Kriangsak Chutongrat
EP.6 หลวงป๋าสยบวัวธนู
วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม จ.ราชบุรี เริ่มเดิมทีในรูปแบบการจัดตั้งกลุ่ม หรือ องค์กรออกไปอบรมสั่งสอนประชาชน (ซึ่งต่อมาได้พัฒนาสู่ระบบการสอนในวัดและสถาบันต่าง ๆ) ได้เริ่มต้นขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2518
พ.ศ. 2518
เริ่มต้นจัดตั้ง โครงการธรรมปฏิบัติเพื่อประชาชน ณ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ เพื่ออบรมและเผยแผ่ธรรมะ
พ.ศ. 2524
ขยายการดำเนินงานโดยจัดตั้ง โครงการพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย และ มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย ณ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร รวมถึงการตั้ง #สถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย ขึ้นที่ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
พ.ศ. 2534
#ได้รับการประกาศตั้งขึ้นเป็น วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม เพื่อเป็นศูนย์กลางในการดำเนินกิจกรรมและการเรียนการสอนวิชาธรรมกายมาจนถึงปัจจุบัน
การเผยแพร่วิชชาธรรมกายผ่าน #หน่วยพุทธภาวนาวิชชาธรรมกายเคลื่อนที่ของวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม เริ่มดำเนินการจัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่แยกตามภูมิภาคต่าง ๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535
พ.ศ. 2535
หลวงพ่อพระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล (อดีตเจ้าอาวาส) ได้เริ่มริเริ่มขยายการเผยแผ่เชิงรุกโดยการจัดตั้ง ศูนย์พุทธภาวนาวิชชาธรรมกายประจำภาคต่าง ๆ โดยเริ่มจัดตั้งที่ภาคใต้ ณ จังหวัดยะลา เป็นแห่งแรก
พ.ศ. 2536
ซึ่งเป็นปีแรกที่ได้มีการมอบหมายแต่งตั้งหัวหน้า หน่วยพุทธภาวนาวิชชาธรรมกายเคลื่อนที่ ประจำภาค (เช่น ประจำภาคใต้) เพื่อนำคณะพระวิทยากรเดินทางไปเปิดการอบรมพระกัมมัฏฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ถึงธรรมกาย หมุนเวียนไปตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
#โดยแบ่งหน้าที่รับผิดชอบดังนี้
พระอาจารย์มหาปราโมทย์เป็นหัวหน้าพระวิทยากรภาคเหนือ(เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน)
พระอาจารย์มหาศักดา(ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าวิสุทธิคุณ)เป็นหัวหน้าพระวิทยากรภาคใต้
พระอาจารย์มหาสัจจา(ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ปล้ำ)เป็นหัวหน้าพระวิทยากรภาคอีสาน
