วิธีเจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานและพิจารณาปหานอาสวกิเลส

ป่ามงคลธรรม อ.สีคิ้ว

2 ชั่วโมง  ·

#วิธีเจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานและพิจารณาปหานอาสวกิเลส

🌼ในลำดับก่อนได้แนะนำวิธีพิจารณาเห็นจิตในจิต เป็นทั้งภายในและภายนอก โดยให้พิจารณา อนุสัยกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิตสันดานของสัตว์ทั้งหลายที่ยังไม่ได้บรรลุมรรคผล นิพพาน ว่ามีอยู่อย่างไร และได้แนะนำวิธีเจริญภาวนาตาม แนววิชชาธรรมกาย เพื่อกำจัดอนุสัยกิเลสเหล่านี้ ให้หมดไปจากจิตสันดานได้อย่างไรไปแล้ว

🌸ลำดับนี้จะได้แนะนำการพิจารณาเห็นจิต-ในจิต โดยให้พิจารณาอาสวกิเลส อันเป็นธรรม เครื่องหมักดองจิตสันดานของสัตว์ทั้งหลายที่ยัง ไม่ได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน เป็นเหตุให้มีความทะยานอยากและยินดีในกามคุณและในภพภูมิ ต่าง ๆ และเป็นเหตุให้มีความยินดีในความเห็นผิด ด้วยความไม่รู้สัจธรรมและสภาวะของธรรมชาติ ทั้งที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง และที่ไม่ประกอบ ด้วยปัจจัยปรุงแต่ง ตามที่เป็นจริงคืออาสวกิเลสดังกล่าวนี้มีอยู่ ๔ อย่างด้วยกัน

♥️กามาสวะ คืออกุศลธรรมที่เป็นเครื่อง หมักดองจิตสันดานของสัตว์ อันเป็นเหตุให้มี ความทะยานอยากและยินดี พอใจในกามคุณ ทั้ง ๕ ได้แก่ความทะยานอยากและยินดีในรูป ในรส ในกลิ่น ในเสียง และในสิ่งสัมผัสทางกาย นี้อย่างหนึ่ง

🩷ภวาสวะ คืออกุศลธรรมที่เป็นเครื่อง หมักดองจิตสันดานของสัตว์อันเป็นเหตุให้อยากได้ อยากมี อยากเป็น หรือที่รวมเรียกว่ามีความ ยินดีในภพภูมิต่าง ๆ นี้อย่างหนึ่ง

🩵ทิฏฐาสวะ คืออกุศลธรรมที่เป็นเครื่อง หมักดองจิตสันดานของสัตว์ อันเป็นเหตุให้มี ความยินดี พอใจ ในความเห็นผิด นี้อย่างหนึ่ง และ

💛อวิชชาสวะ คืออกุศลธรรมที่เป็นเครื่อง หมักดองจิตสันดานของสัตว์ อันเป็นเหตุให้ความยินดี พอใจ ในความไม่รู้สัจธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่รู้ในสภาวะของธรรมชาติทั้งที่ประกอบ ด้วยปัจจัยปรุงแต่ง และที่ไม่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง ตามที่เป็นจริง นี้อย่างหนึ่ง

รวมเป็นอาสวกิเลส ๔ อย่างด้วยกัน แต่ถ้า จะกล่าวโดยหลักใหญ่ ๆ ก็มีเพียง ๓ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ เท่านั้น ส่วนทิฏฐาสวะนั้น เป็นแต่เพียงประเภทย่อยที่แยกมาจากอวิชชาสวะ นั่นเอง อาสวกิเลสเหล่านี้เองที่เป็นเครื่องหมักดองจิตสันดานของสัตว์, เอิบ อาบ ซึม ซาบ ปนเป็น อยู่ในเห็น จำ คิด รู้, เป็นรสเป็นชาติ เจืออยู่ในเห็น จำ คิด รู้ ของสัตว์ผู้ที่ยังไม่บรรลุมรรคผล นิพพาน เป็นเหตุให้มีความทะยานอยากและยินดี พอใจ ในกามคุณและในภพภูมิ ต่าง ๆ และประการสำคัญที่สุดก็คือ เป็นเหตุให้ ยินดี พอใจ ในความเห็นผิดและไม่รู้สัจธรรม หรือไม่รู้สภาวธรรมตามที่เป็นจริง แล้วก็จะสะสม ตกตะกอน นอนเนื่องอยู่ในจิตสันดานของสัตว์ ในลักษณะของอนุสัยกิเลสที่เป็นเครื่องห่อหุ้ม เห็น จำ คิด รู้ เป็นชั้น ๆ เข้าไปข้างในจิตสันดาน ของสัตว์ พร้อมที่จะฟุ้งขึ้นมาพร้อมกับอกุศลจิต เมื่อจิตออกไปยึดไปเกาะเกี่ยวกับอารมณ์ภายนอกต่าง ๆ

🍎ทีนี้ถ้าหากว่าผู้นั้นประมาท ขาดสติสัมปชัญญะ ไม่รู้สึกผิด ชอบ ชั่ว ดี บาป บุญ คุณ โทษ หรือทางเจริญ ทางเสื่อม แล้วปล่อยให้จิตใจเลื่อนลอย ตามอารมณ์นั้นแล้ว กิเลสที่เกิดขึ้นพร้อมกับอกุศลจิตนั้นก็จะมีอำนาจเหนือจิตใจ แล้วดลจิต-ดลใจให้ปฏิบัติหรือประกอบอกุศลกรรมด้วยกาย วาจา และใจ อันเป็นผลให้เกิดโทษหรือความทุกข์ เดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่นต่อไป

👍กล่าวโดยสรุป กิเลสทั้งปวงนับตั้งแต่อวิชชา ตัณหา อุปาทาน อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลาย ที่รวมเรียกว่า สมุทัยนั้น ต่างก็ประชุมรวมลงอยู่ ที่จิตใจของสัตว์ คือในเห็น จำ คิด รู้ ทั้ง ๔ อย่าง นี้ทั้งสิ้น

👉เพราะฉะนั้นการแก้หรือปหานกิเลส ทั้งมวลเหล่านี้ ก็จะต้องแก้ที่จิตใจ คือที่เห็น จำ คิดและรู้นี่เอง กิเลสจึงจะดับหมด แล้วธรรมกาย จึงจะใสสะอาดบริสุทธิ์ ขยายส่วนใหญ่โตออกไป ได้เต็มธาตุ เต็มธรรม แล้วก็จะไม่กลับมัวหมอง และไม่กลับเล็กเข้ามาอีก เพราะเบิกบานเต็มที่ เหมือนดอกบัวที่บานแล้ว ก็จะเห็นธรรมกายนั้น ใสสว่างอยู่ทุกเมื่อ

🧘วิธีแก้ สำหรับผู้ถึงธรรมกายแล้ว ก็ให้หมั่น พิสดารกายไปสู่สุดละเอียดอยู่เสมอ และพยายาม รวมใจ อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของใจ ให้หยุดอยู่ ณ ให้ ศูนย์กลางกายพระอรหัตองค์ที่ละเอียดที่สุด เห็นใสละเอียดอยู่เสมอทุกอิริยาบถ คือไม่ว่าจะยืน จะเดิน จะนั่งหรือจะนอน ก็ให้เห็นใสละเอียด อยู่เสมอ เมื่อสังเกตเห็นกลางธาตุธรรม หรือดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ ดำหรือขุ่นมัว ไม่ผ่องใส ก็จงรีบทำให้ใส โดยรวมใจหยุดในหยุด พิสดารกายไปสู่สุดละเอียด เพื่อชำระธาตุธรรม และเห็น จำ คิด รู้ ให้ใสละเอียดสะอาดบริสุทธิ์ จากเครื่องเศร้าหมองทั้งปวงโดยพลัน

เห็น จำ คิด รู้ ของพระธรรมกายก็จะขยาย ส่วนโตขึ้นเต็มธาตุ เต็มธรรม คือ มีขนาด เส้นผ่าศูนย์กลางดวงธรรม ๒๐ วาเต็ม

🍁เมื่ออนุสัย เครื่องหุ้ม เห็น จำ คิด และรู้ ถูกถอดออกไปเป็นชั้น ๆ จากกายโลกียะ จนถึง กายโลกุตตระ คือธรรมกาย จนใสละเอียด สะอาดบริสุทธิ์จากเครื่องเศร้าหมองแล้ว เครื่อง หุ้ม เห็น จำ คิด รู้ นั้นก็จะกลับเป็น วิชชา อัน เป็นธรรมเครื่องช่วยให้รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะจริงของธรรมชาติ ตามที่เป็นจริง กล่าวคือ ให้เห็นแจ้งในสังขารธรรม ทั้งหลายที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง ว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา และให้เห็นธรรม ขันธ์ที่ไม่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่งว่าเป็น นิจจัง สุขัง และ อัตตา อย่างชัดแจ้ง

วิชชาที่ว่านี้ได้แก่ วิชชา ๓ วิชชา ๘ อันมี

วิปัสสนาวิชชา หรือวิปัสสนาญาณ บุพเพนิวาสานุ สติญาณ จุตูปปาตญาณ ทิพจักขุ ทิพโสต เจโต ปริยญาณ และอาสวักขยญาณ เป็นต้น

เมื่ออาสวกิเลสที่เจืออยู่ในเห็น จำ คิด และรู้ ถูกคลายลงด้วยภาวนาธรรมดังกล่าวจน สิ้นรสสิ้นชาติ จืดสนิทลงได้แล้ว เห็น จำ คิด และรู้ ที่ใสสะอาดบริสุทธิ์จากเครื่องหมองและ ขยายส่วนโตขึ้นเต็มธาตุเต็มธรรมแล้วนี่เอง ก็จะ กลับเป็นอาสวักขยญาณ คือปรีชาญาณหยั่งรู้ การทำอาสวกิเลสให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ เป็น พระอรหันต์ขีณาสพต่อไป

ธรรมกายที่ขยายส่วนโตขึ้นเต็มธาตุเต็ม-ธรรม คือมีขนาดหน้าตัก ความสูง และเส้นผ่า ศูนย์กลางดวงธรรม ๒๐ วาเต็มนั้นก็จะเห็นใส สว่างอยู่ตลอดเวลา ไม่กลับมัวหมอง และไม่ กลับเล็กเข้ามาอีก

🩷อนึ่ง การที่ท่านให้พิจารณา ปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือปรีชาญาณหยั่งรู้อดีตชาติของตนเอง และสัตว์ทั้งหลายก็ดี และให้พิจารณา จุตูปปาตญาณ คือปรีชาญาณหยั่งรู้จุติและปฏิสนธิของ สัตว์ทั้งในอดีตและในอนาคตก็ดี ก็มีความมุ่งหมายที่จะให้ผู้ปฏิบัติธรรมได้เห็นการเกิด -ดับของนามรูปหรือสังขาร หรือให้เห็นสภาวะ ที่แท้จริงของสังขารธรรมอันประกอบด้วย ปัจจัยปรุงแต่ง ตามที่เป็นจริงว่าล้วนแต่เป็น อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาทั้งสิ้น และทั้งมี ความมุ่งหมายที่จะให้เห็นโทษภัยในการเวียน ว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารจักรนี้ วนเวียนอยู่ในไตรวัฏฏ์ คือ กิเลสวัฏฏะ กรรมวัฏฏะ และวิบากวัฏฏะ โดยชัดแจ้ง จะได้เกิดธรรมสังเวช คิด เบื่อหน่ายต่อการครองขันธ์ และการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารจักรอย่างไม่รู้จักจบสิ้นนี้ เรียกว่า นิพพิทาญาณ อันเป็นเหตุให้คิดปราถนา ที่จะพ้นไปจากสังสารจักรนี้

เรียกว่า ปฏิสังขานุเปกขาญาณ แต่ก็ไม่อาจจะละทิ้งสังขารธรรมนี้ไปได้ จึงกำหนดรู้ด้วยปัญญา วางเฉยในนามรูป หรือสังขารธรรมนี้ ไม่อินังขังขอบอีกต่อไป

ประดุจความรู้สึกต่อสตรีที่หย่าขาดจากกันแล้ว เรียกว่า สังขารุเปกขาญาณ ปล่อยไปตามวิถีแห่ง อารมณ์นิพพาน เรียกว่า อนุโลมญาณ จนกำหนด รู้ภูมิธรรมที่ข้ามโคตรปุถุชน เรียกว่า โคตรภูญาณ และได้ มรรคญาณ ผลญาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับการเจริญภาวนาตามแนววิชชาธรรมกายนี้ ก็จะสามารถถึงอายตนนิพพาน เป็นผลญาณอีกด้วย ต่อจากผลญาณนี้ไปก็จะมี ปัจจเวกขณญาณ หยั่งรู้ภูมิธรรมและภูมิปัญญาที่ปฏิบัติได้ต่อไป ตามลำดับ

🏵️จงถอนกิเลสออกจากเห็น จำ คิด รู้ โดย พิจารณาตามนัยแห่งวิปัสสนาญาณทั้ง ประการ

เถิด เห็น จำ คิด และรู้ ก็จะได้สิ้นรสสิ้นชาติ จืดสนิทลงได้ และกลับเป็นตัวอาสวักขยญาณ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

💛การเจริญภาวนาตามแนววิชชาธรรมกาย ดังที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นนี้เอง ที่ช่วยให้ผู้ปฏิบัติธรรม สามารถมีสติพิจารณาเห็นจิตในจิตเป็นทั้ง ภายในและภายนอกได้อย่างสมบูรณ์ จากการ ที่ได้ทั้งรู้และทั้งเห็น กล่าวคือ สามารถพิจารณา เห็นจิตในจิตทั้งของตนเองและทั้งของผู้อื่นว่า จิตนั้นมัวหมองด้วยกิเลสใด เช่นว่าจิตมีราคะ มีโทสะ หรือโมหะอย่างไร ก็รู้ชัดว่าจิตมีกิเลสอย่าง นั้น และเมื่อรู้ชัดว่าจิตมีกิเลส ผู้ปฏิบัติธรรม ก็จะต้องแก้ไข เจริญภาวนาเพื่อกำจัดกิเลสนั้น ให้หมดจากจิตใจดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เมื่อจิต ใสละเอียดสะอาดบริสุทธิ์จากเครื่องเศร้าหมองก็รู้ชัดว่าจิตไม่มีกิเลสแล้ว เมื่อจิตหดหู่หรือฟุ้งซ่าน ก็รู้ชัดว่าจิตหดหู่หรือฟุ้งซ่าน แล้วก็ต้องแก้ไข ให้จิตสงบ ระงับ จากนิวรณ์ธรรม เมื่อจิตเป็น สมาธิ ก็รู้ชัดว่าจิตเป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นมหรคต คือยิ่งใหญ่ด้วยพรหมวิหาร หรือจิตมีธรรมยิ่งกว่า ก็รู้ชัดว่าจิตเป็นมหรคต หรือมีธรรมยิ่งกว่า เมื่อจิตยังไม่หลุดพ้นก็รู้ชัดว่า จิตยังไม่หลุดพ้น

💛และประการสำคัญก็คือว่า การเจริญภาวนา ตามแนวนี้ช่วยให้สามารถเจริญวิชชา อันเป็น เครื่องช่วยให้รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมและใน สภาวะที่แท้จริงของธรรมชาติตามที่เป็นจริงจาก การที่ได้ทั้งรู้และเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใน สภาวะจริงของสัจธรรมหรือนามรูปว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาได้โดยชัดแจ้ง จึงช่วยให้เห็น เป็นธรรมดาในความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป ในจิต และเป็นเครื่องช่วยให้สามารถปหานอวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน คือความยึดมั่น ถือมั่นในจิต ด้วยความเห็นผิดที่ว่าจิตเป็นของเรา หรือเราเป็นตัวจิต จิตมีในตัวเรา หรือตัวเรามีในจิต ที่รวมเรียกว่า สักกายทิฏฐิ อีก ๔ ประการ ซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์ ให้หมดสิ้นไปอย่างมีประ สิทธิภาพ

👉เมื่อจิตหลุดพ้นจากอาสวกิเลสแล้ว ก็รู้ชัด ว่าจิตหลุดพ้นแล้ว ดังนี้ จึงควรที่สาธุชนจะพึง เจริญให้มาก แม้ผู้ปฏิบัติภาวนาธรรมที่ยังไม่ถึงธรรมกาย หากหมั่นตรึก นึกให้เห็นดวงที่ใส หรือพระพุทธรูปขาวใส ณ ศูนย์กลางกาย ให้ใจ หยุดอยู่ในกลางดวงที่ใสที่ตรงกลางพระพุทธรูป ขาวใส หรือ กายละเอียดกายใดที่สามารถเจริญ ภาวนาถึงได้ ให้เห็นใสละเอียดอยู่เสมอในทุก อิริยาบถแล้วจะได้ผลมากเช่นกัน เพราะการ เจริญภาวนาดังกล่าวถูกทางสายกลาง คือกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม โดยผ่านดวงธรรม ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุติ และดวงวิมุตติญาณทัสสนะ มุ่งตรงต่อมรรค ผล และนิพพาน อันเป็นทางไปของ พระพุทธเจ้า พระอรหันตเจ้าทั้งหลาย

พระราชพรหมเถร

หลวงปู่วีระ คณุตฺตโม

Share: