เหตุดวงดาว มีเฉพาะหลวงพ่อสดที่สอนเรื่องนี้ (สายอื่นไม่มีใครรู้)

18:32 Sopanut Khanthong วันนี้มีฝนดาวตกครับ
18:32 Sopanut Khanthong ดีไม่ดีพี่
18:32 Sopanut Khanthong ดูได้ป่ะ

18:33 เก้า ข้าวยากหมากแพง

18:33 เก้า อย่างเดียวเลย

18:34 เก้า ปลายปีที่แล้วมีเหตุดวงจันทร์ (จันทรุปราคา) มันกว้างมาก เช่น ภัยพิบัติ ภัยธรรมชาติ โรคระบาด อากาศแปรปรวน ฯลฯ

18:48 Sopanut Khanthong สอบถามครับ สุริยะคราส จะมีผลกระทบด้านำหนครับ

18:51 เก้า ถ้าครึ่งดวง จะแปลว่า ประเทศที่เกิด จะมีการรัฐประหาร สงครามภายใน หรือม็อบถ้าเต็มดวง จะหมายถึง สงครามระหว่างประเทศ หรือสงครามโลก

18:52 _เก้า ทุกปี ฝ่ายดำจะส่งเรื่องพวกนี้ลงมา แต่เราจะเห็นเป็นเหตุดวงอาทิตย์, ดวงจันทร์ หรือดวงดาว

ซึ่งมีเฉพาะหลวงพ่อสดที่สอนเรื่องนี้ (สายอื่นไม่มีใครรู้)

Pe Kit

  ·

เท่าที่ทราบมาสายอื่นก็รู้ครับ รู้ไปตามส่วน เช่นพวกเรียนโหราศาสตร์ จริงๆ หลวงปู่ท่านมีเค้าเดิมความรู้เรื่องโหราศาสตร์ เพราะท่านเรียนมา จากวัดราชสิทธาราม(วัดพลับ) วัดเชตุพน วัดจักรวรรดิ์ วัดละครทำ ฯลฯ วิชาที่ท่านเรียนดังๆอาจารย์ท่านในยุคนั้น หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน เป็นอนุสาวนาจารย์ท่านด้วย เป็นอาจารย์สอนกัมมัฏฐานด้วย

และคำภาวนาสัมมาอะระหัง มีเค้ามาจากบทขึ้นกัมมัฏฐานสายวัดพลับ ที่สืบทอดกันมาในเอเชียอุษาอาคเณย์ ที่เรียก “พระกัมมัฏฐานโบราณมัชฌิมาแบบลำดับ”

แต่ที่เก็บเหตุดวงดาว ดับดาว เก็บคราส ยังไม่เคยได้ยินสายอื่นทำ เก่งสุดมีแต่หาวัตถุกันเหตุให้ตัวเอง

มีแต่หลวงปู่สด ท่านทำวิชชาฯเห็บเหตุส่งผลต่อสัตว์โลก หลวงปู่ท่านค้นไปเจอต้นๆเหตุ

ตามโบราณจารย์ พวกคราสต่างๆ เมื่อต้องคราส หรือจะกันเหตุโบราณจารย์ว่า ก็ให้อาบน้ำมนต์ ต้องเอายาวาสนาจินดามณีมาทาน พกโกเมนบ้าง ทับทิมบ้าง ฯลฯ

แต่ในฐานะเราเป็นชาวพุทธสวดมนต์เจริญพระปริตรมงคล เอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งดีสุด ยิ่งมีพระรัตนตรัย ณ ภายในแล้วยิ่งดี

มีเรื่องราวปรากฏในพระไตรปิฎก บทหนึ่งในพระสูตร เป็นบทที่ สุริยเทพบุตร จันทิมเทพบุตร ถูกอสุรินทราหูมาเบียดเบียนเลยกล่าวคำนมัสการพระพุทธเจ้า อสุรินทราหู ก็ต้องถอยด้วยพุทธานุภาพ

“นะโม เต พุทธะวีรัตถุ วิปปะมุตโตสิ สัพพะธิ สัมพาธะปะฏิปันโนส์มิ ตัสสะ เม สะระณัง ภะวาติ”

ใจความแปลว่า ขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้าผู้แกล้วกล้า ผู้หลุดพ้นทุกข์แล้ว บัดนี้ข้าพเจ้ามีทุกข์ ขอพระองค์ทรงเป็นที่พึ่งในยามยาก

แต่ถ้าเรามาในสายหลวงปู่ หาพระที่ทำวิชชาฯดีๆมาพก

ภาวนาสัมมาอะระหังๆ ทำบุญ ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร

อย่าไปดู ไปนึก พวกคราส พวกดาวหาง ฯลฯ มันจะติดเข้ามาในเห็น จำ คิด รู้ ใจเป็นธาตุสำเร็จ กระดิกใจนึกก็ติดเข้ามา ก็คงไม่เป็นผลดี

ได้ยินคนเก่าๆว่า ถ้าเกิดคราส จะให้ผลเป็นข้าวยากหมากแพง โรคระบาด สงคราม ฯลฯ

กับได้ยินคุณตาประยูร ที่เป็นไวยาวัจกรหลวงปู่สดว่า ได้ยินท่านว่าถ้าเกิดดาวโรหิณี ปรากฏขึ้นเมื่อไหร่ ก็จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3

แต่พวกที่ทำวิชชาฯในโรงงานทำวิชชาฯ เล่าว่า ท่านก็แก้ มันจะเกิดเป็นย่อมๆไป ไม่ทีเดียวทั้งหมด

พวกพระจันทร์คาบดาบ ดาวเคียงเดือน ดาวหาง ฯลฯ มีในตำราพิไชยสงคราม ของ ร.1

เท็จจริงไม่ทราบ แต่นี้น่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้นำไปใช้ครับ ผิดถูกประการใดขออภัยด้วย

Pe Kit

  ·

สำหรับคนหัวสมัยใหม่ ไม่ต้องว่าใคร ตัวผู้พูดเอง เลยคิดว่า ไร้สาระ เราไปกลัวอะไรดวงดาว

แต่พอศึกษา ชักแกร็งๆแหะ

น้ำขึ้น น้ำลง ก็มีผลมาจากดวงจันทร์

วิถีดาราจร ดารากง ดารากร พวกดาวเคลื่อน ทำให้ฤดูมีการวิปริตร เลยชักเชื่อๆ

และหลวงปู่สด คุณยายแม่ชีทองสุข หลวงพ่อราชพรหมเถร หลวงป๋า ก็พูดๆ เชื่อไว้ใช่ว่าเสีย ถ้าเสียมันเสียเลย แต่ถ้าแก้ไว้จะได้ทันการณ์

กับบทสุริยปาฐะ จันทิมปาฐะ ถ้าจำไม่ผิด ที่ในข้างต้น ท่องไว้ก็ดี ครูบาอาจารย์โบราณสอนมา แต่คนไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ ไปสอนแต่ กินนุ มันถุ…หรืออะไรนี่ละ จำไม่ได้

Phoenix NopnaRun Varatanapas

  ·

Pe Kit ดับดาว หลวงปู่ทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง ท่านทำได้ครับ

จึงมีเหรียญดับดาวออกมา

Pe Kit

  ·

Phoenix NopnaRun Varatanapas คงทำได้หลายคน ในพุทธกาล สามเณรบัณฑิต หยุดพระอาทิตย์ พระอุปคุต ก็ทำได้ หยุดอาทิตย์ ฯลฯ

Mongkol Siriwat รู้สึกได้รับพรกับ Prab Man ที่ Ang Sila caladium

11 ชั่วโมง  ·

#เรื่ิองเล่ายามนิทรา 78

#ประสบการการณ์ปฏิบัติธรรม

#เหตุดวงดาว ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ มีผลต่อ สัตว์โลกอย่างไร (1)

ขออธิบายก่อนว่า ก่อนจะเข้าเรื่องที่มีพี่ท่านนึงถามเรื่องสุริยคราส/จันทรคราส

ผมขอนำเรื่องต้นเหตุของดวงดาว หรือดาวหาง รัศมีดาว

เหตุดวงดาวในวิชชาธรรมกาย มีความเป็นมาอย่างไร ในยุคหลวงปู่ของเรา ที่มีการอธิบายและเล่าสืบทอดกันมาและมีการบันทึกเสียงไว้เป็นหลักฐาน

คือการสนทนา ระหว่างบุคคลที่1 กับ ลพ.ภาวนา

ซึ่งบุคคลที่1.นี้ เรียก ลพ.ภาวนาว่า คุณน้า และได้มีการบันทึกเสียงไว้ ซึ่งเป็นวิชชาแต่ไม่ได้มีรายละเอียดในวิชชาว่าต้องทำอย่างไร

ซึ่งบุคคลที่1 ขอใช้ชื่อว่า : โยม

บุคคลท่านที่2. จะใช้ชื่อว่า : คุณน้า หมายถึง(ลพ.ภาวนา)

บุคคลท่านที่3 : หมายถึงหลวงปู่ ซึ่ง บุคคลท่านที่1 เรียก หลวงพ่อ/ ท่าน

……………….

หลวงปู่ท่านคงได้อธิบายให้โยมท่านนี้ฟังว่า

หัวเทป โยม : เรื่องดาวหางผมได้รับคำอธิบายจากท่านว่า เค้าจะไปจดกับดวงไหนเป็นหางเมื่อไหร่ คือไม่ได้เป็นดาวเฉพาะกับที่ดาราศาสตร์เค้าเข้าใจ เมื่อดาวหางดวงนี้ผ่านโลก เท่าไรเท่าไร เมื่อนั้นจะโคจรมาอย่างนั้นอย่างนี้

ท่านบอกว่า มันเป็นการเดินเครื่องให้ต่อหางกับดาวดวงใด ให้ไปปรากฏกับประเทศใด ให้มนุษย์แถบใดเห็นอาจเป็นวิบัติ ในพื้นภูมิสำหรับคนในแถบนั้น

อันนี้อะไรอย่างเนี้ย คุณน้าพอจะยังจำได้มั๊ยครับ

ลพ.ถาวนา : จำไม่ได้

โยม : อันนี้ผมจำได้ว่า สำหรับดาวหางเนี่ย ก็เป็นวิธีการเติมหางดาว ของแต่ละดวง ที่จะให้มนุษย์ในแถบนั้นเห็นเป็นนิมิตร้าย-ดี สำหรับในแถบนั้นๆ ทีนี้นอกจากนั้นแล้ว ก็มีอีกอันนึง

การเติมรัศมีดาว คุณน้าพอจะจำได้มั๊ยว่าการเติมรัศมีดาว เค้าทำกันอย่างไร

ลพ.ภาวนา : เค้าบอกว่าดาวทุกๆดวง มันมีดวงจันทร์ ถ้ามีดวงนี้ดวงเล็กๆดวงบริวารอีก ถ้าดวงนี้ ถ้ามีใครมาประมูลสิทธิดวงใหญ่อยู่ ดวงเล็กมันก็ตก

ถ้ายังไงดวงนี้ดับเค้าไม่ได้ เวลาเราจะปิดดวงนี้จะปิดเค้าไม่ได้ ดวงเล็กรัศมีเค้าจะอ่อน เค้าจะส่งฤทธิต่อ

โยม : แล้วผมก็จำได้แบบนี้ คือ การเติมรัศมีดาว มีอยู่สามวิธีด้วยกัน

วิธีที่1 : โดยการเติมเฉพาะดวง อย่างที่มนุษย์เราเรียกว่า ผีพุ่งใต้ ถ้าหากว่าเติมเฉพาะดวง ดวงนั้นนะ รัศมีน้อย

แล้วก็หากว่ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประมูลฤทธิ์ไป อย่างที่คุณน้าว่านั้นแล้ว เค้าก็จะส่งอย่างเฉียบขาด ฉับพลัน ด้วยการเติมโดยอย่างที่เราเรียกว่า ผีพุ่งใต้ จากดวงหนึ่งไปอีดดวงหนึ่งโดยฉับพลัน

วิธีที่2 : ก็อย่างที่เรา เห็นๆกันบ่อยๆว่า ทางช้างเผือก ทางช้างเผือกในทางดาราศาสตร์ เค้าเข้าใจกันอย่างนึง ว่าคือกลุ่มเมฆ กลุ่มควันอะไรของเค้า แต่ว่า หลวงพ่อ ท่านเคยบอก เท่าที่ผมจำได้ ทางช้างเผือก เนียก็เป็นวิธีการเติมรัศมีดาวทั่วท้องฟ้า

เวลาที่กวาดไปจากขอบฟ้าด้านหนึ่ง ไปยังขอบฟ้า อีกด้านหนึ่งนั่นแหละเป็นการเติมรัศมีดาวทุกๆดวงพร้อมๆกัน คือ ต่างจากการเติมแบบผีพุ่งใต้ และอีก

วิธีหนึ่ง : อันนี้ผมสังเกตุว่า เมื่อสมัยที่ท่านกำลังทำวิชชาอย่าง เฉียบขาดฉับพลันในขณะที่มีสงครามเกิดขึ้น คุณน้าคงจำได้ว่า เค้าตีกันด้วย ฟ้าแลบฟ้าร้อง พอฝ่ายเราทำวิชชาเหนือไป

