พระพุทธเจ้าสอนวิธีหาคู่ครองที่ดีไว้อย่างไร
ในชีวิตของผู้ครองเรือน การเลือกคู่ครองเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะคนที่เราเลือกมาอยู่ร่วมชีวิต ไม่ได้มีผลเพียงต่อความสุขในวันนี้ แต่มีผลต่อทิศทางของชีวิตในระยะยาว
คู่ครองบางคนทำให้ชีวิตสงบขึ้น
บางคนทำให้ใจวุ่นวายขึ้น
บางคนช่วยประคองกันไปทางดี
บางคนพากันตกต่ำโดยไม่รู้ตัว
บางคนอยู่ด้วยแล้วศีลมั่นคงขึ้น
บางคนอยู่ด้วยแล้วความประมาทเพิ่มขึ้น
พระพุทธเจ้าจึงไม่ได้ทรงมองชีวิตคู่เป็นเพียงเรื่องความรัก ความชอบ หรือความพอใจชั่วคราว แต่ทรงมองว่า ชีวิตคู่เป็นการอยู่ร่วมกันของคนสองคนที่ส่งผลต่อศีล ความคิด การกระทำ ทรัพย์ หน้าที่ ครอบครัว และทางเดินของชีวิต
คนหนึ่งอาจเคยมีชีวิตดี แต่เมื่อคบคนที่พาไปทางเสื่อม ชีวิตก็ค่อย ๆ เปลี่ยน
คนหนึ่งอาจเคยอ่อนแอ แต่เมื่อได้คู่ที่มีธรรมะ คอยเตือน คอยประคอง และร่วมรับผิดชอบ ชีวิตก็อาจมั่นคงขึ้น
ดังนั้น การหาคู่ครองที่ดีในทางพระพุทธศาสนา จึงไม่ใช่การถามเพียงว่า “เขารักเราหรือไม่” แต่ต้องถามให้ลึกกว่านั้นว่า
เขามีศีลหรือไม่
เขาซื่อสัตย์หรือไม่
เขารับผิดชอบหรือไม่
เขารู้จักให้หรือไม่
เขารู้จักฟังหรือไม่
เขาพาเราไปทางเจริญหรือทางเสื่อม
และเมื่ออยู่ด้วยกันแล้ว ใจของเราสงบขึ้นหรือทุกข์หนักขึ้น
ในพระพุทธศาสนา มีหลักธรรมสำคัญสำหรับคู่ครองที่เรียกว่า สมชีวิธรรม คือธรรมของผู้จะอยู่ร่วมกันได้อย่างเหมาะสม เปรียบเหมือนคนสองคนที่เดินไปด้วยกัน ถ้าฝ่ายหนึ่งเดินเร็วมาก อีกฝ่ายไม่ยอมเดินเลย ย่อมลำบาก ถ้าฝ่ายหนึ่งรักษาศีล แต่อีกฝ่ายชอบผิดศีล ชีวิตย่อมขัดแย้ง ถ้าฝ่ายหนึ่งรู้จักเสียสละ แต่อีกฝ่ายเห็นแก่ตัว ความสัมพันธ์ย่อมหนักอยู่ฝ่ายเดียว
พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า คู่ครองที่อยู่ร่วมกันอย่างผาสุก ควรมีความเสมอกันใน 4 ประการ คือ
เสมอกันด้วยศรัทธา
เสมอกันด้วยศีล
เสมอกันด้วยจาคะ
เสมอกันด้วยปัญญา
ความเสมอกันด้วยศรัทธา หมายถึง มีทิศทางความเชื่อและคุณค่าชีวิตที่ไปในทางเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกความคิด แต่ควรเคารพสิ่งดีงามเหมือนกัน รู้ว่าชีวิตควรตั้งอยู่บนความสุจริต ความดี และความไม่ประมาท
ถ้าคนหนึ่งเห็นว่าความซื่อสัตย์สำคัญ แต่อีกคนเห็นว่าการโกหกเล็กน้อยไม่เป็นไร
ถ้าคนหนึ่งเห็นว่าการทำบุญ รักษาศีล และกตัญญูเป็นเรื่องควรทำ แต่อีกคนดูหมิ่นสิ่งเหล่านี้
ถ้าคนหนึ่งอยากสร้างชีวิตที่สงบ แต่อีกคนอยากใช้ชีวิตตามกิเลสไปวัน ๆ
ความรักอย่างเดียวอาจไม่พอ เพราะทิศทางชีวิตต่างกันมากเกินไป
ความเสมอกันด้วยศีล หมายถึง ทั้งสองฝ่ายควรมีพื้นฐานความประพฤติที่ปลอดภัยต่อกัน ไม่เบียดเบียนกันด้วยกาย วาจา และใจ
ศีลในชีวิตคู่สำคัญมาก โดยเฉพาะความซื่อสัตย์ ความไม่ทำร้ายกัน ความไม่โกหก ความไม่ประมาทในอบายมุข และความไม่ใช้คำพูดทำลายใจอีกฝ่าย
คนที่ไม่มีศีล อาจรักเราในบางเวลา แต่ก็ทำให้เราหวาดระแวงในอีกหลายเวลา
คนที่ไม่มีศีล อาจพูดหวานได้ แต่รักษาคำพูดไม่ได้
คนที่ไม่มีศีล อาจแสดงความรักได้ แต่ก็พร้อมทำร้ายเมื่อถูกกิเลสนำ
คนที่ไม่มีศีล อาจอยู่ใกล้เรา แต่ไม่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย
คู่ครองที่ดีจึงไม่ใช่เพียงคนที่ทำให้ใจเต้นแรง แต่ควรเป็นคนที่ทำให้ใจวางลงได้ เพราะเราไม่ต้องคอยกลัวว่าเขาจะโกหก นอกใจ หลอกลวง หรือทำร้ายกัน
ความเสมอกันด้วยจาคะ หมายถึง มีน้ำใจ รู้จักเสียสละ แบ่งปัน และไม่เห็นแก่ตัวจนความสัมพันธ์หนักอยู่ฝ่ายเดียว
ชีวิตคู่ไม่อาจอยู่ได้ด้วยการรับอย่างเดียว ถ้าฝ่ายหนึ่งให้ตลอด แต่อีกฝ่ายเอาแต่รับ ความรักจะค่อย ๆ กลายเป็นความเหนื่อยล้า
จาคะในชีวิตคู่ไม่ได้หมายถึงการให้ทรัพย์อย่างเดียว แต่หมายถึงการให้เวลา ให้ความเข้าใจ ให้อภัย ให้ความช่วยเหลือ ให้แรงใจ และยอมลดความเห็นแก่ตัวของตนเองเพื่อความสงบของบ้าน
คนที่มีจาคะจะไม่ถามเพียงว่า “ฉันได้อะไรจากความสัมพันธ์นี้” แต่จะถามว่า “ฉันควรดูแลความสัมพันธ์นี้อย่างไร”
ความรักที่ไม่มีจาคะ มักกลายเป็นการครอบครอง
ความรักที่มีจาคะ จึงกลายเป็นการเกื้อกูล
ความเสมอกันด้วยปัญญา หมายถึง มีความเข้าใจชีวิตพอสมควร รู้จักเหตุผล รู้จักผิดชอบ รู้จักแก้ปัญหา ไม่ปล่อยให้อารมณ์นำทุกอย่าง และสามารถเติบโตไปด้วยกันได้
ปัญญาในชีวิตคู่สำคัญมาก เพราะชีวิตจริงไม่ได้มีแต่วันที่รักกันดี แต่มีวันที่เงินไม่พอ มีวันที่เหนื่อย มีวันที่เจ็บป่วย มีวันที่เข้าใจผิด มีวันที่ครอบครัวกดดัน มีวันที่ความฝันไม่เป็นไปตามใจ
ถ้าขาดปัญญา ปัญหาเล็กอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่
ถ้าขาดปัญญา ความโกรธชั่วครู่อาจทำลายความไว้วางใจที่สะสมมานาน
ถ้าขาดปัญญา คนสองคนอาจเอาชนะกันจนลืมว่าควรร่วมมือกัน
ถ้าขาดปัญญา ความรักอาจกลายเป็นสนามรบของอัตตา
คู่ครองที่มีปัญญา ไม่ใช่คนที่ไม่เคยผิดพลาด แต่เป็นคนที่รู้จักเรียนรู้จากความผิดพลาด ยอมฟังเหตุผล ยอมปรับปรุงตน และไม่ปล่อยให้กิเลสทำลายชีวิตคู่ซ้ำ ๆ
เมื่อดูตามหลักสมชีวิธรรม จะเห็นว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงสอนให้เลือกคู่จากรูปร่าง ทรัพย์ ชื่อเสียง หรือความหวานของคำพูดเป็นหลัก แต่ทรงให้ดูรากของชีวิต คือศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา
เพราะรูปร่างเปลี่ยนได้
ทรัพย์เพิ่มได้และหมดได้
คำหวานพูดได้ง่าย
ความตื่นเต้นจางลงได้
แต่ศีลและปัญญาจะเป็นสิ่งประคองชีวิตในวันที่ความรักต้องเผชิญความจริง
นอกจากนั้น พระพุทธเจ้ายังทรงสอนหน้าที่ของสามีภรรยาไว้ในคำสอนเรื่องการครองเรือน โดยให้เห็นว่า ชีวิตคู่ที่ดีต้องมีความเคารพ ไม่ดูหมิ่นกัน ซื่อสัตย์ต่อกัน มอบความไว้วางใจ และช่วยดูแลทรัพย์ หน้าที่ ญาติพี่น้อง และบ้านเรือนอย่างเหมาะสม
นี่แสดงให้เห็นว่า คู่ครองที่ดีไม่ได้พิสูจน์กันด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียว แต่พิสูจน์ด้วยการกระทำในชีวิตประจำวัน
เขาดูแลหน้าที่หรือไม่
เขารักษาสัญญาหรือไม่
เขารู้จักรับผิดเมื่อผิดหรือไม่
เขาเคารพเราในฐานะมนุษย์คนหนึ่งหรือไม่
เขาซื่อสัตย์ทั้งต่อหน้าและลับหลังหรือไม่
เขาทำให้บ้านเป็นที่ปลอดภัย หรือทำให้บ้านเป็นที่หวาดระแวง
เขาเป็นคนที่เราสามารถฝากชีวิตบางส่วนไว้ด้วยความไว้วางใจได้หรือไม่
บางคนดูดีเมื่ออยู่ไกล แต่เมื่ออยู่ใกล้กลับเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว
บางคนพูดดีตอนเริ่มรัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับไม่รักษาหน้าที่
บางคนแสดงความรักเก่ง แต่ไม่รู้จักรับผิดชอบ
บางคนทำให้เรารู้สึกสำคัญในบางวัน แต่ทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวในหลายวัน
พระพุทธศาสนาจึงชวนให้ดูยาวกว่าความรู้สึกชั่วครู่
เวลาจะเลือกคู่ อย่าดูเพียงตอนเขาพอใจเรา
ให้ดูตอนเขาไม่ได้ดังใจด้วย
อย่าดูเพียงตอนเขาพูดว่ารัก
ให้ดูตอนเขาต้องรับผิดชอบด้วย
อย่าดูเพียงตอนเขาให้ของ
ให้ดูว่าเขาให้เกียรติหรือไม่
อย่าดูเพียงตอนเขาอยากได้เรา
ให้ดูว่าเขาพร้อมดูแลความสัมพันธ์ด้วยศีลหรือไม่
เพราะความรักที่แท้ต้องผ่านการทดสอบด้วยเวลา หน้าที่ และความไม่สมบูรณ์ของชีวิต
คู่ครองที่ดีในทางธรรม ไม่ใช่คนที่ไม่มีข้อเสียเลย เพราะมนุษย์ทุกคนยังมีข้อบกพร่อง แต่ควรเป็นคนที่มีพื้นฐานดีพอจะพัฒนาได้
เขาอาจยังโกรธได้ แต่ไม่ควรทำร้าย
เขาอาจยังผิดพลาดได้ แต่ควรรู้จักขอโทษ
เขาอาจยังไม่สมบูรณ์ แต่ควรยอมเรียนรู้
เขาอาจยังมีความอ่อนแอ แต่ไม่ควรทอดทิ้งหน้าที่
เขาอาจยังไม่เก่งทุกเรื่อง แต่ควรมีใจที่ซื่อสัตย์และไม่ประมาท
คนที่ควรอยู่ร่วมชีวิต ไม่ใช่คนที่สัญญาว่าจะไม่เคยทำผิด แต่คือคนที่เมื่อทำผิดแล้วไม่หนีความจริง และพร้อมแก้ไขตนเอง
ในทางกลับกัน คนที่ควรระวัง คือคนที่ไม่มีศีลแล้วไม่เห็นว่าเป็นปัญหา ไม่มีความรับผิดชอบแล้วโยนความผิดให้ผู้อื่น ไม่มีเมตตาแต่เรียกร้องความรัก ไม่มีความซื่อสัตย์แต่ต้องการความไว้วางใจ และไม่มีปัญญาจะเปลี่ยนตนเอง แต่หวังให้อีกฝ่ายอดทนไปเรื่อย ๆ
ความอดทนเป็นธรรมะ แต่การปล่อยให้ตนเองถูกทำร้ายซ้ำ ๆ โดยไม่มีการแก้ไข ไม่ใช่ปัญญา
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้มีเมตตา แต่เมตตาไม่ได้แปลว่ายอมให้กิเลสของคนอื่นเผาชีวิตเราโดยไม่ดูเหตุปัจจัย
ทรงสอนให้อภัย แต่การให้อภัยไม่ใช่การลบหน้าที่ของอีกฝ่ายในการแก้ไขตนเอง
ทรงสอนให้ครองเรือนด้วยธรรม แต่ธรรมะต้องมีทั้งเมตตาและปัญญา ไม่ใช่เมตตาอย่างเดียวจนตนเองหมดแรง
ดังนั้น วิธีหาคู่ครองที่ดีตามแนวพระพุทธเจ้า จึงเริ่มจากการดูธรรมในตัวเขา และดูธรรมในตัวเราเองด้วย
เพราะผู้ที่ต้องการคู่ครองดี ก็ต้องฝึกตนให้เป็นคู่ครองที่ดีเช่นกัน
ถ้าอยากได้คนซื่อสัตย์ เราก็ควรซื่อสัตย์
ถ้าอยากได้คนมีศีล เราก็ควรรักษาศีล
ถ้าอยากได้คนรับผิดชอบ เราก็ควรไม่ทอดทิ้งหน้าที่
ถ้าอยากได้คนมีเมตตา เราก็ควรฝึกวาจาและใจให้ไม่ทำร้าย
ถ้าอยากได้คนมีปัญญา เราก็ควรยอมเรียนรู้และปรับตัว
คู่ครองที่ดีไม่ได้เกิดจากการตามหาคนสมบูรณ์แบบ แต่เกิดจากคนสองคนที่มีพื้นฐานดีพอ และพร้อมฝึกตนไปในทางที่ดีร่วมกัน
เมื่อศรัทธาเสมอกัน ทั้งสองจะเคารพคุณค่าชีวิตในทิศทางเดียวกัน
เมื่อศีลเสมอกัน ทั้งสองจะปลอดภัยต่อกัน
เมื่อจาคะเสมอกัน ทั้งสองจะไม่ปล่อยให้ฝ่ายหนึ่งเหนื่อยอยู่คนเดียว
เมื่อปัญญาเสมอกัน ทั้งสองจะช่วยกันแก้ปัญหา ไม่ใช่ทำร้ายกันเมื่อมีปัญหา
นี่คือคู่ครองที่ดีในทางธรรม
ไม่ใช่คนที่ทำให้เราลืมโลกชั่วคราว
แต่เป็นคนที่ทำให้เราอยู่กับโลกอย่างไม่ตกต่ำ
ไม่ใช่คนที่พูดว่ารักมากที่สุด
แต่เป็นคนที่รักษาศีลต่อเราได้จริง
ไม่ใช่คนที่ทำให้เราหลงใหลที่สุด
แต่เป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วใจไม่ต้องสูญเสียความดีของตนเอง
ไม่ใช่คนที่ไม่มีวันทำให้เราทุกข์เลย
แต่เป็นคนที่ไม่จงใจเพิ่มทุกข์ และพร้อมร่วมกันลดเหตุแห่งทุกข์
สุดท้ายแล้ว พระพุทธเจ้าสอนวิธีหาคู่ครองที่ดีด้วยการให้มองลึกกว่ารูปลักษณ์และความรู้สึก ให้ดูว่าเขามีธรรมพอจะอยู่ร่วมชีวิตหรือไม่
เพราะชีวิตคู่ไม่ใช่เพียงการมีใครสักคนเดินข้าง ๆ
แต่คือการเลือกคนที่จะมีอิทธิพลต่อศีล ใจ ความคิด และทางเดินของชีวิตเรา
ถ้าเลือกคนมีธรรม ชีวิตคู่ก็เป็นทางแห่งบุญ
ถ้าเลือกคนไร้ศีล ชีวิตคู่ก็อาจกลายเป็นทางแห่งทุกข์
ถ้าเลือกด้วยความหลง ใจอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะตื่น
แต่ถ้าเลือกด้วยสติและปัญญา ความรักย่อมมีโอกาสเติบโตเป็นความเกื้อกูล
คู่ครองที่ดี จึงไม่ใช่คนที่ทำให้หัวใจเต้นแรงเพียงช่วงแรก
แต่คือคนที่อยู่ด้วยแล้วศีลไม่เสื่อม
ใจไม่ตกต่ำ
หน้าที่ไม่ถูกทอดทิ้ง
และชีวิตค่อย ๆ เจริญขึ้นในทางที่ดี
เพราะความรักที่มีธรรมะ
ไม่ใช่ความรักที่เผาใจให้ร้อนแรง
แต่เป็นความรักที่ทำให้บ้านปลอดภัย
ทำให้ใจอ่อนโยน
ทำให้ชีวิตมั่นคง
และทำให้คนสองคนช่วยกันเดินไปในทางที่ไม่ประมาท



