คุณยายแม่ชีท่านหนึ่งที่วัดปากน้ำเคยเล่าว่า

Pe Kit

2 วัน  ·

คุณยายแม่ชีท่านหนึ่งที่วัดปากน้ำเคยเล่าว่า

สมัยท่านแต่ก่อนเป็นสาวๆ อาจารย์ตรีธา หรือคนเก่าๆ ให้ไปสอนนั่งธรรมะ ท่านตื่นมาเข้าเวรทำวิชชาฯตี 4 เสร็จ อาบน้ำ ทำวัตรเช้า รีบขึ้นไปสอนในศาลา ทำโน้นนี้ มีคนมามีงานมา บ่าย นำทำวัตรเย็น แล้วก็ไปสอนคนที่มาปฏิบัติธรรม คุมธรรมะ เย็นอีกก็ไปสอนอีกบนหอขาว ดึกมา 2 ทุ่มก็นั่งเข้าเวรทำวิชชาฯไปจนถึงเที่ยงคืน เสร็จก็มานอน ตี 4 ก็มาเข้าเวรเช้าอีก ว่างก็มาภาวนาของตัวเอง

ท่านว่าก็มาคิดดูว่า ที่ทำๆไป เราทำไปเพื่ออะไรกันแน่ ไปสอนเพื่ออะไร เราได้อะไร อะไรคือจุดมุ่งหมาย หรือส่วนสำคัญ เราขวนขวายไปสอนเขา เขาเอากับเราเท่าไหร่ จนเราไม่มีเวลาทำหน้าที่ของตัวเองที่แท้จริง ท่านเลยว่า มีโอกาสก็ไปสอน ถ้าปฏิเสธได้ก็ไม่ไป ไม่ขวนขวายเหมือนเดิม

“พูดใครก็พูดได้ แต่จะทำให้ได้จริงๆ ทำยาก”

กับจะมาให้เป็นเดี๋ยวนี้เลย มันจะไปได้ไง ทำวัน สองวัน สามวัน จะเอาให้สำเร็จละ ไปอ่านหนังสือมาพูด จำมาพูด จะเอาแต่ยอด เขายังว่า ทำ 10 ปี ยังไม่ค่อยรู้เรื่องเลย พอรู้เรื่องมานิดหน่อย

……………………………..……………………….

มาถึงจุดหนึ่งเลยมองย้อนมาใส่ตัวเอง

เออที่เราสอนๆ ขวนขวายไปขนาดนี้ เราได้อะไร

จริงอยู่ในส่วนเรา เราได้ธรรมทาน เราก็ทำของเราไป แต่ว่าเราได้พัฒนาขึ้นบ้างไหม?

บอกแต่คนอื่น นานๆไป หมดดีไป ขวานถากไม้ได้ แต่ถากตัวเองไม่ได้

..กระดาษทรายขัดให้อย่างอื่นเรียบเนียนได้

แต่ในทางกลับกัน ตัวมันก็ค่อยๆกัดกร่อนตัวเองไปจนหมดเช่นกัน..

เสียเวลาเราไหม คือ เราไม่ได้จะเอาตัวเองเป็นศูนย์รวมจักรวาล ผูกขาดในความดี ไม่ใช่ไม่มีเราแล้ว เขาจะทำไมได้นิ ใครจะไปจะมา จะไปที่อื่น ไปหาคนอื่น ก็ได้นิ มีเยอะแยะถมไป เผลอๆอาจจะดีกว่าเราก็ได้นิ เราเอาเวลานั้นไปทำหน้าที่ของตัวดีกว่าไหม ไม่ใช่ว่าเห็นแก่ตัว ตัวเองยังไม่รอด จะไปสอนใครได้เนอะ คนไม่มีเงิน จะให้เงินใครได้ สอนใครก็อยากสอน ใครก็สอนได้ แต่จะมีคุณธรรม มีภูมิธรรมรักษาตัวเอง หรือไปรักษาคนอื่นได้มากแค่ไหนกัน จะไปแนะนำให้เขาไปได้ตรงทางมากน้อยเพียงใด เผลอๆเราก็ยังไม่มั่นคงเลย

ลำบากตัวเอง ลำบากสุขภาพตัวเองไหม

อาจจะลำบากไปถึงคนอื่นด้วย

เห็นละสงสารคนมาช่วยกิจการ

บางคนป่วยเป็นมะเร็ง บางคนยากจน บางคนแก่ชรา นึกสงสารเขา

เขามาช่วย เขาสงสารเรา แต่ใครจะมาทนลำบากกับเรา ถ้าเขาไม่หวังดีกับเราจริงๆ

หรือเห็นดีกับเรา มันก็เหลืออยู่ไม่กี่คนที่ช่วยกิจการเราจริงๆ ก็ไม่ได้ว่าอะไรใคร ทุกคนมีเหตุผลตัวเอง มีภาระหน้าที่ คนทำเพื่อส่วนรวมก็ต้องเสียสละอะไรด้วย หายากที่จะมาเสียสละประโยชน์ส่วนตน มาเห็นแล้วก็สงสารคนป่วย คนแก่ คนลำบาก

บางทีเราก็ฝ่าฟ้าฝ่าฝน ฟ้าฝ่า ฝนสาด ถนนเละก็พากันลุยโคนไปสอน ให้คนมาพาเอาซาเล้งไป ให้คนนั้นหารถหารามาพาไปสอน ลำบากเราเอง ลำบากคนอื่นอีกพาไปมา แต่น้ำใสใจจริง อยากให้เขาได้โอกาส อยากให้ได้ทำดี เลยขวนขวายให้ จนเราลำบากสังขารร่างกาย นี่ก็ป่วยกระเซาะกระแซะ กระดูกข้อมือเอาอีกแล้ว ที่กระดูกหักไปปีพี่แล้วก็ไม่ใคร่หายดีพึ่งครบปี ปวดอีกละ หนาวๆมาปวดเข้าๆ มึนหัวหนักหัวอีก เคยเป็นไข้ป่า อยู่ในป่าในเขาคนเดียวปีนี้ ลำบากอีก

แต่คนที่มาก็งั้นๆ ไม่ได้สนใจหรือให้ค่าอะไร อะไรง่ายๆ เห็นบ่อยๆ ก็กลายเป็นเรื่องตลก

ชวนทำดีๆเข้าบ่อยๆ เขารำคาญ เป็นภาระ

เบื่อหน่าย หนักเข้าก็มองอกุศลไป แทนที่จะดี

ในส่วนคนที่ตั้งใจ ก็โมทนาด้วย ก็มีอยู่ ก็พอได้ชื่นใจ ต่อให้มีคนเดียวทำ เราก็ไป อันนี้ถือคตินี้ แต่ไปแล้วไม่มีสักคน คนที่เสียเวลามาช่วยละ อ้าว ติดดอยสิ อีกอย่าง ไม่มีเราเขาก็ทำได้ เชื่อสิ แล้วเราก็บอกจนหมดเปลือก อะไรสำคัญๆ สมัยนี้ ไปง่ายมาง่าย เราอยู่ถิ่นกันดาร ในเน็ตโชเชียลก็มี เกลื่อนไปหมด ไอ้ต๊อกๆแต๊กๆน่ะ เยอะ พระมหาจิตราก็มีนิ เห็นส่งมินิฮาร์ท ส่งพลังบวก

เออ น่ารักดี (จะบ้า😀😅)

เออ ก็เหมือนอะไรได้มาง่ายๆก็จะไม่พากันเห็นค่า ในสมัยเราไปขอเรียนกับครูบาอาจารย์เดินเป็น 10-20 กิโลก็ไป แบกของหนักก็ไป กว่าจะได้มา ไปฝึกหัดมากว่าจะรอดมา นึกเห็นตอนเองลำบากเลยไม่อยากให้ใครมาลำบากแบบตัวเองที่ไปหาเรียนแต่ละสำนัก ไปเจอทุกรูปแบบ ดีบ้าง เหี-้ยบ้าง เลยอนุเคราะห์ สมัยนั้นไปกับท่านนะโม วัดหนัง จนจะเอาหัวชนฝา ไปสู้ระกำ ไปกับน้อง ไปกับเพื่อนลำบากมา ลำบากเอาการ ไปฝ่าดงระเบิด ไปฝ่าป่า ฝ่าป่าผี ก็สนุกดีมั้ง รอดตายมาได้ตลอด ดีนะไม่ตาย

ในส่วนคนอื่น เขาได้อะไรไปบ้าง เขาได้ประโยชน์อะไรบ้าง เขาก็ไม่ได้สนใจ ในสายตาไม่ได้มีค่ามีความสำคัญอะไร ทำมะล่ำมะกล่อยไป มีคำหนึ่งว่า ถ้า…ไม่ทำ เขาก็คงไม่มาเรียน.. เออ คนสอนฟังใจลงตะตุ่ม55

ไม่ใช่ว่าเห็นแก่อามิสหรืออะไร ถ้าเห็นแก่สนุก แก่สบาย ลำบากขนาดนี้ ไม่มีเงินเดือน จะทำไปเพื่ออะไร ถ้าใจมันไม่รัก

บางคนว่า เป็นพระต้องไปสอนสิ

เลยว่า ถ้าจะมาถาม เสียเวลาปฏิบัติ

มันว่า พระบอกว่าเสียเวลาปฏิบัติ แล้วไม่มาสอน แบบนี้ใช่เหรอ บวชมาเพื่อสอนไม่ใช่เหรอ

😐:ถ้าGoogบวชมาอยากสอน googคือบ่ไปสอบเป็นครู เป็นอาจารย์ สิได้สอนปากเปียก คือบ่ออกดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มาสุข มาใส มาเสริมให้แม่ะ ห้วย สูน!!

ได้แต่พูดกรอกในหัวว่า

เราบวชมาเพื่อหาทางพ้นทุกข์

เรามาสร้างอุปนิสัยไปสู่การพ้นจากกองทุกข์

ไม่วันใดก็วันหนึ่ง วันนี้ไม่ได้ ก็วันหน้า ดีกว่าไม่ทำ เพราะทำก็ตาย ไม่ทำก็ตาย อยู่ไปไม่ทำ เสียเวลาทิ้ง และไม่ได้หวังไปข้างหน้า แต่ถ้าหากมันไม่เต็มส่วน ก็ไม่มีวันได้ ต้นไม้ไม่ถึงเวลาก็จะออกผลได้ไง ขนาดถั่วเขียวว่าปลูกเร็ว ยังใช้เวลาเป็นวันสองวัน แต่ก็ต้องทำเดี๋ยวนี้ละ

พูดว่าจะไป พูดว่าจะถึง พูดอธิบายแตกฉาน

พูดได้ แต่ทำให้เป็น ทำให้ได้ ง่ายนักหรือ

ผู้รู้ธรรมมีมาก ผู้ทำธรรม ผู้ปฏิบัติตามธรรม มีน้อย

“พระนิพพานใครก็พูดได้ ใครก็ว่าจะไปได้ ใครก็แปลได้ อธิบายได้ ว่าไปตามหนังสือ แต่ทำให้แจ้งชัดขึ้นมานั้นทำยาก!!!”

ก็ยังปรารถนาดีเสมอ ไม่เคยหวง เคยปิดบังพระสัทธรรม ไม่ใช่เรื่องที่ปิด เพราะ คำสอนพระพุทธเจ้ายิ่งปิดบังยิ่งมัวหมอง ยิ่งเปิดเผยยิ่งรุ่งเรือง ถ้าครูบาอาจารย์ปิด มันจะมาถึงเราเหรอ

การไปขัดขวางคนอื่น ตระหนี่ในธรรม ปิดกั้นคนอื่นทางตรงหรืออ้อม ก็เป็นบาปปิดกั้นตัวเองแล้ว ก็ไปไม่ถึงความดี กับเป็นการแสดงออกว่ายังไม่ได้ธรรมอะไรเลย เพราะการละความตระหนี่ มัจฉริยะ 5 อย่าง มันหมดไปแต่พระโสดาบันแล้ว นี่ตัวอะไรๆก็ยังเต็มใจเราอยู่ อย่าว่าแต่โสดงโสดา เป็นคนที่ดียังไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าดีแล้ว เราต่างก็พยายามเป็นคนดี ถ้าดีแล้ว จะทำ ทำไม เพราะไปยังไม่ถึงที่สุดตัวเอง ที่สุดความดี จึงต้องก้มหน้าทำกันต่อไป

พากันแตกโคกๆไป แล่นแต้ไปหาพุ้น หาพี้

ผ้าโพกหัวอยู่ กะหาบ่เจอ

ธรรมะอยู่ที่ตัว ไปตื่นมีกับคนอื่น เงินในบัญชีคนอื่นเรารู้ เราก็ไม่มีวันได้ใช้

ธรรมะใดก็ไร้ค่า ถ้าไม่ทำ!!

ร้อยวันพันเหตุการณ์ สอนอะไรเอาเรื่องอยู่ เหตุการณ์บ้านเมือง พระศาสนา เหตุการณ์โลก

กับที่เจอมาช่วงสัปดาห์นี้ เออ ความตายอยู่ปลายจมูกเราจริงๆ ตอนนี้เราทำอะไรอยู่??

ขอจ่มแน่555

Share: