EP 3.วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม วัดนี้มีความสำคัญกับข้าพเจ้า (มีคลิปใต้คอมเม้นครับ)
ต่อจาก EP2 ครับ
เรื่องกายสิทธิ์ประสบการณ์ตรงของผม ก็มีเพียง 3 ท่าน 1 หลวงป๋า 2 หลวงพ่อหวล 3 พระอาจารย์ (ขอปิดนามท่าน)ที่บวชเรียนกันมาในวัดหลวงพ่อสดฯ ซึ่งการอัญเชิญ และการหุง กายสิทธิ์ที่เรียกว่าตัดสด ทั้งในถ้ำก็ดี หรือ ในการแจ้งก็ดีได้อธิบายไปในส่วน EP1 และ EP2 แล้ว ใน EP 3 นี้จะเป็นการหุง หรือหลอม หรือหล่อด้วยแร่กายสิทธิ์ที่อัญเชิญด้วยพระเวศ เป็นการหล่อแบบสมัยใหม่ มีวิทยาศาสตร์อ้างอิง
เมื่อผมได้ลาสิกขามาปี 43 ก็ไม่ได้เข้าไปช่วยกิจการสงฆ์ภายในวัดหลวงพ่อสด ฯอีกเลย จะไปวัดก็เพียงแค่ทำบุญธรรมดาปกติ
ไม่วุ่นวายในวัดเกาะกระแสวัด หรือที่เรียกว่าหากินกับวัด หากินกับวัตถุมงคลของวัด ไม่สะสมพระเครื่อง หรือพระเหล็กไหลใดๆ ร่วมถึงเช่าซื้อวัตถุมงคลสายหลวงป๋า ก็จะมีแต่เฉพาะที่หลวงป๋าให้ไม่กี่องค์ ก็ประกอบสัมมาอาชีพทั่วไปใช้ชีวิตเรียบง่ายสมถะไปวันๆ
และแล้ว #สิ่งไม่คิดก็เกิดขึ้น
สายๆของวันที่ 7 ตุลาคมปี 61 มีเสียงโทรศัพท์ดังแจ้งว่าหลวงป๋าสิ้น
ผมตกใจมากจึงรีบโทรไปบอกพระอาจารย์เพื่อนกันที่จำพรรษาอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ว่าหลวงป๋าสิ้น ให้บินกลับประเทศไทยด่วน.
ในระหว่างที่ช่วยงานในวัดหลวงพ่อสด ฯ ท่านพระอาจารย์รูปที่กลับมาจากสวิตเซอร์แลนด์ พูดกับกับผมว่า เกรียงหลวงพี่มีโครงการหล่อพระจักรพรรดิทรงเครื่อง 108 นิ้ว จะประดิษฐานที่บ้านเกิด โดยขอให้หลวงป๋าตั้งชื่อพระองค์นี้ไว้แล้วว่า #พระพุทธจักรพรรดิชัยมงคล อีกอย่างหลวงป๋าก็ให้ชื่อพระองค์นี้ไว้แล้วโดยพิมพ์เป็นลายลักษณ์อักษรเซ็นกำกับวันที่มอบไว้ให้ด้วย พร้อมทั้งมอบเหล็กกายสิทธิ์เป็นต้นชนวนในการหลอก
หลวงพี่จะสานเรื่องนี้ให้สำเร็จ ขอให้เกรียงช่วยหลวงพี่หน่อย เพราะในเรื่องของวิชชาการสะสารธาตุธรรม การเก็บเหตุในเหตุ หลวงพี่เชื่อมั่นเกรียง งานนี้อาจจะหนัก ในภาคสุดละเอียดเป็นเรื่องของธาตุกายสิทธิ์ที่ยังไม่บริสุทธิ์ยังมีภาคดำแอบแฝงอยู่ จึงจำเป็นจะต้องทำวิชชาคุมกายสิทธิ์เหล่านั้นไม่ให้แสดงฤทธิ์จนเกินไป #และอาจโดนโจมตีไปในเรื่องต่างๆด้วย
ที่สำคัญไม่สามารถออกวัตถุมงคล ไม่สามารถเรี่ยราย ไม่สามารถบอกบุญใดๆได้ต้องทำกันเองเงียบๆ
ผมก็ตอบท่านไปว่าได้ครับ
แต่เมื่อหลวงป๋าให้เหล็กไหลมาเป็นต้นธาตุกายสิทธิ์แล้วหลวงพี่ก็น่าจะหล่อพระองค์นี้เป็นเหล็กไหลทั้งองค์ไปเลยบูชาครู ใช้ทองเหลืองให้น้อยที่สุดหรือไม่ใช้เลยก็ยิ่งดีครับ
ทีแรกพระอาจารย์ก็ลังเลเพราะต้องใช้กำลังทุนทรัพย์สูงมากๆ และท่านกำลังเรียนอันเชิญเหล็กอยู่ด้วย ซึ่งตัวท่านเองก็ยังไม่สามารถอัญเชิญเหล็กสดที่เป็นน้ำจากถ้ำได้
เพราะท่านเห็นว่ายังไม่จำเป็นในการเรียนถึงขนาดนั้น
เหตุเพราะหลวงป๋าท่านยังอัญเชิญได้อยู่ และยังให้บูชาภายในวัด เพื่อบำรุงและสร้างสาธารณะสมบัติภายในวัด ท่านซึ่งเป็นลูกวัดจึงไม่สมควรที่จะเรียนให้ถึงขั้นนั้นเพียงแค่เข้าไปศึกษาหาวิธีและแนวทางในวิชชา
แต่พระอาจารย์ก็ได้เล่าเรียนวิชาอัญเชิญเหล็กสายอาจารย์ไข่ปู่ลำยูร คำนาค เพื่อเอาไว้ศึกษาอยู่แล้ว
ผมจึงเรียนท่านไปว่า เมื่อหล่อด้วยเหล็กแบบที่หลวงป๋าเรียกไม่ได้ เราก็หุงเหล็กดิบที่หลวงพี่อัญเชิญจากธรรมชาติตามถ้ำเลยก็ได้นี้ครับ
จากการปรึกษากันทั้งสองคือผมกับท่านอาจารย์ก็สรุปจะหล่อด้วยเหล็กไหลหรือที่ทุกคนเรียกกันว่าหุงเหล็ก ซึ่งเป็นศาสตร์เล่นแร่แปรธาตุชนิดหนึ่งของไทยที่มีมาแต่โบราณ
การอัญเชิญเหล็กไหล หรือแร่เหล็กชนิดนี้มาหุงมาหลอมขึ้นรูปใหม่ ได้มีอาจารย์หลายท่านที่เรียนวิชานี้มา กระทำอยู่ในปัจจุบันเป็นจำนวนมากจึงไม่ขอกล่าวนาม
ดังนั้นจึงได้นำตัวอย่างเนื้อเหล็กต่างๆไปปรึกษาโรงหล่อที่พุทธมณฑลสาย 2 ว่า การหล่อด้วยโลหะชนิดนี้หน้าตัก 108 นิ้ว จะต้องใช้เนื้อโลหะกี่กิโล และ 36 นิ้วจะต้องใช้โลหะกี่กิโล ค่าขึ้นหุ่นเท่าไหร่ ค่าถอดแบบเท่าไหร่ ถ้าหล่อในโรงหล่อให้ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ หล่อนอกสถานที่ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ก็ได้สรุปเป็นตัวเลขคร่าวๆกะไว้ในส่วนของการปฏิบัติงาน
ทางโรงหล่อแจ้งว่า
องค์พระขนาด 108 นิ้ว ใช้โลหะหรือทองเหลือง 1,800 กิโล
36 นิ้วพร้อมฐานใช้โลหะหรือทองเหลือง 800 กิโล
ดังนั้นเมื่อได้ข้อมูลคร่าวๆแล้ว จึงเริ่มดำเนินการหาข้อมูลหาแหล่งถ้ำ เพื่ออัญเชิญเหล็กโลหะพิเศษอันเชิญด้วยพระเวทนี้ต่อ
เพราะเหล็กไหลอัญเชิญด้วยพระเวทแบบตัดสดของหลวงป๋า และหลวงพ่อหวล หมดความลังเลสงสัยในตัวของข้าพเจ้าแล้ว เพราะได้รู้ได้เห็นและอยู่ในพิธี แต่เมื่อผ่านมาเกือบ 20 ปีจึงจำเป็นจะต้องหาข้อมูลอย่างละเอียดเชิงกับแร่พญาเหล็กชนิดอีกที
ในยุคก่อนๆที่ผมรู้จักก็มีอาจารย์ผู้อัญเชิญเหล็กไหลนอกจากหลวงป๋าแล้วก็มีไม่กี่ท่าน
เนื่องจากพิธีกรรมการอัญเชิญหรือตัดเหล็กไหลเป็นความเชื่อส่วนบุคคลและวิทยาคมสายเฉพาะตัว (วิชาสายดักสายเรียกธาตุกายสิทธิ์) ที่มีชื่อเสียงเด่นชัดที่สุดในฐานะ “ผู้ที่มีวิชาและบารมีในการอัญเชิญ/ตัดเหล็กไหล” ที่เป็นที่ยอมรับในแวดวงผู้นิยมธาตุกายสิทธิ์
หลวงปู่หวล (พระพุทไธศวรรย์วรคุณ) วัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา
หลวงพ่อสัมฤทธิ์ คัมภีโร และ พระอาจารย์วัชระ เอกวัณโณ วัดถ้ำแฝด จ.กาญจนบุรี
หลวงปู่พรหมา เขมจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำสวนหินแก้ว จ.อุบลราชธานี
หลวงพ่อสมพร สมวโร (พระอาจารย์สมพร) แห่งสำนักป่าพระธรรมญาณมุนี จังหวัดนครปฐม
#สายฆราวาสที่มีชื่อเสียงด้านการอัญเชิญเหล็กไหล
อาจารย์เสือ เพชรสังฆาต
อาจารย์ชุม ไชยคีรี
อาจารย์ลำยูร คำนาค (หรือ อาจารย์ไข่ ลำยูร) จังหวัดสุราษฎร์ธานี
อาจารย์กร แห่งเขาพนม จังหวัดกระบี่
เป็นต้น
ส่วนพระอาจารย์ท่านกำลังเรียนอันเชิญเหล็กกับอาจารย์ปู่ไข่อยู่พอดี
จึงสรุปหาเนื้อเหล็กจากสายปูไข่ลำยูร คำนาค
ปกติการอัญเชิญเหล็กไหลสายปู่ไข่ อันเชิญได้ครั้งละไม่มากไม่กี่เม็ดไม่กี่องค์
#อาจารย์ลำยูร คำนาค (หรือ พ่อไข่) ที่ได้พาแม่ทัพภาคที่ 3 พลโท บุญสิน พาดกลาง (ฉายา “แม่ทัพมนต์” หรือ แม่ทัพกุ้ง) เข้าถ้ำอันเชิญเหล็กไปแจกทหารตอนรบกับเขมร ปรมาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการอัญเชิญเหล็กไหลแห่งภาคใต้ ได้เคยทำพิธีและนำคณะศิษย์ไปอัญเชิญเหล็กไหลในถ้ำสำคัญ ๆ หลายแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
เนื้อเหล็กที่ได้มาจาก
ถ้ำเขาอ่ำ (สถานที่ประกอบพิธีและบันทึกภาพการอัญเชิญเด่น ๆ เช่น พิธีอัญเชิญเหล็กไหลและสำเร็จองค์เป็นรูปองค์ทาสีหรือไอ้ไข่)
ถ้ำเขากุล (สถานที่อัญเชิญพญาเหล็กไหลดำครั้งแรกด้วยกสินไฟ)
ถ้ำเขาหลักไก่ (ถ้ำหน้า และ ถ้ำหลัง) (สถานที่ร่วมทำพิธีอัญเชิญวัชรธาตุเพื่อนำมาสร้างพระเหล็กไหล)
นอกจากนี้ยังมีถ้ำในเขตภาคใต้อื่น ๆ ที่อยู่ในสายวิชาและบันทึกการเดินทางของคณะศิษย์สายอาจารย์ลำยูร
พระอาจารย์ท่านก็เพิ่งเริ่มเรียนวิชาอันเชิญเหล็กไหลจากอาจารย์ไข่โดยมีพระอาจารย์สมพร สมวโร เป็นผู้แนะนำ
พระอาจารย์สมพร สมวโร หรือที่รู้จักกันในนาม ” #เทพเจ้าเหล็กไหลไพรดำ” แห่ง สำนักป่าพระธรรมญาณมุนี ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม เป็นเกจิอาจารย์ผู้มีความเชี่ยวชาญและโด่งดังอย่างมากในเรื่อง วิชาการอัญเชิญเหล็กไหล และแร่อภินิหารธาตุกายสิทธิ์ ตามตำรับโบราณ
การเก็บเนื้อเหล็กธรรมชาติอัญเชิญด้วยพระเวทนี้ ที่จะต้องใช้ประมาณ 2,000 กิโลกรัมนี้เป็นเบืัองต้น จะต้องใช้การเดินทาง และระยะเวลานานพอสมควร
พระอาจารย์สมพรจึงให้คำแนะนำให้อันเชิญที่ถ้ำแถวๆเขาพระอินทร์ใกล้ๆบ้านอาจารย์ปู่ไข่เลยเพราะท่านแก่ชราแล้วการเดินทางของท่านจะลำบาก
#ถ้ำเขาพระอินทร์ เป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของ “พิธีอัญเชิญเหล็กไหล” หรือการประกอบพิธีตามความเชื่อโบราณเพื่อตัดหรืออัญเชิญธาตุกายสิทธิ์
ทำเลที่ตั้ง ถ้ำเขาพระอินทร์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งภูมิภาคภาคใต้ของไทย (โดยเฉพาะสุราษฎร์ธานีและพัทลุง) มักเป็นพิกัดที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับถ้ำสลับซับซ้อนและตำนานเหล็กไหลหลากชนิด
ปกติโดยที่ผมได้เห็น ได้สัมผัส ได้ฟัง พอได้ช่วยงานกับครูบาอาจารย์สายเหล็กตัดสด จึงมีความสงสัยกังขาเกี่ยวกับเหล็กไหลอัญเชิญแบบนี้ว่ามีจริงหรือไม่ เลยให้พระอาจารย์ทุกครั้งที่เรียน หรือเข้าถ้ำ ให้เรียนในเวลากลางวันเท่านั้น
ต่อมาจึงได้นำเหล็กไหลสายปูไข่มาวิเคราะห์แร่ธาตุด้วยหลักวิทยาศาสตร์ และเข้าไปร่วมพิธีอัญเชิญตามสถานที่ต่างๆเป็นเวลาพอสมควร
มวลสารของเนื้อเมฆสิทธิ์ที่ถูกต้องซึ่งจะทำให้มีสีที่เป็นเอกลักษณ์ทำเลียนแบบได้หรือไม่ได้
เหตุผลอธิบาย สีที่เป็นเอกลักษณ์ของพระนั้นเกิดจากสิ่งใด
มวลสารในเหล็กไหลแยกออกมาทางวิทยาศาสตร์มีอะไรบ้าง
ในทางวิทยาศาสตร์และธรณีวิทยา ไม่มีสิ่งมีชีวิตหรือธาตุกายสิทธิ์ที่เรียกว่า “เหล็กไหล” อยู่ในสารบบแร่โลก
แต่จากการนำวัตถุที่เชื่อว่าเป็นเหล็กไหลมาตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ (เช่น การตรวจสอบโดย กรมทรัพยากรธรณี หรือผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์) พบว่าวัตถุเหล่านั้นประกอบด้วยมวลสารและแร่ธาตุพื้นฐานตามธรรมชาติ หรือสารสังเคราะห์
สินแร่เหล็กธรรมชาติ (Iron Ores)วัตถุที่อ้างว่าเป็นเหล็กไหลก้อนทึบ สีดำอมเขียว หรือสีเมทัลลิก ที่แม่เหล็กดูดติด มักจะประกอบด้วยแร่เหล่านี้
แร่เฮมาไทต์ (Hematite – \(\text{Fe}_2\text{O}_3\)) มีสีดำเงาหรือน้ำตาลแดง มักพบในกลุ่มโคตรเหล็กไหล หรือเหล็กไหลเกาะล้าน
แร่แมกนีไทต์ (Magnetite – \(\text{Fe}_3\text{O}_4\))เป็นแร่เหล็กที่มีคุณสมบัติเป็นแม่เหล็กในตัวเองตามธรรมชาติ
แร่ไพไรต์ (Pyrite – \(\text{FeS}_{2}\))หรือที่เรียกว่า “เพชรหน้าทั่ง” หรือ “ทองคนโง่” มีลักษณะเป็นผลึกเหลี่ยมสีทองเหลืองคล้ายโลหะ
แก้วซิลิเกตธรรมชาติและสะเก็ดดาว (Silicate & Tektite)วัตถุผิวเรียบมันวาว สีเขียวปีกแมลงทับ หรือสีดำสนิท เมื่อส่องกับแสงแล้วดูมีมิติ มักประกอบด้วยสารกลุ่มนี้
เทกไทต์ (Tektite) หรือสะเก็ดดาว: เกิดจากอุกกาบาตชนโลกแล้วเกิดความร้อนสูงจนหินและดินหลอมละลายกลายเป็นเนื้อแก้ว มีองค์ประกอบหลักเป็น ซิลิกอนไดออกไซด์ (Silicon Dioxide – \(\text{SiO}_{2}\)) สูงถึง 70-80% ผสมกับอลูมิเนียมออกไซด์และเหล็กออกไซด์หินออบซิเดียน (Obsidian): แก้วภูเขาไฟธรรมชาติที่เกิดจากการเย็นตัวอย่างรวดเร็วของลาวา
โลหะหลอมเหลวและโลหะจุดหลอมเหลวต่ำ (Low Melting Point Metals)ในกรณีของ “เหล็กไหลที่ลนไฟแล้วยืดหรือไหลได้” ทางวิทยาศาสตร์พบว่าเกิดจากการใช้โลหะจำเพาะที่มีจุดหลอมเหลวต่ำ ได้แก่
แกลเลียม (Gallium – \(\text{Ga}\)): โลหะสีเงินแวววาวที่สามารถหลอมเหลวได้ด้วยอุณหภูมิห้องหรือเพียงแค่โดนความร้อนจากฝ่ามือ (จุดหลอมเหลวประมาณ 29.76 องศา
เซลเซียส)ปรอท (Mercury – \(\text{Hg}\)): โลหะชนิดเดียวที่มีสถานะเป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง มักถูกนำมาทำพิธีหุงปรอทหรืออ้างว่าเป็นเหล็กไหลเงินยวงบิสมัท (Bismuth) หรือดีบุกผสม (Alloys):
โลหะที่มนุษย์นำมาผสมกันเพื่อให้มีจุดหลอมเหลวต่ำ เมื่อโดนความร้อนจากเทียนก็สามารถละลายและย้อยลงมาได้ทันที
สรุปคือ หากนำ “เหล็กไหล” ไปแยกธาตุในห้องแล็บ สิ่งที่จะพบก็คือ ธาตุเหล็ก (Fe), ซิลิคอน (Si), ออกซิเจน (O), กำมะถัน (S) หรือโลหะทั่วไปอย่าง แกลเลียม ดีบุก และปรอท ขึ้นอยู่กับว่าผู้นำมาแอบอ้างหยิบจับวัตถุธรรมชาติชนิดใดมานำเสนอ
#การนำแร่โลหะมาสร้างพระเนื้อโลหะต่างๆ มีสร้าง 3 ประเภท คือ พระหล่อ พระปั๊ม และ พระฉีด
พระเครื่อง #เนื้อชิน เป็นพระเครื่องยุคโบราณปัจจุบันไม่นิยมสร้าง
พระ #สัมฤทธิ์ เป็นโลหะ ที่มีการสร้างขึ้นมาแต่โบราณ บางคนเรียกว่า ทองสัมฤทธิ์ หรือทองบรอนซ์ ส่วนประกอบของโลหะผสมสัมฤทธิ์คือ ทองแดง ดีบุก เงิน และทองคำ
ปัจจุบันพระเครื่องเนื้อโลหะต่างๆที่ปรากฎอยู่ในวงการพระ ประกอบด้วย
1. พระเนื้อทองคำ
2. พระเนื้อเงิน
3. พระเนื้อทองแดง
4. พระโลหะผสม
สำหรับพระ 3 ประเภทแรกนั้น ส่วนผสมหลักๆ หรือส่วนผสมนำ ในพระเครื่องนั้นๆ คือทองคำ เงิน และทองแดง
ส่วนประเภทที่4 #พระโลหะเนื้อผสมนั้น มีมากมายหลายเนื้อมวลสาร ตามจำนวนธาตุที่ต้องการผสมแล้วจึงนำหลอมละลาย ตามสัดส่วนของผู้จัดสร้าง แต่โลหะหนักส่วนมากก็จะเป็นเหล็ก หรือพญาเหล็ก เป็นหลัก เป็นชื่อเรียกขาน
#เนื้อนวโลหะ หมายถึง การนำแร่ธาตุต่างๆ 9 ชนิด มาหลอมรวมกัน ประกอบไปด้วย ชิน ,จ้าวน้ำเงิน ,เหล็กละลายตัว, เหล็กบริสุทธิ์, ปรอท , สังกะสี, ทองแดง, เงิน , ทองคำ
#เนื้อสัตตะโลหะ หมายถึง โลหะผสม 7 ชนิด อันประกอบด้วย เหล็ก, ปรอท, ทองแดง, เงิน, ทองคำ, จ้าวน้ำเงิน, ถ้าจำสร้างอาวุธที่เป็นเนื้อสัตตะโลหะก็จะมีปริมาณของแร่เหล็กมากกว่าแร่ชนิดอื่นๆ เป็นต้น
#เนื้อเบญจโลหะ หมายถึงโลหะผสม 5 ชนิด อันประกอบด้วย เหล็ก, ปรอท, ทองแดง, เงิน, และทองคำ
#เนื้อทองเหลือง นับเป็นโลหะผสมที่นิยมใช้กันมาก ผสมระหว่างทองแดงกับสังกะสี และอาจจะมีธาตุอื่นปะปนอยู่บ้างเล็กน้อย เช่น ตะกั่ว ดีบุก อลูมิเนียม เหล็ก แมงกานีส นิเกิล เป็นต้น
#เนื้อบรอนซ์ เป็นชื่อดั้งเดิมของโลหะผสมระหว่างดีบุกกับทองแดง ปัจจุบันหมายถึงโลหะผสมระหว่างทองแดงกับโลหะอื่น เช่น ซิลิคอนหรืออลูมิเนียม ดังนั้นสีบรอนซ์จึงมีหลายสี เช่น บรอนซ์เงิน บรอนซ์ทอง บรอนซ์ออกสีนาก เป็นต้น
*โดยยกเว้นโลหะผสมระหว่างทองแดงกับสังกะสี ซึ่งจะเป็นทองเหลืองไม่ใช่บรอนซ์
#เนื้อขันลงหิน เป็นเนื้อโลหะที่รู้จักกันมาแต่โบราณ และเป็นประเภทหนึ่งของโลหะผสมที่เรียกกันว่า “บรอนซ์” แต่โลหะผสมเนื้อขันลงหินจะเจาะจงเฉพาะโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุกเท่านั้น
**ส่วนบรอนซ์จะรวมถึงโลหะทุกประเภทที่ผสมกับทองแดง ยกเว้นสังกะสี
#เนื้อพญาเหล็กหรือเหล็กไหล โบราณจะหมายถึง โลหะผสมชนิดหนึ่งที่เกิดจากการเล่นแร่แปรธาตุของโลหะแบบหนึ่ง โลหะที่ได้จะมีลักษณแข็งแกร่งมีหลายสีเช่น สีเทาดำ เขียวอมทอง เขียวอมม่วงคล้ายสีปีกแมลงทับ
โดยโลหะที่เป็นมวลสารหลัก คือ “ทองแดง(Cu)” และ “พลวง(Sb)” ซึ่งรวมกันแล้วมีปริมาณ99%ของมวลสารทั้งหมดและสัดส่วนของทองแดงจะเป็น2เท่าของปริมาณพลวงในทุกๆองค์วัตถุ ส่วนชนิดของโลหะชนิดอื่นๆที่พบคือ ซิลิกา(Si)กำมะถัน(S)เทลลูเรียม(Te)ตะกั่ว(Pb)และปรอท(Hg) ซึ่งรวมกันแล้วมีเพียง1%ของปริมาณมวลสารทั้งหมด
#เมฆพัดเมฆสิทธิ์ เป็นโลหะผสมที่เกิดจากการนำแร่โลหะต่างๆหลายชนิด เรียกว่า “#การเล่นแร่แปรธาตุ” มีความศักดิ์สิทธิ์ในตัว เพราะขณะที่ทำการหลอมรวมจะต้องบริกรรมพระคาถาต่างๆไปด้วย
#เมฆพัด จะมี เหล็ก ทองแดง ดีบุก ตะกั่ว เงิน ทองคำ เป็นต้น ระหว่างหุงแร่จะซัดด้วยกำมะถัน จนเกิดเป็นสีดำมันวาว ออกเหลือบสีน้ำเงิน
#เมฆสิทธิ์ ประกอบด้วยแร่ธาตุ 4 ชนิดคือ เงิน สังกะสี ทองแดง และปรอท เท่านั้น
สีต่างๆของเนื้อเมฆสิทธิ์เช่น เทาอมดำ เขียว ฟ้า เหลือง หรือที่เรียกวว่าสีปีกแมลงทับนั้นเกิดจากอะไร
สีที่ผิวของโลหะที่เป็นมวลสารหลักคือ ทองแดงและ พลวง ที่ทำปฏิกิริยากับอากาศหรือ อ็อกซิเจนนั่นเอง
พระพญาเหล็กที่นิยมหล่อ #แบบหุงด้วยแร่ มี
เนื้อแร่เงินยวง(เหล็กไหลเงินยวง หรือช่อทิพย์เงินยวง),เนื้อทองท้องปลาไหล(เหล็กไหลท้องปลาไหลหรือสุวรรณราชา),เนื้อทองชมพูนุช(เหล็กไหลสุริยันราชา),เนื้อเมฆสิทธิ์,เนื้อไพรดำ(เป็นเนื้อที่ใช้น้ำว่านหรือสารเคมีในการซัดให้เกิดสี)
ซึ่งศึกษาตามหลักวิทยาศาสตร์ จะไม่มีแร่ชื่อนี้อยู่จริงครับ
แต่ถ้าหากต้องการศึกษาหรือบูชาตามความเชื่อ กลุ่มผู้ศรัทธามักจะเสาะหาจากผู้นำเข้าเครื่องราง หรือผู้ที่ทำพิธีอัญเชิญตามถ้ำศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ
เนื้อพญาเหล็กหรือเหล็กไหล จะมจะมีโลหะหลักๆ
#แร่ทองแดง เป็นหลักๆนำซึ่งมีปริมาณกว่า60% เป็นโลหะที่มีคุณสมบัติเป็นสีแดงอมน้ำตาล ธรรมชาติของทองแดงถ้าถูกสัมผัสกับอากาศเป็นเวลานานๆจะเกิดการเปลี่ยนเป็นสีหมองคล้ำกลายเป็นสีเทาหรือเทาอมดำที่เรียกว่ากลับดำนั่นเอง
#ทองแดงเถื่อน แร่วิทยาคมในตำนาน เป็น โลหะธาตุที่สื่อพลังงานได้ดี
วิวัฒนาการทางโลหะ โดยการนำ ทองแดงผสมเข้ากับดีบุกเป็นสำคัญ และผสมโลหะชนิดอื่นเข้าไปบ้าง จนเกิดเป็นโลหะชนิดใหม่ขึ้นมา เรียกว่า สำริด เป็นโลหะที่มีความศักดิ์สิทธิ์ในตัว นักวิทยาคมเชื่อว่า ทองแดง สามารถเสกประจุอาคมเข้าได้ง่าย และทรงวิทยาคมอยู่ได้นาน หรือนำมาประกอบพิธีกรรมในการสื่อกับพลังงานอื่นๆ ได้ง่าย
ปัจจุบันทองแดงผสมกับโลหะชนิดต่างๆ เพื่อผันแปรให้เกิดโลหะชนิดใหม่ๆ นั้นกระทำได้ง่าย เพราะเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น เมื่อจะสร้างอิทธิวัตถุมงคลไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตามที่เป็นงานโลหะ จะต้องมีส่วนผสมของทองแดงเข้าไปด้วยเสมอ และสิ่งหนึ่งที่คัมภีร์โบราณ กำหนดเรียกชื่อนั้นคือ “ทองแดงเถื่อน”
ทองแดงเถื่อน คือ ธาตุทองแดงดิบบริสุทธิ์ ที่ยังไม่ผ่านการถลุงทองแดงจากแร่ หรือการผสมโลหะ แปรสภาพธาตุ
ในปัจจุบัน ทองแดงเถื่อนพบได้ยาก เนื่องจาก ทองแดงส่วนใหญ่จะเป็นทองแดงที่ผ่านการแปรสภาพธาตุแล้ว คือ ผ่านการถลุงธาตุขึ้นมา แล้วจึงนำมาขาย
ในบางคติชนจึงถือว่า ทองแดงเถื่อน คือ แร่ธาตุประจำตัวของพระแม่ธรณี
ในคัมภีร์เฉลิมไตรภพ ฉบับที่ตกทอดมาแต่กรุงศรีอยุธยา กล่าวพรรณนาว่า ทองแดงเถื่อน คือ แร่ประจำของพระอาทิตย์ และพระเสาร์
ซึ่งการนำทองแดงเถื่อน ขึ้นมาใช้นั้น ในทางวิทยาคมจะต้องมีขั้นตอนการพลี การชำระ การรสาย และการประสม ซึ่งจะมีรายละเอียดที่ยิบย่อย มากมาย
การผสมแร่ทองแดงเถื่อน จึงนับเป็นวิทยาคมโลหะที่เชื่อว่าทรงอิทธิคุณในการประจุพลัง และแผ่กระจายพลังงานได้อย่างดียิ่ง การผสมทองแดงเถื่อนจะช่วยให้อิทธิวัตถุเครื่องรางนั้น พลังจะไม่เสื่อมถอย และไม่สามารถถูกคัดถอนได้ง่าย
#แร่เจ้าน้ำเงิน คือ แร่บอร์ไนต์ (Bornite) ซึ่งเป็นแร่ทองแดงธรรมชาติชนิดหนึ่ง ในต่างประเทศนิยมเรียกว่า “แร่นกยูง” (Peacock Ore) ตอนแรกจะเป็นสีน้ำตาลทองหรือสีทองแดงเข้ม แต่เมื่อผิวโดนอากาศ จะเกิดการแปรสภาพทางเคมี (Oxidation) ทำให้ผิวสะท้อนแสงออกมาเป็นสีเหลือบเหลือบรุ้งคล้ายขนนกยูง โดยมีสีน้ำเงิน เหลือง ทอง และม่วง ผสมผสานกันอย่างสวยงาม
ในสังคมไทย แร่เจ้าน้ำเงินถูกจัดให้เป็นหนึ่งใน “ธาตุศักดิ์สิทธิ์” ที่มีฤทธิ์หรือพุทธคุณในตัวเองโดยไม่ต้องผ่านการปลุกเสก
วิทยาศาสตร์มักพบว่าเป็น สินแร่พลาตินัม (Platinum Ore) หรือ แร่โครไมต์ (Chromite) ซึ่งมักพบในพื้นที่ที่มีหินอัคนีแทรกดัน หรือบางกรณีอาจเป็น ปรอท (Mercury) หรือโลหะผสม เช่น ดีบุก และ พลวง ผสมอยู่ในเนื้อแร่ มีมากตาม ถ้ำในป่าลึก ที่มีอากาศเย็นและมีความชื้นสูง หรือบริเวณที่มี พระฤาษี หรือนักสิทธิ์ที่จำศีลภาวนากัน โดยในอดีตเคยมีกระแสข่าวการขุดพบโลหะลักษณะคล้ายเงินยวงในพื้นที่ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่เป็นจำนวนมาก
#แร่เหล็กไหลสุริยันราชาหรือเหล็กไหลเพลิง
ในทางธรณีวิทยาคือ แร่เฮมาไทต์ (Hematite – แร่เหล็กแดง) หรือ แร่จัสเปอร์ (Jasper) ที่มีสารประกอบของเหล็กออกไซด์สูง
มักจะมีสีแดงระเรื่อ แดงเข้ม หรือสีน้ำตาลแดง มีพลังงานความร้อนสูง อยู่ตาม ถ้ำในเขตภาคอีสาน เขตชายแดนไทย-ลาว หรือถ้ำที่มีลักษณะแห้งแล้ง และร้อนจัด
#แร่ช่องทิพย์เงินยวง
แร่สีขาวเงินแวววาว คล้ายโลหะเงินบริสุทธิ์ หรือยวงเงินที่หลอมละลาย โดยมักจะงอกออกมาเป็นช่อชั้นคล้ายดอกไม้หรือรังผึ้งตามผนังถ้ำ จึงได้รับฉายาในกลุ่มผู้นิยมเครื่องรางว่า “ดอกไม้แห่งรัตติกาล”
ความเชื่อทางด้านพุทธคุณและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ด้านเมตตามหานิยมนำโชคลา แคล้วคลาดปลอดภัย ช่วยปกป้องคุ้มครองผู้ครอบครองจากภัยอันตราย สิ่งชั่วร้าย และคุณไสยมนต์ดำ
ส่งเสริมการสมาธิ เชื่อว่ากระแสพลังงานสีขาวบริสุทธิ์ของแร่จะช่วยปรับธาตุในร่างกายและทำให้จิตใจสงบ
#แร่พลวงเงิน
แร่พลวงเงิน มีสีเทาเงินแวววาวและมักขึ้นเป็นแท่งช่อผลึกแหลม ๆ คล้ายดอกไม้ มีอยู่มากในเนื้อแร่เงินยวงทั้ง 2 ชนิดพลวง แร่พลวง (Antimony) เป็นแร่ธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกเชื่อว่าเป็น “กายสิทธิ์ธาตุ” หรือ “ธาตุกายสิทธิ์” พบทั้งที่เรียกว่าพลวงเงิน และพลวงทอง มีคุณสมบัติที่มีสีต่างๆให้พบเห็นได้หลายสีได้แก่สีเทาคล้ายตะกั่วมีความวาวบริเวณที่เป็นผิวบริสุทธิ์ เรียกว่า พลวงเงิน
ถ้ามีสีเหลืองอ่อน น้ำตาลอ่อนหรือขาวคล้ำ เเรียกว่าพลวงทอ
พลวงที่เป็นโลหะเสถียรจะมี”สีฟ้า” ส่วนที่ไม่เสถียรจะมีสีเหลืองหรือดำ ลักษณะสีต่างๆที่ผสมผสานของสีเหลือง ดำและสีฟ้านี้เองทำให้เกิดเป็น”สีเขียวเหลือบ” ที่เราเรียกว่า”สีปีกแมลงทับ”นั่นเอง
#แร่พายไรต์ (Pyrite) หรือมาร์คาไซต์ (Marcasite): แร่กลุ่มเหล็กซัลไฟด์ที่บางครั้งอาจมีสีออกเงินหรือทอง
#หินงอกหินย้อยกลุ่มแคลไซต์ (Calcite) หรืออาราโกไนต์ (Aragonite): ที่มีแร่ธาตุโลหะอื่นผสมอยู่จนเกิดความมันวาวหรือมีผลึกระยิบระยับคล้ายเงินยวงเมื่อสะท้อนแสง
#แร่เหล็กเปียก
แร่เหล็กเปียก หรือที่มักเรียกกันว่า เหล็กไหลเปียก ไทยและสปป.ลาว โดยเฉพาะในแถบภาคอีสานและบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง มีลักษณะเด่นคือเป็นโลหะธาตุที่มีความชุ่มชื้นอยู่ในตัว สามารถดึงดูดไอน้ำในอากาศให้มาเกาะเป็นหยดน้ำรอบ ๆ ตัวได้ตลอดเวลา และมีสัมผัสที่เย็นจัด
เกิดจากการเล่นแร่แปรธาตุในอดีต เช่น การนำปรอทมาหุงหรือผสมกับโลหะชนิดอื่น ๆ หรือเป็นโลหะจำพวกตะกั่ว ซิงค์ สังกะสี หรือพลวง ที่มีจุดหลอมเหลวต่ำและสะท้อนความชื้นได้ดี
ความเชื่อและอานุภาพของแร่เหล็กเปียก
เพื่อป้องกันฟ้าผ่า และอัคคีภัย: ในสมัยโบราณ ครูบาอาจารย์มักจะนำแร่เหล็กเปียกมาถลุง หุง และรีดให้เป็นแผ่น เพื่อนำไปติดไว้บริเวณยอดฉัตร ยอดช่อฟ้า หรือส่วนบนสุดของพระธาตุเจดีย์สำคัญ ๆ เช่น ยอดพระธาตุพนมเป็นต้น เนื่องจากเชื่อว่าโลหะชนิดนี้มีฤทธิ์ในการดับพิษไฟและแก้อาถรรพ์จากสายฟ้าได้ มีการบันดาลความร่มเย็นเป็นสุข สถานที่ใดที่มีเหล็กเปียกบูชาอยู่ จะทำให้คนในบ้านอยู่เย็นเป็นสุข อุดมสมบูรณ์ เป็นของทนสิทธิ์ที่มีพญานาค คอยปกปักรักษา
จึงมีฤทธิ์ทำให้ดินปืนชื้น หรือหัวไม้ขีดยุ่ย จนไม่สามารถจุดระเบิดหรือติดไฟได้ จึงนิยมนำมาใช้เป็นส่วนผสมในการสร้างพระเครื่องหรือวัตถุมงคลต่าง ๆ
#แร่งเหล็กท้องปลาไหล
แร่งเหล็กท้องปลาไหล มีลักษณะเด่นคือผิวพรรณจะเปล่งประกายอมเหลืองทองคล้ายกับสีท้องของปลาไหล หรือทองคำสุกปลั่ง มีคุณวิเศษโดดเด่น เมตตามหานิยมและความรัก การเสริมเสน่ห์ ป้องกันคุณไสย มนต์ดำ สิ่งอัปมงคลไม่ให้เข้ามากล้ำกราย
ทางวิทยาศาสตร์เป็นกลุ่มแร่โลหะตามธรรมชาติที่มีความมันวาว เช่น แร่เฮมาไทต์ (Hematite), แร่โกเอทไทต์ (Goethite) หรือแร่ไพไรต์ (Pyrite) ที่เกิดการแปรสภาพหรืออุกกาบาต
ลักษณะและรูปลักษณ์
ผิวมีความมันวาว มักปรากฏในสีแดงสด สีส้มแดง หรือสีน้ำตาลแดงคล้ายเปลวไฟ สามารถเสด็จลงมาหรืออัญเชิญมาได้หลายรูปแบบ เช่น รูปทรงแคปซูล เม็ดพริกไทย หรือที่เรียกกันว่า “วรรณะตัวต่อ”
ความเชื่อ มีอานุภาพที่โดดเด่นในด้านมหาอำนาจ และบารมี: เสริมตบะ เดชะ วาสนา เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องปกครองคน หรือต้องการความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน การล้างอาถรรพ์ทำลายล้างคุณไสย มนต์ดำ
ในปัจจุบันมักจะมีการอัญเชิญหรือเสาะหาแร่ชนิดนี้จากถ้ำศักดิ์สิทธิ์ในภาคใต้ เช่น แถบจังหวัดกระบี่ สุราษฎร์ธานี เพื่อนำมาบูชาหรือสร้างเป็นวัตถุมงคลต่าง
#ซิลิกา พบในรูปของทรายที่ทำให้ทนความร้อนได้ดีและเพิ่มความเงาให้เนื้อเพิ่มมากขึ้น ทำให้ได้เห็นความมันวาวที่ผิวพระเนื้อเมฆสิทธิ์
#เทลลูเรียม เป็นธาตุกึ่งโลหะสีขาวเงินคล้ายดีบุกมีคุณสมบัติทางเคมีเหมือนกำมะถันเพื่อใช้ประโยชน์ในการช่วยหลอมโลหะผสมให้มีสีขาวเงิน
#เทลลูเรียม ซึ่งเป็นธาตุกึ่งโลหะสีขาวเงินคล้ายดีบุก ช่วยในการหลอม เพื่อให้เกิดเนื้อโลหะที่เปลี่ยนสีได้ เขียว ปีกแมลงทับ ทองคำ หรือเงิน ให้วรรณะสีขาวเงิน
#ฟอสฟอรัส เนื้อเมฆสิทธิ์ส่วนหนึ่งน่าจะมีสาเหตุของฟอสฟอรัสที่ผิวเมื่อสัมผัสกับอากาศ โดยเฉพาะเมื่อฟอสฟอรัสเมื่อผสมกับซิลิกาจะยิ่งทำให้เกิดความมันหรือเหลือบเป็นเงามากยิ่งขึ้น
#ปรอทเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้ทองแดงและพลวงผสมผสานรวมตัวเข้ากันได้ง่ายขึ้น
ตามตำราการเล่นแร่แปรธาตุในทางไสยศาสตร์ไทยถูกมองว่าเป็นธาตุกายสิทธิ์ที่มีชีวิต มีฤทธิ์ในตัว สามารถ “กิน” แร่ธาตุอื่น เช่น ทองคำหรือเงินได้ และนิยมนำมาหุงหรือซัดด้วยคาถาอาคมร่วมกับโลหะอื่น
ในธรรมชาติ ปรอทเป็นโลหะที่เป็นของเหลวที่อุณหภูมิปกติ แต่ในทางไสยศาสตร์จะมีความเชื่อเรื่อง “ปรอทป่า” ที่ผ่านกรรมวิธีทำให้แข็งตัวหรือจับตัวเป็นโลหะมงคล
ข้อมูลจากทันตแพทย์พบว่า ในสาร”อมัลกัม” ที่ใช้เป็นสารอุดฟันนั้นจะใช้ปรอทเป็นตัวช่วยในการผสมของโลหะดีบุก กับ ทองแดง และสังกะสีเพื่อให้ส่วนผสมทั้ง3รวมตัวเข้ากันได้ง่ายขึ้นหลังจากนั้นจะซับของเหลวที่เป็นปรอทออก ก่อนที่จำนำไปใช้อุดฟันทำให้ปรอทที่เป็นของเหลวถูกซับและระเหยออกไปจนหมดก่อนนำมาใช้
#ดีบุก เป็นโลหะธาตุที่ในตำราการสร้างพระโลหะมักเรียกดีบุกว่า”บริสุทธิ์” โลหะดีบุกถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมหลักคู่กับ ส่วนผสมสำคัญกับทองแดง เพื่อทำเป็นเนื้อสัมฤทธิ์หรือเนื้อบรอนซ์ ช่วยให้เนื้อโลหะมีความแข็งแกร่งและหล่อขึ้นรูปได้ดี
ปัจจุบันก็ยังมีความข้อมูลใหม่ทางวิทยาศาสตร์ในการตรวจสอบหาชนิดและปริมาณของโลหะที่เป็นมวลสาร เพื่อช่วยให้สามารถศึกษาได้ละเอียดและแม่นยำมากขึ้นกว่าในอดีต
สีของเนื้อวัตถุมงคลจะเป็นสีดำและผิวเป็นมันวาว ถ้าดูทำมุมสะท้อนกับแสงจะมีสีเหลือบอมคราม หรือน้ำเงิน
แต่เมื่อนำเนื้อมาขัดองค์พระจะเปลี่ยนเป็นสีขาวหรือขาวอมครามแต่พอทิ้งไว้นานๆจะเปลี่ยนกลับไปเป็นสีเทาเหลือบน้ำเงินเข้มหรือสีเทาเหมือนเดิม
เมื่อนำมาตรวจสอบด้วยเครื่องมือก็จะได้ผลลัพธ์ที่ตรงกัน ซึ่งมีทั้งทองแดงและตะกั่วซึ่งจะมีปริมาณรวมกันถึง99%ของมวลสารทั้งหมด ในสัดส่วนที่เท่ากัน1:1หรือใกล้เคียงกันมาก ส่วนที่เหลืออีก0.9%%เป็นดีบุก แมงกานีส และพลวง และอีก0.1%เป็นโลหะ เงิน นิเกิล ซีลีเนียม และสังกะสี