พระอาจารย์มหาประเสริฐเป็นหัวหน้าพระวิทยากรภาคกลาง
พระอาจารย์มหานพพร(ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดกุสาวดี)เป็นหัวหน้าพระวิทยากรภาคตะวันออก
#จุดเริ่มต้นของกลุ่มองค์กรเครือข่ายที่ร่วมกันเผยแผ่ธรรมะ
ผมอุปสมบทในวัดหลวงพ่อสด วันที่ 9 เมษายนปี 37 เป็นช่วงปลายการบวชสามเณรภาคฤดูร้อน และก็ต่อด้วยการอบรมภาวนาประจำปี 37
พอเสร็จการอบรมทั้งสามเณรและอบรมพระกรรมฐาน ก็ได้รับหนังสือมรรคผลพิสดารทั้ง 3 เล่ม พร้อมกับเทปปฏิบัติภาวนาเบื้องกลางเบื้องสูง และวิชชาพิเศษ รวม 12 ม้วน
ในปี 37 นี้จะเป็น #การออกเผยแพร่ของหน่วยวิชาธรรมกายเคลื่อนที่ภาคสนามเป็นปีแรก
โดยจะเริ่มต้นที่ภาคใต้ก่อน
ในการประชุม #ผมได้เป็นพระวิทยากรประจำสายเหนือ
แต่ด้วยที่วัดหลวงพ่อสดในขณะนั้นพระที่ได้ผลของการปฏิบัติในวิชชามีจำนวนจำกัดอยู่คือ
#พระอาจารย์อุบล ปัจจุบันคือเจ้าอาวาสวัดป่าสถานีใหม่จันทึก
ต่อมาก็คือกระผม(พอดีผมบวชก่อนพระอาจารย์มหาจินตวัฒน์)
#พระอาจารย์มหาจินตวัฒน์ ปัจจุบันคือเจ้าอาวาสวัดม่วงชุมสิงห์บุรี
ส่วนสามเณรที่ได้ผลปฏิบัติดีก็จะมีสามเณรหมู กับสามเณรกั้ง (น้องสามเณรตัวป่วนประจำเรื่องในครั้งนี้)
ส่วนคฤหัสถ์ผู้ที่ได้ผลปฏิบัติดีก็คือ #หลวงพ่อหลิ่ม ซึ่งสมัยนั้นท่านยังไม่ได้บวช
ทุกท่านที่เอ่ยนามวันนี้เป็นคณะออกเดินทางครั้งแรก
โดยการเดินทาง ครั้งนี้ได้ใช้รถตู้ 2 คัน มีพระวิทยากร 5 รวมถึงป๋าด้วยก็จะเป็น 6 สามเณร 2 อุบาสก 2 คนขับ 2 ใช้เวลาปฏิบัติหน้าที่หน่วยพุทธภาวนาวิชาธรรมกายเคลื่อนที่ 10 วัน
คันที่ 1 พระวิทยากรผู้ใหญ่นั่ง มี #พระอาจารย์อุบลเป็นผู้ดูแล และคฤหัสถ์หรือที่รู้จักกันว่าหลวงพ่อหลิมในสมัยนี้นั่นแหละเป็นผู้ทำวิชาคุมรถคันที่ 1เพื่อความปลอดภัย
โดยมีคนขับชื่อกล้าซึ่งเป็นคนขับประจำตัวหลวงป๋าและใช้รถของหลวงป๋าในกิจในครั้งนี้ เพราะจะต้องไปรับหลวงป๋าที่สนามบินด้วย
ส่วนอีกคันนึง บรรทุกตำราหนังสือ,ลูกแก้วที่ใช้ในการสอน และแจก เทปคาสเซ็ทในการแจก อุปกรณ์เครื่องเสียง มีน้องสามเณรเป็นผู้ทำวิชาคุมรถ โดยมีผมซึ่งเป็นพระดูแลรถคันนี้ คนขับคือคุณลิ้ม หรือ พระอาจารย์ลิ้ม ในปัจจุบัน
การแบ่งหน้าที่กัน
พระอาจารย์อุบลทำหน้าที่หัวหน้าวิทยากร และหัวหน้าผู้ทำวิชา ดูแลการเปิดเทปวิชาชั้นกลางและชั้นสูง
พระวิทยากรอีก 3 ท่านทำหน้าที่บรรยายธรรมและแบ่งกลุ่มเจริญภาวนา
กระผมซึ่งเป็นพระใหม่ไม่สามารถบรรยายธรรมได้ ทำหน้าที่เจริญวิชชาสะสารธาตุธรรมของผู้ที่เข้าร่วมฝึกอบรม และเปิดเทปต่อ 18 กาย และพิสดารกาย และเจริญชาณ แต่ถ้าสถานที่นั้นๆไม่มีไฟฟ้า ไม่มีเครื่องเล่นเทบ ผมก็มีอำนาจสิทธิในการสอนสดได้ในขั้น 18 กาย กับพิสดารกาย ส่วนการเจริญฌานนั้นได้แค่จตุถชาณเท่านั้น #โดยหลวงป๋าเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทมอบสิทธิอำนาจให้ด้วยตัวท่านเองก่อนออกเดินทาง
ซึ่งเป็นพระใหม่พรรษาเดียวกันกับผมในสมัยนั้นก็ได้เป็นวิทยากรในการต่อวิชชาเปิดเทปและสอนสดเหมือนผมทุกอย่างทุกประการ
น้องสามเณรทั้งสองทำหน้าที่สะสารธาตุธรรมภาคดำ หรืออวิชชาต่างๆ ที่เข้ามาลอง หรือว่าคุกคามในคณะผู้ปฏิบัติและผู้ที่เข้ารับการอบรม
ส่วนคฤหาสน์ท่านหลิ่ม (หรือพระอาจารย์หลิ่น) ทำหน้าที่สอนแบ่งกลุ่ม และทำหน้าที่สอน 18 กาย,พิสดารกาย,เจริญชาญ,เช่นเดียวกับผมทุกอย่างทุกประการ
ซึ่งในการออกเดินทางครั้งนี้ #หลวงป๋าได้มอบผ้ายันต์ให้แก่คณะผู้เดินทางทุกท่านคนละ 3 ผืน (เฉพาะผู้ที่ออกงานภาคสนามเท่านั้นที่ได้)ซึ่งผมก็เก็บไว้จนถึงปัจจุบันนี้ เป็นสิ่งที่ประทับใจและมีคุณค่าทางจิตใจ
พอปีต่อมาท่านจึงมอบคาถาออกภาคสนามเอาไว้ป้องกันตัวเพิ่มเติ่มอีก
จากปกติคนธรรมดา อถมเกเรนิดๆตามประสาเด็กช่างอย่างผมพอบวชได้ 15 วันก็ได้มาเป็นพระวิทยากร ทำตัวเรียบร้อยพูดเสียงเบาๆนุ่มๆ ก็ยังงงๆแต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ครั้งแรกของชีวิตพระ
ขณะออกเดินทางก็ไม่มีปัญหาอะไรมาก
การลงใต้ ถนนหนทางสมัยนั้นค่อนข้างลำบากทางแคบ และมืด การเดินทางจึงเดินทางในเวลากลางวันเท่านั้น เพื่อความปลอดภัย
รถคันที่นำหน้าก็จะเป็นรถหลวงป๋า หรือพระผู้ใหญ่ ส่วนผมก็อยู่รถอีกคันนึงตามไป
ก็ได้เห็นการทำวิชาซึ่งหลวงป๋าท่านให้สั่งผู้ที่ทำวิชชานั้น ได้ทำวิชชาโดยใช้จักรแก้วคลุมรถอยู่ตลอดเวลา
การที่เรามองเห็นด้วยตาของธรรมกายนั้นก็จะเห็นสัมภเวสีทั้งใหม่ และที่มีอายุยืนยาวมานาน มีร่างกายน่ากลัววิ่งตามรถอยู่ตลอดด้วยกลิ่นของศีล และพลังแห่งสมาธิของความบริสุทธิ์ ซึ่งพวกเขาอยากจะเสพ อยากจะได้
บางตนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิแบบ 100% ก็จะกระเด็นกระดอนถูกจับเหวี่ยงไปไกลๆ
ส่วนตนไหนที่พอมีบุญเป็นสัมมาทิฏฐิร่างกายก็จะโดนจักรนั้นตัดจนแตกขันธ์ทำลายร่างกลายเป็นเทพสวยงามทันที
เหตุผลที่หลวงป๋าสั่งวิชชาแบบนี้ โดยไม่ให้จากแก้วนั้นประหัตประหารเหล่ามิจฉาทิฏฐิ
ก็เพราะไม่อยากสร้างศัตรู ให้จักรแก้วประหัตประหารสัมมาทิฏฐิให้เปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติเป็นกัลยาณมิตรปกป้อง ดูแลสถานที่นั้นๆและหมู่คณะ
ผมก็ได้เห็นการทำวิชชาในสายของวิชาธรรมกายของหลวงป๋าก็รู้สึกน่าทึ่ง และเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง
แต่สิ่งที่พวกผมนั้นสามารถทำวิชชาได้นั้น
จริงไปแล้ว ก็มั่นใจว่าส่วนหนึ่งคือบารมีของหลวงป๋า หรือครูบาอาจารย์ ท่านประสิทธิ์ประสาท และตั้งเครื่องธาตุเครื่องธรรมให้เป็น #วิชชาเป็น ให้เหล่าบรรดาลูกศิษย์ผู้นั่งเจริญกรรมฐานก็สามารถเชื่อมต่อในวิชชาเป็น เครื่องธาตุเป็น เครืองธรรมเป็นของท่านได้เลย ก็ได้อำนาจสิทธิ ,อำนาจสิทธิเฉียบขาด ,ของวิชาทันที ในการนั่งทำวิชชา
ส่วนน้องสามเณรก็สนุกและไร้เดียงสาตามประสาเด็ก เห็นอะไรจากตาธรรมกาย
ก็จะพูด ก็จะกล่าว ก็จะถามสารพัดจนน่าปวดหัว
เช่น หลวงพี่ตัวอะไรนั่งอยู่บนหลังคารถสิบล้อ,หลวงพี่ตัวอะไรวิ่งเร็วเท่ารถ,เป็นต้น
รถก็วิ่งมาเรื่อยๆจนกระทั่งเวลาประมาณ 18:00 น ก็เริ่มจะถึงยะลาแล้วพายุฝนก็ตกหนักท้องฟ้ามืดไปหมด
รถคันหน้าก็วิ่งปกติไปสักพักก็วิ่งผ่านใต้ท้องสัตว์ 4 ขาชนิดนึงตัวใหญ่เท่ากับตึก 10 ชั้นมีลักษณะเหมือนวัวเหมือนควายแต่สีดำแดงตัวใหญ่เหมือนรูปปั้นยืนค่อมอยู่กลางถนน
คันแรกวิ่งผ่านไปไม่มีอะไร
พอมาถึงคันผม น้องเณรกั้งก็ทำเรื่องละ
ด้วยตาของธรรมกายของน้องเณรก็เห็นเหมือนกับที่ผมเห็น ผมก็เฉยๆคันแรกผ่านไปไม่มีอะไรก็คงไม่มีอะไร
แต่น้องเณรนี่สิพูดออกมาเสียงดัง ” #โอ้โหวัวหรือควายกันเนี่ยตัวเบ้อเร่อเลยขามันใหญ่กว่ารถตู้เราอีก“
วัวธนูตัวนั้นก็ยังนิ่งอยู่
ส่วนน้องเณรหมูซึ่งจะเป็นคนห้าวๆหน่อย ตะโกนเสียงดังออกมาเลยว่า ” #เฮ้ยแ***ไอ้นี่มันควายธนูนี่หว่ามายืนทำไมตรงนี้วะ”
แต่พอน้องสามเณรหมูตะโกนเสียงดัง ว่า ควายธนูเท่านั้นแหละ มันหันมาจ้องมองที่รถเลย และวิ่งตามทันทีพร้อมกับพุ่งเข้าชนหรือขวิดมาที่รถคันที่กระผมนั่งจนเกิดเป็นเสียงลมที่กระทบตัวรถดังสนั่นหวั่นไหว
เพราะปะทะกับจากแก้วที่หลวงป๋าประสิทธิ์ประสาทสร้างคุ้มครองไว้ที่รถดังสนั่นหวั่นไหวตู้มๆๆๆๆ
ทุกคนในรถตกใจรวมทั้งคนขับด้วย ผมจึงตะโกนบอกคนขับว่า ลิ้มมึงมีดีเท่าไหร่ใส่ให้หมด เหยียบให้มิด ให้ไปถึงวัดที่เราพักให้เร็วที่สุด
สมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์ติดต่อกันกับรถอีกคันแต่ด้วยเจตนาของผมเอง
#ในเมื่อควายธนูนั้นรู้และสัมผัสถึงบุคคลที่จะเป็นเหยื่อของมันได้ในรถคันที่ผมนั่ง
ผมเลยต้องเป็นตัวล่อมันออกไปไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับรถคันที่พระผู้ใหญ่นั่ง
คนขับรถ คุณลิ้นหันมาถามผมว่าอะไรกันครับหลวงพี่ผมไม่เข้าใจ
ผมก็ตอบไปว่า
ไม่ต้องถาม มีเท่าไหร่ ใส่ให้หมด แซงคันหน้าไปเลย วิ่งให้ถึงวัดที่พักให้เร็วที่สุด อย่างอื่นไม่ต้องสนใจ ไม่ต้องถามไม่ต้องมอง ใส่อย่างเดียวเลยลิ้ม
รถวิ่งฝ่าพายุฝนที่ตกหนักด้วยความเร็วสูง เสียงลมปะทะตัวรถดังเป็นระยะๆซึ่งก็ไม่ผิดปกติอะไร เหมือนกับพายุที่พัดใส่ตัวรถ เลยทำให้รถนั้นโครงเครง คนขับรถก็เลยไม่สงสัยอะไร
ส่วนตัวผมเองก็ตรึกเชื่อมวิชชาเป็นของหลวงป๋าที่ตั้งผังไว้ก็เท่านั้น เพราะเป็นประสบการณ์ครั้งแรกในวิชาธรรมกาย และในการออกเดินทางจาริกเผยแพร่ธรรมครั้งแรกในชีวิต ก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ยิ่งน้องสามเณรแล้วก็เอ๋อๆกันไป
พอแซงรถพระผู้ใหญ่คันหน้าไปได้ ผู้ที่ทำวิชาภายในรถคงจะเห็นแล้วว่าอะไรเกิดขึ้นกับรถคันที่ผมนั่ง ก็ปรากฏว่ารถคันที่ผู้ใหญ่ก็วิ่งด้วยความเร็วเพิ่มขึ้นฝ่าพายุฝนตามมาติดๆอย่างระทึกขวัญ
ประมาณ 15 นาทีต่อมาก็ถึงวัดที่พัก ฝนก็ยังตกหนักอยู่
พระอาจารย์อุบล ท่านก็เลยถามผมว่า ท่านเกรียงเกิดอะไรขึ้น ผมก็เลยเล่าให้ท่านฟังทุกอย่าง
พระอาจารย์อุบลจึงรีบเข้าไปกราบท่านเจ้าอาวาสวัดที่เข้าพัก พร้อมกับขอใช้โทรศัพท์ในวัดโทรติดต่อประสานมาทางวัดหลวงพ่อสด เพื่อแจ้งแก่หลวงป๋าให้ท่านทราบ
#พอหลวงป๋ารับสาย ท่านก็บอกให้ผู้ที่ทำวิชาทุกคนนอน หรือจำวัดที่อุโบสถเท่านั้นส่วนนอกนั้นเข้าที่พักปกติ
และสำหรับผู้ที่ทำวิชาให้นั่งทำวิชาเชื่อมต่อวิชาเป็นของหลวงป๋าไว้แล้วตั้งผังสุขสมบูรณ์บริบูรณ์ครอบคลุมบริเวณวัดที่พักให้สุขสมบูรณ์บริบูรณ์ไปด้วยจุลจักร,มหาจักร,บรมจักร,และบรมพุทธจักร,เอาไว้นอกนั้นเดี๋ยวหลวงป๋าจัดการแก้ไขเอง
เสียงพายุฟ้าคะนองลมกรรโชกก็ยังดังสนั่นเป็นระยะตามปกติ
ผมกับคณะผู้ที่ทำวิชาก็ได้เข้าไปที่โบสถ์โดยมีพระอาจารย์อุบลเป็นผู้นำในการทำวิชชาครั้งนั้นประมาณ 1 ชั่วโมง ในขณะที่นั่งทำวิชชาจรดนิ่งสุดละเอียดอยู่นั้นเหล่าสามเณรรวมทั้งกับผมก็ได้แย้มขายญานธรรมกายมองขึ้นไปเหนือบนอุโบสถ ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเห็นวัวหรือควายสีดำออกแดงตัวใหญ่มากกำลังวิ่งชนปะทะกับแสงสว่างที่เป็นดวงใสแสงสว่างดังอาทิตย์
วัวหรือควายธนูตัวนั้นก็วิ่งชนอยู่อย่างนั้นตลอดเวลาไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่ดวงที่ใสสว่างนั้นกลับไม่ทำร้ายกับนิ่งเฉยและไม่ไหวจริงมั่นคงสว่างไสว
เสร็จเรียบร้อยจากการนั่งทำวิชชา 1 ชั่วโมง ก็แยกย้ายพักผ่อนเพราะเหนื่อยจากการเดินทางระยะไกล ก็ปล่อยให้วัวธนูตัวนั้นวิ่งล่อเป้าชนดวงไฟที่ใสสว่างตลอดทั้งคืน
ตื่นเช้ามาผมก็ออกมาจากโบสถ์ ปรากฏว่าบริเวณภายในวัดที่แฉะไปด้วยน้ำนั้น มีแต่รอยเท้าวัวเต็มไปทุกหย่อมหญ้าทั้งๆที่ไม่มีวัวของชาวบ้านหลุดเข้ามาในวัดเลย เศษกิ่งไม้หักกระจายเต็มลานวัด นี่คือสิ่งที่แปลก
ออกบิณฑบาตวันแรก ก็พบกับสายตาแปลกๆที่จ้องมองห่างๆแต่ไม่ปรากฏตัวอยู่เสมอๆ
พอ 8:00 น. รถตู้อีกคันก็ไปรับหลวป๋าที่สนามบิน ขวัญและกำลังใจของเราผู้ที่ทำวิชชาก็ดีขึ้น และหลวงป๋าก็ได้สอนอะไรอีกหลายๆอย่างแก่ผู้ที่ทำวิชชา
จากสิ่งที่เห็น จากสิ่งที่ได้สัมผัส จึงได้รู้ว่าได้วิชาธรรมกายที่หลวงป๋าท่านสอน
ท่านไม่มีจุดประสงค์มุ่งทำลาย มีแต่แนววิชาที่เมตตา ท่านไม่เคยสอนให้ใช้จักรแก้วหวาดล้อมทรัพย์สินที่มีอยู่ในโลกเข้ามาสู่วัด หรือมาบำรุงวัด
ท่านไม่เคยใช้จักรแก้วในการประหัตประหารทำลายสัตว์ตนใดๆ บุคคลใดๆ หรือเหล่าองค์กรใดๆเลย
ท่านสอนเหล่าลูกศิษย์ผู้ทำวิชชาให้ใช้จักรแก้วหว่านล้อมธาตุธรรมที่เป็นสภาพ กับวัดหลวงพ่อสด และที่เป็นสัมมาทิฏฐิ น้อมนำให้เข้ามาสู่กระแสธรรม มาประพฤติปฏิบัติ มาร่วมบุญร่วมกุศล มาเป็นกัลยาณมิตรร่วมสร้างบารมีทุกสีทุกสายทุกกายทุกวง
นี่คือปฏิปทาของโพธิสัตว์โดยแท้
ในวิชาธรรมกาย โดยเฉพาะวิชาธรรมกายชั้นสูง คำว่า “ทุกสี ทุกสาย ทุกกาย ทุกวง” เป็นคำอธิษฐานจิต และเดินวิชชาชั้นสูงเพื่อใช้รวมพลังของ “ธาตุธรรมฝ่ายบุญหรือภาคขาว” ทั้งหมดในอนันตจักรวาลเข้าด้วยกัน เพื่อวัตถุประสงค์ในการทำลายกิเลสและเก็บอวิชชา (ภาคดำ/ภาคมาร) ให้หมดสิ้นไปอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
จำแนกตามหลักวิชชาธรรมกายลึกซึ้งดังนี้ครับ
#ทุกสี (สีของธาตุธรรม)
ในทางวิชชาธรรมกายชั้นสูง ธาตุธรรม (หรือพลังงานและกายในจักรวาล) จะถูกแบ่งออกตาม “สี” หรือลักษณะความบริสุทธิ์ของธาตุ หลัก ๆ ได้แก่:
สีขาว (ภาคขาว / ฝ่ายพระ): หมายถึง ธาตุธรรมฝ่ายบุญกุศล ความบริสุทธิ์ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ และผู้ประพฤติชอบ
สีดำ (ภาคดำ / ภาคมาร): หมายถึง ฝ่ายอกุศล พญามาร อวิชชา ต้นเหตุของกิเลส ความโลภ โกรธ หลง ที่ส่งผลมาปกครองมนุษย์
สีเทา (ภาคกลาง / ฝ่ายอัพยากฤตา): หมายถึง ฝ่ายที่ไม่บุญไม่บาป เป็นกลาง ๆ
การระบุว่า “ทุกสี” หมายถึงการตรวจสอบและทำความสะอาด (สะสาง) สรรพธาตุทั้งหมด หรือการดึงพลังงานบริสุทธิ์จากทุกกระแสสีที่เป็นฝ่ายสัมมาทิฏฐิมารวมพลัง
#ทุกสาย (สายธาตุสายธรรม)
หมายถึง “เส้นทางสายใย หรือสายอายตนะ” ที่เชื่อมโยงระหว่างกายหยาบไปจนถึงกายละเอียดสุดละเอียด สุดจนถึงในอายตนนิพพาน
ในจักรวาลจะมีโครงสร้างเป็น “แถว เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืด” ของการส่งสายบารมี สายธาตุธรรมเดิม: การสืบสายย้อนกลับไปหา “องค์ต้นธาตุต้นธรรม” (ผู้ให้กำเนิดพืชพรรณแห่งธรรม)
การอธิษฐานรวม “ทุกสาย” หมายถึงการเชื่อมต่อรหัสสัมพันธ์ทุกเครือข่ายของสายพลังงานภาคขาวในอนันตจักรวาลไม่ให้ขาดตอน เพื่อส่งกำลังฤทธิ์มาช่วยประคองใจและทำวิชชา
#ทุกกาย (ระบบกายภายใน 18 กายและกายพิเศษ)
หมายถึง “กายในกาย” ที่ซ้อนกันอยู่ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ของสัตวโลก ในขั้นพื้นฐานจะมี 18 กาย
แบ่งเป็น:
กายโลกีย์ (8 กายแรก): กายมนุษย์ (หยาบ/ละเอียด), กายทิพย์ (หยาบ/ละเอียด), กายรูปพรหม (หยาบ/ละเอียด), กายอรูปพรหม (หยาบ/ละเอียด)
กายโลกุตตระ หรือ กายธรรม (10 กายหลัง): กายธรรมโคตรภู, กายธรรมพระโสดา, กายธรรมพระสกทาคา, กายธรรมพระอนาคา, กายธรรมพระอรหัต (ทั้งหยาบและละเอียด)
การระบุว่า “ทุกกาย” หมายถึง การสั่งงานหรือการรวมพลังตั้งแต่กายมนุษย์หยาบภายนอก ทะลุทะลวงลึกซึ้งเข้าไปถึงกายธรรมที่ละเอียดที่สุดในนิพพาน เพื่อให้ทุกกายทำงานสอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียว
#ทุกวง วงศ์ธรรม
หมายถึง “กลุ่ม ขอบเขต หรือวงศ์ตระกูลแห่งการสร้างบารมี”
วงค์ธรรมพระพุทธเจ้า ที่เน้นรื้อสัตว์ขนสัตว์ ตรัสสอนธรรมะ
วงค์ธรรมปัจเจกกะโพธิสัตว์ วงศ์ของพระบรมโพธิสัตว์และพระผู้ปราบมารที่มุ่งหน้า
วงค์ธรรมอริยบุคคลผู้ที่มุ่งบรรลุมรรคและผล
วงค์ธรรมอมนุษย์ผู้เป็นสัมมาทิฏฐิที่มุ่งสร้างบารมี
การระบุว่า “ทุกวง” คือการเรียกสรรพกำลังจาก “วงอริยะ วงศ์อนุตตรธรรม” ทุกวงมารวมศูนย์อยู่ที่เดียวกันเพื่อความสำเร็จในวิชชา
หัวใจสำคัญ
คำว่า “ทุกสี ทุกสาย ทุกกาย ทุกวง” จึงเป็น เทคนิคการคำนวณและเดินวิชชาขั้นสูง (มรรคผลพิสดาร) ที่ให้ใจหยุดนิ่งดิ่งเข้าสู่ศูนย์กลางกายอย่างสุดละเอียด แล้วอาราธนาพลังงานแห่งพระพุทธเจ้าและธรรมภาคขาวทั้งหมดทั่วแสนโกฏิจักรวาลมารวมกัน เพื่อกวาดล้างสิ่งสกปรก เจ็บ ไข้ แก่ ตาย และกิเลสอวิชชาให้หมดสิ้นไปนั่นเองครับ
ซึ่งการปฏิบัติธรรมหรือบวชในวัดหลวงพ่อสดของข้าพเจ้าตลอดระยะเวลา 6 ปีก็ได้ประสบเห็นเป็นประจักษ์เช่นนี้
อาถรรพ์วิชามนตร์ดำ อาวุธคู่กายจอม “ขมังเวท”
#ตำนานควายธนู เครื่องรางไสยศาสตร์ป้องกันภัยและเฝ้าบ้าน
ควายธนู คือเครื่องรางของขลังตามความเชื่อทางไสยศาสตร์ไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดเป็นหุ่นพยนต์รูปสัตว์ชนิดหนึ่งที่ผ่านพิธีกรรมปลุกเสกด้วยคาถาอาคม
ในอดีต โดยเชื่อกันว่ามีฤทธิ์เดชและพลังชีวิตจริง สามารถขยายร่างให้ใหญ่โตเพื่อปกป้องคุ้มครองเจ้าของ หรือใช้โจมตีทำลายล้างศัตรูได้
การจำแนกประเภทและวัสดุที่ใช้สร้าง
ตามตำราไสยศาสตร์ ควายธนู (หรือวัวธนู) สามารถจำแนกออกเป็น 2 สายหลัก ๆ ตามลักษณะของมวลสารและพิธีกรรม
#สายวิญญาณ (สายพราย/ไสยดำ)
มวลสาร สร้างจากดิน 7 ป่าช้า, ผงกระดูกผี, ขี้ผึ้ง หรือวัสดุอาถรรพ์
ลักษณะ มีความน่ากลัวและทรงพลังสูง ผู้เลี้ยงต้องคอยดูแลเอาใจใส่ ให้หญ้าและน้ำอย่างสม่ำเสมอห้ามหลงลืม หากละเลยหรือทำผิดข้อห้าม วิญญาณอาจย้อนกลับมาทำร้ายตัวผู้เลี้ยงเองได้
#สายเทพ (สายพุทธคุณ):
มวลสาร สร้างจากการหล่อโลหะอาถรรพ์ (เช่น ตะปูโลงศพเจ็ดป่าช้า, เหล็กยอดเจดีย์, เงินปากผี) หรือการสานด้วยไม้ไผ่พอกครั่ง
ลักษณะ เน้นพุทธคุณเข้มขลัง ปลอดภัยต่อผู้บูชา ไม่จำเป็นต้องเซ่นไหว้ด้วยหญ้าหรือน้ำตลอดเวลา นิยมพกพาติดตัวหรือตั้งบูชาในบ้าน
พุทธคุณและการนำไปใช้งาน
ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้ที่บูชาควายธนูมีความเชื่อในเรื่องการใช้งานหลากหลายด้าน
#การปกป้องคุ้มภัย ใช้เฝ้าบ้าน ไร่นา ป้องกันโจรผู้ร้าย และป้องกันภูตผีปีศาจหรือคุณไสยมนต์ดำไม่ให้เข้ามาทำร้ายคนในบ้าน
#การปราบสิ่งลี้ลับ ในตำนานเชื่อว่าสามารถส่งไปต่อสู้กับเสือสมิง (เสือเย็น) หรือสิ่งลี้ลับอื่น ๆ ได้
#การทำลายศัตรู ในทางไสยดำ สามารถสั่งให้ควายธนูไปทำร้ายหรือสังหารคู่อริในยามค่ำคืนได้
#เมตตามหานิยม บางตำรามีการนำควายธนูมาแช่น้ำทำน้ำมนต์ เพื่อนำไปประพรมสินค้าให้ขายดี
ควายธนู และ วัวธนู เป็นเครื่องรางไสยศาสตร์มีจุดประสงค์หลักคล้ายกันคือการเฝ้าบ้าน ป้องกันคุณไสย และภูตผีปีศาจ
แต่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในเรื่องของที่มา พลังอาคม และสายของคาถา รวมถึงลักษณะการบูชา ซึ่งสรุปความแตกต่างหลักได้ดังนี้
รายละเอียดความแตกต่าง
• วัวธนู (สายเทพ): มีพลังทางด้านการป้องกันและเมตตามหานิยม สูง มักนิยมนำมาใช้เฝ้าบ้านเรือน ทรัพย์สิน หรือป้องกันภัยอันตรายทั่วไป ข้อดีคือไม่มีอันตรายต่อสมาชิกในบ้านหรือเด็กเล็ก เนื่องจากเป็นสัตว์เทพที่มีความเชื่องและเชื่อฟังผู้บูชาสูง
• ควายธนู (สายพราย/อาถรรพ์): มีพลังทำลายล้างที่รุนแรงและดุดันกว่า ในอดีตมักใช้ในการส่งไปโจมตี ทำร้ายศัตรู หรือทำลายคุณไสยฝั่งตรงข้าม การบูชาควายธนูจำเป็นต้องมีสมาธิและคาถากำกับที่ดี เพราะหากผู้บูชาละเลยหรือดูแลไม่ดี พลังอาถรรพ์อาจส่งผลเสียหรือ “เข้าตัว” ผู้เลี้ยงได้
อ. เกรียง นาคสิงห์











