เหตุ มิใช่ปราบที่คน
ดับที่สมุทัย มิใช่ดับที่ปลายเหตุ
สถาปนานิโรธ ด้วยกำลังแห่งมรรค
ทั้งหมดเริ่มต้นจากสิ่งเดียว คือ “หยุดใจ”
เมื่อใจหยุด…
ธรรมย่อมเกิด
เมื่อธรรมเกิด…
ปัญญาย่อมเห็นเหตุ
เมื่อเห็นเหตุ…
วิชาย่อมทำงาน
เมื่อวิชชาทำงาน…
สมุทัยย่อมอ่อนกำลัง
และเมื่อสมุทัยสิ้นเชื้อ
นิโรธก็ปรากฏอย่างสมบูรณ์
นี่คือหนทางแห่งการปราบมารในตัวเอง และเป็นหนทางที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำได้เมตตาวางแบบแผนไว้ ให้ผู้มีบุญได้ดำเนินตาม ด้วยใจที่หยุด นิ่ง ใส จนเข้าถึงความบริสุทธิ์แห่งธาตุธรรมเดิมของตนเอง