จึงมีการสันนิษฐานว่าเมื่อนำโลหะมาผสมกันจะต้องมีการชั่ง ตวง วัด อย่างแน่นอน
อธิบายในเรื่องของสี มีเหตุผลมาสนับสนุน
โดยอาศัยข้อมูลจากคุณสมบัติและธรรมชาติของโลหะหลัก 2 ชนิดในวัตถุมงคล
ทองแดง มีปริมาณครึ่งหนึ่งของมวลสารหลักมีความถ่วงจำเพาะ8.94 ซึ่งธรรมชาติและคุณสมบัติของทองแดงนั้นเมื่อหลอมเสร็จใหม่ๆจะมีสีแดงอมน้ำตาลและเมื่อทิ้งไว้ให้สัมผัสกับอากาศเป็นเวลานานบริเวณผิวขององค์พระก็จะเปลี่ยนสีเป็นหมองคล้ำและเปลี่ยนเป็นสีเทาอมดำหรือกลับดำ
ตะกั่ว เป็นมวลสารหลักที่มีสัดส่วนเท่ากันกับทองแดงแต่มีความถ่วงจำเพาะมากกว่าทองแดงคือ11.35 ซึ่งหมายความว่าตะกั่วจะมีน้ำหนักมากกว่าทองแดง จากคุณสมบัตินี้ทำให้เวลาโลหะผสมถูกเทลงในพิมพ์จะทำให้ตะกั่วนั้นตกลงมาอยู่ด้านล่างหรือบริเวณที่เป็นผิวขององค์วัตถุมงคลได้มากกว่าทองแดงธรรมชาติและคุณสมบัติของตะกั่วนั้นเมื่อหลอมเสร็จใหม่ๆจะมี”สีขาวอมน้ำเงิน” เมื่อทิ้งไว้ให้สัมผัสอากาศก็จะเปลี่ยนเป็นสีเทาอมครามหรือน้ำเงิน
จากคุณสมบัติของทองแดงและตะกั่วที่กล่าวมาแล้ว ทำให้สามารถนำมาอธิบายสีของพระเนื้อเมฆพัดได้อย่างมีเหตุผลและชัดเจนมากขึ้น
ว่า..สีเทาอมคราม หรือ เทาอมน้้ำเงิน ของวัตถุมงคลเนื้อเมฆพัดนั้นเกิดจากสีของตะกั่วที่อยู่ที่ผิวขององค์พระซึ่งมีปริมาณมากกว่าทองแดงเนื่องจากตะกั่วมีน้ำหนักมากว่าทองแดงเวลาเทลงพิมพ์จึงเคลื่อนลงมาอยู่ด้านล่างหรือที่ผิวได้เร็วกว่าทองแดง ทำให้มองเห็นสีเทาอมครามหรืออมน้ำเงิน เพราะถ้ามีแต่ทองแดงหรือโลหะอื่นที่ไม่ใช่ตะกั่วจะไม่สามารถเห็นสีแววอมครามได้
#ความรู้การผสมโลหะจึงเป็นเรื่องที่มีคุณค่าและสูงส่งมากในอดีต แต่ถูกปิดบัง จึงกลายเป็นองค์ภูมิความรู้ในอดีตที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นศาสตร์ชั้นสูง หรือในทางวิทยาคมเรียกว่า “การแปรธาตุ” หรือ “ #รสายนเวท”
ถ้าใช้เนื้อว่านหรือน้ำว่านผสมก็จะเรียกว่าเรียกว่า การ #หุงรสายว่าน เช่นกัน
อีกประการที่ต้องศึกษา
แร่แต่ละอย่างมีจุดหล่อเหลวไม่เท่ากัน จึงควรศึกษาว่า แร่ชนิดใดหลอมเหลวก่อนเมื่ออุณหภูมิลดลง จึงใส่แร่ชนิดต่อไป ไล่ระดับจุดหลอมเหลวสูงลงต่ำ ตรงนี้ส่วนมากโรงหล่อ จะเก็บเป็นความลับเฉพาะ เพื่อเป็นเคล็ด และการโก่งราคาค่าบริการในการหล่อ เพราะเป็นการหล่อพิเศษ อีกประการพระอาจารย์กับผมก็มีจุดประสงค์เพียงว่าต้องการหล่อพระให้สำเร็จเท่านั้น หาได้สอบถามเกี่ยวกับเคล็ดลับในจุดหลอมเหลวและการผสมธาตุในอัตราส่วนเท่าไหร่
เคล็ดลับเหล่านี้คือความจริงที่น่ากลัวที่เป็นต้นทุนที่สูง กับการรับการันตีจากทางโรงหล่อ ว่าพระจะออกมาสมบูรณ์ หรือถ้ามีการหล่อผิดพลาดทางโรงหล่อก็จะหล่อใหม่และแก้ไขจนสำเร็จจึงมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากๆจนน่ากลัว
เมื่อได้ศึกษาจนได้ข้อมูลและรายละเอียดดีแล้วเกี่ยวกับเนื้อเหล็กที่จะนำมาหล่อเป็นองค์พระจึงเริ่มสะสมเนื้อเหล็กด้วยการอันเชิญด้วยพระอาจารย์เอง
อัญเชิญเหล็กไหลมาจากในถ้ำที่ได้มาแต่ละครั้ง
บางครั้งมากบ้างน้อยบ้างหรือไม่ได้เลย ก็มีเป็นปกติ
#การที่พระอาจารย์เรียน กับอาจารย์ลำยูร คำนาค
(อาจารย์ไข่) ก็เริ่มเรียกได้ทีละ 1 องค์ 1 เม็ดและ สูงสุด 108 เม็ด 108 องค์ จนพระอาจารย์ท่านเริ่มเรียกหรืออัญเชิญได้ครั้งละ 1 กิโลกรัม จนในที่สุดสามารถอันเชิญได้สูงสุด 90 กิโลกรัม ซึ่งใช้การเรียน การสะสมเนื้อเหล็กเป็นเวลา 3 ปีครึ่ง โดยใช้ทุนของพระอาจารย์เองเลยทั้งหมด
ซึ่งการอัญเชิญแต่ละครั้งก็มีเหตุการณ์ต่างๆมากมาย ทั้งในขนาดเข้าถ้ำ ทั้งในขณะอันเชิญ ทั้งในขณะที่นำพากับเนื้อเหล็กมาเก็บไว้ที่วัดหลวงพ่อสด ฯ
หลายครั้งก็เสี่ยงกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นขนาดออกจากถ้ำ และอุบัติเหตุในขณะลำเลียงเนื้อเหล็กกับวัดหลวงพ่อสดฯ การเจ็บไข้ได้ป่วยโรคมาลาเรียอย่างรุนแรง และพาหนะในการชำรุดอย่างหนัก
ซึ่งทุกเหตุการนี้ การทำวิชชาเก็บเหตุในเหตุสะสารธาตุกายสิทธิ์จะต้องกระทำอยู่ตลอดเพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบาหรือไม่ให้ปรากฎเลย
และทุกครั้งผมจะไปกับท่านพระอาจารย์ส่วนลูกหาบหรือคนช่วยไปว่าจ้างกันไปเป็นครั้งๆไป รถที่ใช้ก้อรถผมเองกินนอนบนรถในปั้ม ปตท
และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะต้องต่อสู้ นั่นก็คือกระแสสังคมรอบด้าน ที่มีการโจมตีว่าจะมีการทำเป็นพุทธพาณิชย์บ้าง และเรี่ยรายหาเงินบริจาคออกวัตถุมงคลเพื่อเอารายได้เข้าตัวพระอาจารย์เองกับผม
และการโจมตีกล่าวหาว่าหลอกลวงเรื่องวัตถุเหล็กที่ไม่มีอยู่จริง เป็นของปลอมที่หาซื้อนำมาแสดง
ผมกับพระอาจารย์ก็นิ่งเพื่อให้งานสำเร็จไม่ตอบโต้ใดๆ
แต่ในความเป็นจริงในการอัญเชิญเหล็กทุกครั้ง ผมจะต้องไปกับพระอาจารย์ทุกครั้ง และส่วนมากจะอันเชิญเหล็กในเวลากลางวัน เริ่มตั้งแต่การอัญเชิญได้ทีละ 1 เม็ด 1 องค์จนสูงสุด 90 กิโลกรัม
จึงไม่มีความสงสัยว่าเนื้อเหล็กนี้ได้มาอย่างไรเพราะอันเชิญด้วยพระเวททั้ง 2,000 กิโลเลยทั้งหมด
เมื่อได้เหล็กครบจำนวน 2 ตันก็ดำเนินการสร้างแม่แบบที่จำเป็นใช้แม่แบบพิเศษที่ทนความร้อนสูง เพราะใช้แร่สุริยันราชาด้วย และเก็บรายละเอียดให้ได้มากที่สุด
กระบวนการทำแม่พิมพ์ที่ทนความร้อนสูงๆเทคโนโลยีปัจจุบันใช้เซรามิคเชลล์เคลือบผิวชั้นภายในแบบ เพราะองค์พระที่จะสร้างเป็นพระทรงเครื่อง จึงต้องสร้างเปลือกเซรามิคหุ้มรอบ หุ่นขี้ผึ้ง ขององค์พระพุทธรูป โดยมีขั้นตอนหลัก ๆ
การเตรียมหุ่นขี้ผึ้งและระบบทางวิ่งโลหะ (Wax Pattern & Gating)
นำขี้ผึ้งมาหล่อในแม่พิมพ์ซิลิโคนเพื่อให้ได้ “หุ่นพระพุทธรูปขี้ผึ้ง” ที่มีความคมชัดสูง
ติดตั้ง “ชนวน” หรือทางวิ่งขี้ผึ้ง (Spruce/Gates) เข้ากับองค์พระ เพื่อทำหน้าที่เป็นช่องทางให้ขี้ผึ้งไหลออกตอนอบพิมพ์ และให้โลหะเหลวไหลเข้าไปแทนที่ตอนเททอง
การชุบน้ำสลิงเคลือบผิวตัวแรก (Primary Coating)
นำหุ่นขี้ผึ้งไปจุ่มใน น้ำสลอรี่ (Slurry) ชนิดละเอียด ซึ่งประกอบด้วยกาวซิลิกา (Silica Binder) ผสมกับผงทนไฟเซรามิคเนื้อละเอียด (เช่น Zircon Flour)
น้ำสลอรี่ชั้นแรกนี้จะเข้าไปจับเคลือบผิวภายในและซอกมุมต่าง ๆ ขององค์พระอย่างทั่วถึง เพื่อให้มั่นใจว่าผิวองค์พระด้านในจะเรียบเนียนที่สุด
การโปรยทรายเซรามิคละเอียด (Stucco)
ทันทีที่ยกหุ่นพระขึ้นจากน้ำสลอรี่ (ขณะที่ยังเปียก) จะนำไปเข้าตู้โปรยทรายทนไฟเซรามิค (เช่น Zircon Sand) เม็ดละเอียดให้เกาะติดทั่วทั้งองค์พระพุทธรูป
ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งสนิทในห้องที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้น
มีการชุบและโปรยทรายซ้ำเพื่อเพิ่มความหนา (Secondary Coating)
เมื่อชั้นแรกแห้งแล้ว จะนำไปจุ่มน้ำสลอรี่ซ้ำอีกครั้ง แต่ในรอบถัด ๆ ไปจะเปลี่ยนไปใช้ทรายทนไฟที่มี ขนาดเม็ดหยาบขึ้น (เช่น Fused Silica หรือ Chamotte) เพื่อสร้างความหนาและความแข็งแรงให้กับเปลือกพิมพ์
ทำซ้ำกระบวนการนี้ประมาณ 5–8 ชั้น จนได้เปลือกเซรามิคที่มีความหนาพอประมาณ (ประมาณ 6–10 มิลลิเมตร) เพื่อให้รองรับน้ำหนักและแรงดันของน้ำโลหะเหลวได้
การสำรอกขี้ผึ้งออก (Dewaxing)นำแม่พิมพ์เซรามิคที่แห้งสนิทดีแล้วไปเข้า หม้อต้มความดันสูง (Autoclave) หรือเตาเผาไล่ขี้ผึ้งแบบรวดเร็ว
ความร้อนจะทำให้ขี้ผึ้งที่อยู่ภายในละลายและไหลออกมาจนหมด เหลือทิ้งไว้เพียงช่องว่างภายในที่เป็นรูปร่างพระพุทธรูปอย่างสมบูรณ์ ผิวภายในช่องว่างนี้จึงกลายเป็นเนื้อเซรามิคเคลือบผิวแบบร้อยเปอร์เซ็นต์
การเผาพิมพ์ก่อนนำไปหล่อ (Firing)ก่อนที่จะนำไปเททอง จะต้องนำแม่พิมพ์เซรามิคนี้ไปเผาที่อุณหภูมิสูงประมาณ 800 – 1,000 องศาเซลเซียส เพื่อทำให้เปลือกเซรามิคสุกและแข็งตัวเต็มที่ อีกทั้งยังช่วยกำจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้าง และเตรียมพิมพ์ให้ร้อนพร้อมรับโลหะเหลวโดยไม่แตกหักช็อกจากการเปลี่ยนอุณหภูมิกระทันหัน
ซึ่งการปั้นหุ่นและการสร้างแบบหุ่นทั้งขนาด 5 นิ้วและ 9 นิ้วที่ใช้ในการทดลอง ร่วมสุดท้ายต้นแบบองค์จริงนั้น มีค่าใช้จ่ายสูงมากๆ แต่พระอาจารย์ก็ดำเนินการแต่เพียงผู้เดียวอีกเช่นเดิม
การหล่อองค์พระใช้วิธีคล้ายๆหล่อด้วยวัสดุทองแดงแท้
โดยการหล่อองค์พระด้วยต้องใช้ความร้อนสูงมากๆเนื่องจาก แร่งสุริยันราชามีจุดหลอมเหลวสูงกว่าทองเหลืองทั่วไป และนิยมผสมโลหะอื่นเล็กน้อยเพื่อให้เนื้อโลหะไหลลื่นและขึ้นรูปได้สวยงาม ดังนั้นจึงใช้เหล็กไหลหลายชนิดรวมกัน มี เหล็กไหลวัชรธาตุ,เหล็กไหลเงินยวง,เหล็กไหลสุริยันราชา,เหล็กไหลสุวรรณราชา,เหล็กเปียก
ท้ายสุดใช้ทองเหลืองด้วย
#ขั้นตอนการหล่อองค์พระ
การสุมไฟไล่ขี้ผึ้ง: เผาแม่พิมพ์ด้วยความร้อนเพื่อลนให้ขี้ผึ้งละลายไหลออก1จากพิมพ์จนหมด
การหลอม
จะต้องทำพิธีอัญเชิญกายสิทธิ์ที่อยู่ในแร่ธาตุออกจากแร่ธาตุเดิมเพื่อสถิตอยู่ในสถานที่อื่น เพราะแร่ธาตุที่กายสิทธิ์อยู่นั้นกำลังจะถูกหลอมละลายด้วยความร้อนจึงต้องอัญเชิญกายสิทธิ์ออกจากแร่ธาตุนั้นๆก่อน ซึ่งพิธีนี้พระอาจารย์เป็นผู้อันเชิญ
นำแร่ธาตุต่างๆมาหลอมละลายในเตา ซึ่งใช้เวลานานไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง ใช้ความร้อนสูงมากในการหลอมเหล็กสุริยันราชาและสุวรรณราชา โดยแยกเป็น บ่อๆไป
เมื่อควบคุมอุณหภูมิจนน้ำเหล็กสุริยันราชาและสุวรรณราชาล้อมละลายดีแล้ว ก็จะลดอุณหภูมิลงเพื่อให้ใส่เหล็กไหลเงินยวง หรือเหล็กไหลชนิดต่างๆต่อไป
ตามสัดส่วนที่ได้ทดลองผ่านการหลอมพระองค์ 5 นิ้วและ 9 นิ้วมาแล้ว ว่าสัดส่วนสุริยันราชาเท่าไหร่สุวรรณราชาเท่าไหร่เงินยวงเท่าไหร่ถึงจะออกมาองค์พระสวยไม่มีตำหนิ
การเท
เทน้ำหลอมเหลวลงในแม่พิมพ์ที่เผาร้อนจัดเตรียมไว้ รอจนโลหะเย็นตัวและทุบเบ้าปูนออกเพื่อแต่งผิวองค์พระ
การผสมโลหะ: บางครั้งช่างอาจผสมดีบุกหรือสังกะสีในสัดส่วนน้อย เพื่อช่วยให้เนื้อโลหะไหลเข้าซอกพิมพ์ที่มีรายละเอียดสูงได้ดีขึ้น เช่น เนื้อทองแดงฝาบาตรหรือสัมฤทธิ์
สถานที่ในการหล่อพระองค์นี้
พระองค์108 นิ้วนี้ หล่อที่วัดหลวงพ่อสดธรรมกายารามอำเภอดำเนินสะดวกจังหวัดราชบุรี ในวันที่ 6 มีนาคม โดยแบ่งเทหล่อ 2 ส่วน
โดยส่วนพระเกจเป็นเหล็กไหลช่อทิพย์เงินยวงล้วนๆ
แยกเท ทำเป็นแบบสวมได้
ส่วนพระพักตร์เป็นช่อทิพย์เงินยวงผสมสุวรรณราชา(เหล็กไหลท้องปลาไหล)เทตินต้นไล่น้ำไปจนถึง
ส่วนตัวเนื้อองค์เป็นสุวรรณราชา กับทองเหลือง และเหล็กไหลเงินยวง อัตราส่วน 3 ต่อ 2 ต่อ 1 ที่แยกบ่อหล่อเหลว
ต่อมาอีก 2 ปี
หล่ออีกองค์หน้าตัก 36 นิ้วพร้อมฐาน หล่อด้วยเหล็กไหลสุริยันราชา 100% เต็มองค์
ส่วนฐานสุริยันราชากับทองเหลือง อัตราส่วน 2 ต่อ 1
เมื่อหล่อเสร็จสมบูรณ์ก็นำไปตกแต่งที่โรงหล่อพระพร้อมขัดเงา
แล้วนำพระไปประดิษฐานที่วัดศิลาอาสน์ อำเภอหนองกุงแก้ว จังหวัดหนองบัวลำภู
สุดท้ายนี้จึงขออนุโมทนากับพระอาจารย์ท่านที่ทุ่มทั้งแรงกายกำลังทรัพย์เวลาในการหล่อพระครั้งนี้
และสุดท้ายของการที่ดำเนินการหาเหล็ก 2 ตันนี้ที่เข้าถ้ำบ่อยๆ และเข้าไปแต่ละครั้งเป็นเวลานาน และติดต่อกันหลายวัน พระอาจารย์กับผมก็ได้ป่วย ด้วยโรคมะเร็งปอด โดยพระอาจารย์ตรวจพบก่อนระยะ 3 จึงรีบนำการรักษา และปัจจุบันก็หายและใช้ชีวิตปกติ ส่วนผมเป็นระยะ 2 ก็ทำการรักษาและใช้ชีวิตปกติในปัจจุบัน
เมื่อโครงการมีสำเร็จผมและท่านจึงวางมือจากการเข้าถ้ำอัญเชิญเหล็กไหลทันที
ส่วนตัวผมเองกับประสบการณ์ที่อยู่กับครูบาอาจารย์ทั้งหลวงป๋าทั้งหลวงพ่อหวลเกี่ยวกับเหล็กไหลตัดสด และกลับพระอาจารย์ และอาจารย์ปูไข่ลำยูร คำนาค สายเหล็กไหลอัญเชิญ ก็ได้รู้ได้เห็นพอสมควรดีพอแล้วเพื่อเป็นประสบการตรง และที่ต้องระวังอย่างมากคือความโลภอยากเป็นเจ้าของ อยากมีเพื่อกิเลสตน มีเพื่อแสวงหาให้ได้มาซึ่งทรัพย์ หรือบริวาร จนเกิดความหลงตัวหลงตน เป็นสิ่งนี้น่ากลัวนัก
ศูนย์การเรียนรู้ศึกษาในครั้งนี้ก็เพียงช่วยเหลืองานพระศาสนานี้ เสร็จงานแล้วจบ
ผมเองซึ่งมีต้นทุนที่ต่ำอยู่แล้ว ประสบปัญหาหลายอย่างทั้งเรื่องครอบครัว ทั้งเรื่องอาชีพการงานซึ่งทุกอย่างพังหมด เพราะมัวเสียเวลาไปกลับการเดินเสาะแสวงหาข้อมูลจนถึงจะต้องเดินทางอยู่ตลอด สุดจึงวางมือ
แต่ก็ไม่เริ่มอาชีพเกี่ยวกับความเชื่อความศรัทธาบูชาวัตถุมงคลใดๆประกอบสัมมาอาชีพรับจ้างทั่วไปตามปกติ
ผมปฏิเสธการเป็นหมอเหล็ก ที่ศึกษามาทั้งหมดก็เพราะเพียงแค่อยากจะรู้ และช่วยงานพระอาจารย์
ครับสุดท้ายก็ไม่มีอะไรจริงๆกับแร่กายสิทธิ์ต่างๆ
ก็แค่แร่ธาตุ และการพัฒนาแร่ธาตุก็แค่นั้น หาได้วิเศษมากมายอะไร นอกเสียจากได้รับการปรับปรุงแก้ไขธาตุในแร่ธาตุนั้นๆ อธิษฐานจิตให้คุณธรรมนั้นๆบังเกิดในแร่ ให้มีคุณพิเศษบังเกิดขึ้นในแร่ธาตุนั้นๆ ก็เท่านั้น
#และในสมัยนี้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย การเล่นแร่แปรธาตุ จึงสามารถพัฒนาการวิธีการทำได้ด้วยการหล่อแบบวิทยาศาสตร์ทั่วไป มีรูปลักษณ์ผิวพรรณสวยงามมากมาย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่ทุกท่านจะได้ของเทียมมา
เมื่อท่านได้มา ก็นำมามอบให้แก่ครูบาอาจารย์ที่เคารพของท่านเพื่อผ่าน และสสารธาตุ อธิษฐานจิต ก็จะกลายเป็นธาตุกายสิทธิ์เสมอของจริง
แร่ธาตุไหนก็ตามเมื่อผู้ที่มีวิชชา มีคุณธรรมมีญาณมีบารมีเพียงพอสร้างได้อธิษฐานจิต แร่ธาตุนั้นหรือวัตถุมงคลนั้น ก็จะมีฤทธิ์มีพลานุภาพตามศักยภาพของผู้ที่ปรุงแต่งอธิษฐานจิตของแต่ละอาจารย์
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกใบนี้ไม่จีรังยั่งยืน และยังมีสิ่งอื่นๆซึ่งเรายังไม่รู้ซึ่ง เรายังไม่เห็น เราก็ไม่กล้าปฏิเสธว่าสิ่งนั้นมันไม่มีจริง
แม้แต่ธาตุกายสิทธินี้ทุกอย่างมันเป็นเพียงธาตุ ที่แสวงหาความเป็นอมตะ การที่สายวิชชาธรรมกาย ใช้ธาตุกายสิทธิ์ต่างๆ มีทั้งหินหยก ทั้งแก้วจุยเจีย ทั้งอัญมณีต่างๆสูงสุด คือเหล็กไหลในการช่วยในการทำวิชชา การสะสารธาตุธรรมสุดละเอียด แล้วไขยขึ้นตั้งฝังสุขสมบูรณ์บริบูรณ์วิชชาเป็นวนขวา ก็เพื่อเสริมในการทำวิชชาของผู้ที่ได้ครองครอง
นั้นก็เพราะเพื่อเป็นอุบายธรรม เป็นปริศนาธรรม
ให้ผู้ครอบครองกายสิทธิ์ กลั่นธาตุกลั่นธรรม ชำระล้างธาตุธรรม มีธาตุทั้ง 4 (ดิน น้ำ ไฟ ลม) แยกธาตุแยกธรรมออกมากลั่น ล้างกายภายในกาย ใจ ดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ และธาตุธรรมภายในให้สะอาดบริสุทธิ์ จนสุดละเอียดจนถึง กลางกำเนิดธาตุเดิม กลั่นให้บริสุทธิ์ เพื่อให้เหลือแต่ “ธาตุล้วน ธรรมล้วน” ที่มีความบริสุทธิ์สูงสุด ชำระล้าง กิเลส อวิชชา และวิบากกรรมที่ตกค้าง หรือฝังลึกอยู่ในธาตุธรรมของตนเอง ให้ขันธ์ 5 ร่างกายนี้ศักดิ์สิทธิ วิสุทธิที่สุดให้ได้ โดยมีกายสิทธิ์ช่วยสร้างเสริมบารมีให้กันและกัน ให้เป็น วิสุทธิธาตุ วิสุทธิธรรม เป็นธาตุขันต์กายเนื้อที่วิสุทธิ เป็นเพชร เข้าสู่พระนิพพานเป็นทั้งสังขารนี้เลย ตามเจตนารมณ์ของหลวงพ่อสดซึ่งเป็นองค์ต้นธาตุ
สุดท้ายก็สรุปลงเรื่องการปฎิบัติ
การปฎิบัติไม่ใช่มีใว้แค่ โอ้อวด ข่มผู้อื่น หรือ เพียงแสวงหาลาภสักการะ ดึงศรัทธา บริวาร เข้าตัว
การปฎิบัติ หมายถึงการ ฝึกฝนตนเองอยู่สม่ำเสมอ มีความเพียร ความมานะ จนเกิดความเคยชิน เป็นการสร้างบารมี ที่มีการสะสมมาหลายๆภพชาติในอดีต และยังอธิษฐานสืบไปถึงอนาคตภายภาคหน้าอีกด้วย นี่แหละ ปณิธาน ที่จะต้องสร้าง สะสมบารมีกันไป
ข้อสำคัญ การปฎิบัติ ไม่ใช่สิ่งที่จะเร่งรีบ แต่คือควรทำให้เป็นวัตรปฎิบัติจนกลายเป็นอุปนิสัย ในชีวิตประจำวัน กันครับ
จึงได้รวบรวมเป็นข้อมูลเขียนมาทั้ง 3 ep นี้โดยสรุปเพื่อมีการสืบค้นต่อไปในอนาคต ไม่หลงงมงายแสวงหาในวัตถุมงคล และหาใช่อวดอ้างยกตนก็หาไม่ เพียงแต่ที่เขียนมาเพื่อเป็นวิทยาทานในการศึกษา
อ.เกรียง นาคสิงห์

องค์นี้อยู่ที่วัดไหนครับ สวยจัง
วัดศิลาอาสน์ หนองบัวลำภู บ้านเกิดอาจารย์พระครู สุริยันราชาทั้งองค์

