ฝ่ายโน้นก็ต้องมี ฟ้าแลบฟ้าร้องมาทันที รัศมีดาวที่จะดับ ก็ติดขัดขึ้นมาทันที เนี่ยอันนี้เป็นวิธีการเติมรัศมีดาวของเค้าอีกอย่างนึง

จะเป็นฟ่าแลบก็ตามฟ้าร้องก็ตามก็เป็นการเติมรัศมีดาวของเค้าเหมือนกัน

ฉนั้นมนุษย์เราสรุปแล้วก็อยู่ใต้อิทธิพลของดวงดาว ซึ่งพระพุทธเจ้าจักพรรดิ์ ซึ่งเป็นผู้รักษาคุ้มครอง แล้วแต่ว่าจะเป็นของฝ่ายขาว หรือฝ่ายดำ เท่านั้น

ถ้าหากว่า ฝ่ายขาวร้อยใส้ ดาวนั้นอยู่อิทธิพลดาวที่บังคับบัญชามนุษย์นั้น ก็ให้ผลไปในทางที่ชอบที่ควร คือ เป็นไปตามภาคขาว

ถ้าหากว่า พระพุทธเจ้าจักพรรดิ์ที่คุ้มครองรัศมีดาวนั้นเป็นของฝ่ายดำ มนุษย์ที่อยู่ใต้ดวงดาวเหล่านั้นก็เป็นไปตามอิทธิพลของฝ่ายดำ คือ ปฏิบัติในเส้นทางที่ผิดต่อหลักของฝ่ายขาวนั่นเอง

อันนี้มนุษย์ก็ไม่ทราบ ก็นึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำไปนั้นนะ เป็นเรื่องที่ตนคิดตนทำด้วยตนเองทั้งสิ้น หารู้ไม่ว่าถูกร้อยไส้จูงจมูกแบบ…….. …ให้เค้าใช้

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ทุกคนก็มุ่งหวังที่อยากจะทำดีด้วยกันทั้งนั้น แต่ว่าอิทธิพลของดวงดาวที่กล่าวมาแล้ว ที่จะทำให้ใครต่อใคร

ทำดีกลายเป็นชั่ว หรือว่าทำชั่วคิดว่าทำดี ฉนั้นอิทธิพลดาวที่อยู่และครอบคลุมเหนือความเป็นอยู่ของมนุษย์ทั้งหลาย

หลวงพ่อท่านบอกว่า : มันเป็นเรื่องตามมาทีหลัง ก่อนมนุษย์ จะเกิดขึ้น

โยม : ผมจำได้ว่าหลวงพ่อท่านเคยบอกว่า มนุษย์รุ่นแรกๆทีเดียว ไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของ ดวงดาว ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์

เมื่อแก่มาแล้วก็แก่ เป็นเพชร เป็นพลอย

ไปเลย เข้านิพพานทั้งกายมนุษย์นี้เรียกว่า

#นิพพานเป็น

เมื่อหลังจากเกิด นิพพาน ภพสาม โลกันต์ และ ก็มีดวงดาว ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์นี้

มาบังคับบัญชาให้มนุษย์ อยู่ใต้อิทธิพลการปฏิบัติการที่พระพุทธเจ้าจักรพรรดิฝ่ายปกครองดวงดาวนั้น บังคับบัญชา

ก็จึงเกิดความไม่สงบ ต่างๆเกิดขึ้น

ต้นธาตุต้นธรรม ก็ได้ส่ง คณะต่างๆ มาเพื่อแก้ไข ให้ฟื้นคืนสภาพเดิม

ในด้านที่ไม่มีดวงดาว ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และให้มนุษย์มีแสง รัศมีในตัวของตัวเอง อย่างเช่นเดิมมาก่อน

……..

ในวิชชาธรรมกาย เรื่องใดที่เป็นปัจจุบันบูรพาจารย์ มักกล่าวว่า “ห้ามพูด หรือ บอกผลของการทำงานนั้นๆ ว่ากำลังทำอะไร อย่างไร“ เพราะคนที่พูดด้วย ภายในอาจสื่อสารถึงสุดละเอียดไปยังฝ่ายตรงข้ามและถูกขัดขวางได้”

#เป็นเรื่องอจินตรัย

#เพื่อเผยแพร่บารมีบูรพาจารย์

Share: