Kriangsak Chutongrat
เนื้อหาที่สร้างโดย AI
·
22 ชั่วโมงที่แล้ว
วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2026 เวลา 13:00 น.22 ชั่วโมง ·
EP8.#การรักษาใจ ของท่านที่ไม่เห็นดวง ไม่เห็นกาย
ในวันกฐินวัดหลวงพ่อสด ที่ผมออกโรงทาน พอดีมีคนที่เคยรู้จัก ได้เข้ามาถามถึงผลการปฏิบัติก็ดี การเห็นนู่นเห็นนี่ภายในวัดก็ดี
ผมก็ได้ตอบไปว่า จะเอาอะไรกับผมมากมายกับผู้ชายธรรมดาๆแก่ๆคนนึง ปีหนึ่งมาวัดสองหน จะเห็นอะไรจะรู้อะไร ที่ละเอียดๆหรือสุดละเอียดมากมาย ทำใจนิ่งๆใสเป็นพอครับ
#หลวงป๋าเคยสอนการรักษาใจแบบคนที่ไม่เห็นดวง
การรักษาใจตามหลักวิชชาธรรมกาย สำหรับผู้ที่ฝึกสมาธิแล้ว “ยังไม่เห็นดวงธรรม” หรือยังไม่เห็นนิมิตอะไรเลย มีหลักการสำคัญคือ #การวางใจให้สบาย ไม่บังคับ ไม่เพ่ง ไม่เกร็ง ไม่ต้องพยายาม “อยากเห็น”
ความอยากเห็น (โลภะหรือความอยาก) จะเป็นตัวกั้นสมาธิ หลวงป๋าและครูบาอาจารย์มักย้ำว่า ยิ่งอยากเห็นยิ่งไม่เห็น ให้เปลี่ยนจากความอยากเป็นการ “ทำใจให้สบาย” วางอารมณ์ให้เบิกบานเป็นพอ
แล้วหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกาย กำหนดใจนิ่งๆ ไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 (บริเวณเหนือสะดือสองนิ้วมือ) อย่างเบาๆ สบายๆ ไม่ต้องใช้กำลังตาหรือกำลังใจในการบังคับให้รู้สึกสบายเป็นหลัก
#การวัดผลความก้าวหน้าไม่ได้วัดที่ “การเห็นดวง” ด้วยตาเนื้อ หรือตาในเสมอไป
แต่วัดที่ “ความรู้สึกสบาย ใจโปร่ง โล่ง สงบ และมีความสุข” #ถ้าทำแล้วใจสบาย ถือว่ามาถูกทางแล้ว ความเห็นหรือสิ่งที่เห็นยังไม่ใช่สาระเท่ากับการเสพความสุขเพื่อขจัดกิเลสภายในใจ
ให้รักษาความสบายนั้นให้นานที่สุด ไม่ต้องไปคิดสงสัยว่าดวงจะมาตอนไหน แค่รักษาความรู้สึกสบายและนิ่งนั้นไว้เรื่อยๆ ในทุกอิริยาบถที่ใช้ในชีวิตประจำวัน”ทำใจเย็น ๆ วางใจนิ่งเฉย และอย่าละความเพียร”
และเมื่อฝึกฝนแล้วยังไม่เกิดการเห็นภาพภายใน (คือดวงแก้วหรือองค์พระ) หลวงป๋าได้ให้คำแนะนำเพื่อประคองใจไว้ดังนี้ครับ
ให้วางใจไว้ที่ศูนย์กลางกายเฉย ๆ ไม่ต้องคาดหวัง
ทำใจนิ่ง ๆ เย็น ๆยิ่งถ้านึกภาพดวงแก้ว หรือองค์พระไม่ออก ก็ไม่ต้องพยายามบีบคั้น หรือเพ่งจนเครียด ให้ภาวนา “สัมมาอะระหัง” ไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง โดย #นึกให้เสียงคำภาวนาดังสะท้อนออกมาจากศูนย์กลางกายอย่างสบายใจ
เราท่านทั้งหลายต้องเข้าใจเรื่อง “#เหตุปัจจัย” และจริตที่ต่างกัน
การเห็นช้า หรือเร็ว ขึ้นอยู่กับบารมีเก่าด้วย
หลวงป๋าเคยปรารภว่า จิตใจและอารมณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน #บางคนสร้างสมเหตุปัจจัยและสร้างบารมีด้านนี้มาต่างกัน ทำให้บางคนเห็นเร็ว บางคนเห็นช้า
หลวงป๋าเคยเล่าว่า
#ตัวท่านเองก็ต้องอาศัยการทำอย่างเต็มที่อยู่นานหลายปีกว่าจะเห็น หรือแม้แต่ลูกศิษย์รุ่นเก่า ๆ บางท่านนั่งสมาธิมาตั้งแต่วัยสาวจนถึงวัยชราก็ยังไม่เห็น แต่เมื่อใจปล่อยวางและทำความเพียรไปเรื่อย ๆ พอถึงเวลาที่ประกอบด้วยเหตุปัจจัยที่ถูกต้อง (เช่น ตอนป่วยใกล้ตายที่ใจปล่อยวางสิ่งภายนอกทั้งหมด) ใจจะหยุดนิ่งได้ถูกส่วนและดวงธรรมจะปรากฏขึ้นมาเองในที่สุด
ที่สำคัญ ยึดมั่นในทางที่ถูกแล้วเดินหน้าอย่างเดียว หากเรามั่นใจ และเห็นว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ถูกต้องเหมาะสมดีแล้ว ให้เดินหน้าทำไปเรื่อย ๆ จนตายโดยไม่ต้องเปลี่ยนแนวทาง
” #หลวงป๋า” ในสมัยที่ท่านยังเป็นคฤหัสถ์ (อาจารย์เสริมชัย พลพัฒนาฤทธิ์) ท่านเริ่มปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังในขณะที่พำนักอยู่ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา
ก่อนที่ท่านจะเดินทางไปทำงานที่สหรัฐอเมริกา ท่านได้เข้าอบรมรายการอบรมพระกัมมัฏฐานที่วัดธาตุทอง
เมื่อกลับไปถึงอเมริกา ท่านได้ตั้งใจฝึกสมาธิด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอทุกคืน โดยน้อมใจจรดนิ่งไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 บริกรรมคาถา “สัมมาอรหัง”
วันละ 1 ชั่วโมง ทุกๆ คืนก่อนเข้านอน
ใช้เวลาฝึกปฏิบัติภาวนาธรรมอย่างจริงจังแบบนี้ ประมาณ 2 ปี 10 เดือน (เกือบ 3 ปี) จึงจะเห็นดวงปฐมมรรค
ท่านเริ่มตั้งใจฝึกภาวนาตามแนววิชชาธรรมกายอย่างจริงจังตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2513 โดยหมั่นกำหนดบริกรรมภาวนาและบริกรรมนิมิตในทุกอิริยาบถ
พอท่านกลับมาทำงานที่ประเทศไทย ในประมาณเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2516 (เวลาประมาณ 13.00 น.) ขณะที่ท่านกำลังนั่งภาวนาอยู่บนรถโดยสารประจำทางเพื่อไปจัดรายการอบรมพระกัมมัฏฐานที่วัดธาตุทอง ใจของท่านได้ “หยุด” และ “ตกศูนย์” จนเห็นดวงปฐมมรรคใสสว่างที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 มากยิ่งขึ้นอีกครั้ง
หลังจากเห็นดวงปฐมมรรคดีแล้ว ต่อมาในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2516 ท่านจึงได้เข้าถึง “พระธรรมกาย” ในที่สุด
#หลวงป๋าได้ต่อ 18 กายในขณะที่ช่างตัดผม ได้ตัดผมท่าน
โดยท่านมักจะยกเรื่องราวในพุทธประวัติ และประสบการณ์การปฏิบัติมาอธิบายเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนเสมิอๆ
การทำสมาธิหรือเจริญวิชชา 18 กายในขณะที่มีคนกำลังตัดผมให้นั้น สอดคล้องกับพุทธประวัติของ พระอุบาลีเถระ (อดีตช่างกัลบกหรือช่างตัดผมของเหล่าศากยราช) ที่ในอดีตตอนที่ท่านยังเป็นช่างตัดผม ได้ทำการปลงผม (ตัดผม) ถวายพระพุทธเจ้า
ในขณะที่ตัดผมนั้น พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พระอุบาลีกำหนดลมหายใจ และพิจารณากาย (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน)
พระอุบาลีได้ปฏิบัติตาม ดำดิ่งเข้าสู่สมาธิตามลำดับขั้น (เข้าถึงกายในกายและธรรมในธรรม) จนกระทั่งเมื่อตัดผมเสร็จสิ้น พระอุบาลีก็สามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ในขณะนั้นเอง
หลวงป๋าท่านมักเน้นย้ำว่า การเจริญวิชชาธรรมกาย 18 กาย #ไม่จำเป็นต้องทำเฉพาะตอนนั่งหลับตาในห้อง
แต่สามารถทำได้ทุกอากัปกิริยา ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน หรือในขณะที่ทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น ตอนนั่งให้ช่างตัดผม
การตรึกระลึก ในขณะที่นั่งนิ่งๆ บนเก้าอี้ตัดผม เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหวไปไหน เหมาะอย่างยิ่งในการทอดตาใน (ตรึกนึก) ไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7
จากนั้นทำการ “ต่อกาย” หรือ “เดินวิชา 18 กาย” (ตั้งแต่กายมนุษย์ กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม ไปจนถึงกายธรรมพระอรหัต) ซ้อนเข้าสู่ศูนย์กลางของกันและกันไปเรื่อยๆ
การทำเช่นนี้นอกจากจะทำให้จิตใจนิ่ง สงบ ไม่ฟุ้งซ่านไปกับเสียงปัตตาเลี่ยน หรือสิ่งเร้าภายนอกแล้ว ยังเป็นการกลั่นธาตุธรรมให้สะอาดบริสุทธิ์อยู่ตลอดเวลา และเป็นการสะสมอริยทรัพย์ในทางธรรมในทุกๆ นาทีของชีวิต
การปฏิบัติ
จากนั้นท่านจึงได้กลับมาฝากตัวเป็นศิษย์ และสืบทอดวิชชาธรรมกายชั้นสูงต่อจากพระราชพรหมเถร (หลวงพ่อวีระ คณุตฺตโม) รองเจ้าอาวาสและอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในเวลาต่อมา
ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ยังไม่เห็นอยู่มองไม่เห็นกายก็ยังไม่ท้อ อยากให้ความโลภเข้ามาบงการในการเห็นของธรรมะปฏิบัติ
ส่วนผู้ที่กระทำได้หรือที่ชอบกล่าวว่าเป็นผู้ทำวิชชา ที่อ้างตัวว่าเห็นรู้
การอ้างตัวว่าสำเร็จ “วิชชาธรรมกาย” (หรือสมาธิสายอื่น) แล้วแสดงตน
#การอ้างความรู้เห็นเหนือธรรมชาติ ผลเสียทางธรรมและความผิดเพี้ยนของสายวิชา
ในมุมมองของผู้ปฏิบัติและผู้สืบทอดวิชชาธรรมกาย (ตามแนวทางเดิมของหลวงปู่สด วัดปากน้ำ)
ผู้ที่อวดอ้างทำให้สายวิชาหลักวิชาที่ถูกต้องเพี้ยนไป
ตกเป็นเหยื่อของกิเลส ติดอยู่กับ “ภาพเห็น” ทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดความหลงตนเอง #จนละเลยการขัดเกลากิเลส โลภ โกรธ หลง ชักจูงให้คนเชื่อหลงทิศทาง หันไปพึ่งพาปาฏิหาริย์แทนที่จะพึ่งพาการทำความดีตามหลักกฎแห่งกรรม
คนเหล่านี้จึงมักจะถูกเซฟของวิชาธรรมกายเก็บฤทธิ์เก็บบารมีที่สั่งสมมาไป
คำว่า “#ถูกเซฟ” ในวิชาธรรมกาย เป็นคำศัพท์เฉพาะกลุ่มปฏิบัติธรรมระดับลึกๆ ซึ่งมีความหมายตรงข้ามกับคำว่า Safe (ปลอดภัย) ในภาษาอังกฤษอย่างสิ้นเชิง
แต่คำว่า “เซฟ” ในที่นี้มาจากคำว่า “Safe” ที่แปลว่า ตู้เซฟ หรือ การถูกกักขัง/ขังลืม
“#การหลงตัวจนกระทั่งถูกเซฟ” สามารถอธิบายได้ดังนี้ครับ
“ถูกเซฟ”ในการเดินวิชาชั้นสูง เชื่อว่าหากผู้ปฏิบัติธรรมเกิดความ “หลงตัว” (คิดว่าตนเองเก่งกล้า มีวิชาเหนือผู้อื่น หรือนำวิชาไปใช้ในทางที่ผิด/บิดเบือน) ผังสำเร็จเครื่องธาตุ เครื่องธรรมผังวิชาเป็น จะทำการลงโทษด้วยการ “เซฟ” สภาวะที่เกิดขึ้นของ จิตหรือกายละเอียดของผู้ปฏิบัติคนนั้นจะถูกจับขังไว้ใน “ตู้เซฟ” (พื้นที่กักกันทางจิต) ทำให้ไม่สามารถเดินวิชาต่อได้ จึงถูก “ขังเซฟ” หรือ “เก็บเข้าเซฟ” เพื่อไม่ให้สร้างความเสียหายแก่สายวิชชาอีกต่อไป
รัศมีกำลังฤทธิ์ของดวงเห็นจำคิดรู้ หรือความรู้เห็น (ทิพพจักษุ/ญาณทัสสนะ) จะถูกปิดบังหรือตัดขาด ทำให้ปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้า หรือกลายเป็นผู้ “เดินวิชาต่อตีนโจร” (ทำวิชาผิดเพี้ยนโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์)
สาเหตุหลัก: การหลงธรรม / หลงตัว จนถูกเซฟ มักเกิดจากกิเลสละเอียดที่เรียกว่า “#ธัมมุทธัจจะ” (ความฟุ้งซ่านในธรรม หรือการหลงในผลของการปฏิบัติ)
เช่น: สำคัญตนผิด: เมื่อปฏิบัติจนเห็นดวงใส เห็นกายภายใน เข้าถึงอายตนะนิพพาน หรือเริ่มมีทิพพจักษุ ก็เกิดความภูมิใจ คิดว่าตนเองบรรลุคุณวิเศษหรือเก่ง ไม่ยอมศึกษาตำราดั้งเดิม คิดว่าสิ่งที่ตนเอง “เห็น” เป็นเรื่องจริงแท้ทั้งหมด จนทำให้วิชามัวหมอง
ติดในอำนาจนำความรู้หรือสภาวะธรรมที่ได้ไปแสวงหาลาภยศ ชื่อเสียง หรือใช้ในทางที่สนองกิเลสตัวเอง
อาการ “หลงธรรมจนรู้สึกว่าตัวเองถูกเซฟ/ถูกลงโทษ” มักส่งผลกระทบต่อจิตใจค่อนข้างรุนแรง จะความเครียด และสับสน ผู้ปฏิบัติจะรู้สึกอึดอัด เหมือนมีอะไรมาปิดกั้นจิตใจ ขัดเคืองใจ และฟุ้งซ่าน
ความโดดเดี่ยว
#เหตุแห่งการ หลงตัว
เกิดจากการที่ผู้ปฏิบัติสมาธิจนได้ญาณทัศนะในระดับหนึ่ง แล้วเกิดกิเลสตระกูล “มานะ” (ความถือตัว) และ “ธัมมุทธัจจะ” (ความหลงธรรม) คิดว่าตนเองบรรลุคุณธรรมสูงส่ง มีวิชาแกร่งกล้ากว่าผู้อื่น หรือคิดว่าตนเองสามารถต่อยอดวิชาขึ้นมาเองได้
จนนำไปสู่การสอนวิชชาผิดเพี้ยนไม่ปฏิบัติตามตำราหลักวิชชาเดิม แต่อ้างนิมิตส่วนตัว
แบบนี้เรียกว่า #การเดินวิชชาต่อตีนโจร: หรือเปิดช่องให้ “ธรรมภาคกลางดำ” (ฝ่ายอกุศล/ภาคมาร) เข้ามาแทรกซึมและครอบงำจิตใจโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ถึงการประมาทในกาย วาจา ใจ ใช้ความรู้ทางวิชาไปทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม หรือแสวงหาลาภยศสรรเสริญ
#ความหมายของการถูกเซฟ (ขังเซฟ)
ในตำราวิชชาชั้นสูง (เช่น มรรคผลพิสดาร) คำว่า “เซฟ” (Safe) ถูกนำมาใช้เปรียบเปรยถึง ห้องขังหรือระบบกักกันทางจิตวิญญาณของธาตุธรรมภาคขาว
จะสูญเสียอานุภาพทางใจ ญาณทัศนะที่เคยเห็นจะมืดดับลง ไม่สามารถเดินวิชชาชั้นสูงได้อีก หรือถูกกักขังดวงสิทธิ์ และกำลังบุญในละเอียดไว้ ทำให้ไม่สามารถสร้างความเสียหายหรือเผยแผ่วิชชาที่บิดเบือนได้
เรื่องนี้ตรงกับคำสอนและประกาศิตเด็ดขาดของหลวงปู่วัดปากน้ำที่มักถูกหยิบยกมาเตือนสติศิษย์อยู่เสมอว่า “ผิดอะไร ผิดได้ แต่ วิชชาผิด ข้าไม่เลี้ยง!” #เพราะบุคคลเหล่านี้คือฝ่ายมาร
ฝ่ายมารก็มีโครงสร้าง 18 กายที่เหมือนกัน
ในทัศนะของวิชชาธรรมกาย ทั้งมนุษย์ พระพุทธเจ้า และมาร ต่างมีกายซ้อนกายอยู่ภายในเหมือนกันทั้งหมด:
ฝ่ายพระ (ภาคขาว/ภาคบุญ) มี 18 กาย ตั้งแต่กายมนุษย์หยาบ-ละเอียด ไปจนถึงกายธรรมพระอรหัตต์หยาบ-ละเอียด
ฝ่ายมาร (ภาคดำ/อวิชชา): มี 18 กายในสัดส่วนและชื่อเรียกขนานกัน แต่เป็นฝ่ายที่ปรุงแต่ง “อวิชชา” หรือกิเลสตรึงไว้ในแต่ละชั้นกายเพื่อปกครองสัตว์โลก
ความแตกต่างของรูปลักษณ์และเนื้อธาตุ
แม้จำนวนกายจะเท่ากัน แต่ลักษณะเนื้อแก้ว และสีของพระกายจะตรงกันข้าม
พระกายขาวใสเป็นแก้วจักรพรรดิ์ ประดุจเพชรใสสะท้อนแสง มีเกตุดอกบัวตูม
พระพุทธเจ้าภาคมาร
พระกายเป็น “สีดำนิล แต่ใสเป็นแก้ว” (เกตุดอกบัวตูมเช่นกัน) รูปร่างสัณฐานเหมือนกันแต่เนื้อธาตุเป็นภาคดำ
#สำหรับผู้ที่ทำวิชาที่เริ่มรู้ตัวว่าตัวเองกำลังหลงวิชา การยกตนอวดอ้างการมองเห็นต่างๆ จนเผลอสติ เมื่อมีบุคคลมาเตือน ควรรับคำเตือนนั้นดั่งรับน้ำอมฤต
ให้รีบกลั่นตัวเองให้ไปถึงอัสนีธาตุกรด อันเป็นกลไกการ “ย่อย แยก ละลาย” ก็จะเกิดขึ้น
ในวิชชาธรรมกายระดับกลางถึงระดับสูง มีกรรมวิธีที่เรียกว่าการ “ตรวจรู้ญาณทัสสนะ” เพื่อป้องกันมารจำแลงแปลงกายมาหลอกลวงจนหลงผิด
ผู้ปฏิบัติจะใช้อาราธนากายธรรมพระอรหัตต์สุดละเอียด พิสดารกายซ้อนศัพท์ทับทวีสุดกายอยากได้ละเอียด จนถึงองค์ต้นในต้น
เมื่อสุดละเอียดดีแล้วให้อธิษฐานณศูนย์กลางกายสุดละเอียดเป็นอัศนีธาตุกรด (มรรค แก๊ส กรด ไอ อัศนีย์ธาตุ) เข้าไปที่ศูนย์กลางกาย (ฐานที่ 7) ของกายที่มาปรากฏ กัดกินอะไรซ้ายขวาหน้าหลังล่างบน
หากเป็น พระพุทธเจ้าตัวจริง (ภาคขาว) พระกายจะไม่มีวันละลาย หรือเสื่อมสลายไปตามแรงระเบิด/ผ่า/ละลายนั้น
แต่ถ้าเป็น มารแปลงมา หรือกายฝ่ายดำ กายนั้นจะถูกย่อย แยก แยกธาตุแยกธรรม และละลายหายสิ้นไป
ในวิชาธรรมกาย การทำใจให้ใส ไม่ขุ่นมัว ดำมืด ถือเป็นหัวใจ และกุญแจสำคัญที่สุด ในการเข้าถึงพระธรรมกาย และ ศึกษา
เนื่องจากหลักการพื้นฐานของวิชชานี้ขับเคลื่อนด้วยกฎแห่งความบริสุทธิ์ และความใสสว่าง
#เหตุผลสำคัญที่ต้องทำใจให้ใสสะอาด และไม่ขุ่นมัว มีดังนี้ครับ
“ใจใส” คือเครื่องมือในการเข้าถึงดวงธรรมและกายภายใน ตามหลักวิชชาธรรมกาย ใจที่มีปกติผ่องใส (ปภัสสร) มักถูกบดบังด้วยกิเลส นิวรณ์ และความฟุ้งซ่าน การฝึกใจให้หยุดนิ่งที่ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 จะช่วยกลั่นใจให้ใสเหมือนเพชร
เมื่อใจใสและหยุดนิ่งอย่างถูกส่วน จึงจะสามารถเห็น “ดวงปฐมมรรค” หรือดวงธรรมเบื้องต้น และเข้าถึงกายธรรมภายใน (พระธรรมกาย) ที่มีความสว่างไสวบริสุทธิ์ได้ หากใจขุ่นมัวหรือดำมืด ก็เหมือนกระจกที่สกปรกชัตเตอร์ปิดกั้น ทำให้ไม่สามารถมองเห็นหรือเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้เลย
“ความสว่างใส” เป็นสภาวะที่เกิดวิชชา ในขั้นการปฏิบัติวิชชาธรรมกายชั้นสูง ทุกขั้นตอนต้องอาศัย ความสว่างใส
เมื่อใจใสสะอาดอย่างยิ่ง จะเกิดความสว่างไสวภายใน
ความสว่าง คือ ญาณทัสนะ เป็นเครื่องมือในการเห็น (เห็นอดีต เห็นภพภูมิ หรือเห็นธรรมตามความเป็นจริง) และนำไปสู่ความรู้แจ้ง (วิชชา 3 หรือวิชชาธรรมกาย)
หลวงปู่สด จนฺทสโร (พระมงคลเทพมุนี) เคยให้หลักไว้ว่า ทุกอย่างในทางธรรมนั้น “แพ้ความสว่างใส” หากใจมืดมนขุ่นมัว วิชชาก็เดินต่อไม่ได้
ใจใสดึงดูดบุญศักดิ์สิทธิ์
ใจมืดดึงดูดบาปอกุศล
สภาพใจมนุษย์ส่งผลโดยตรงต่อวิบากกรรมและพลังงานรอบตัว
ถ้าใจใส จะดึงดูดพลังงานบุญ กระแสความสุข และความสำเร็จมาสู่ชีวิต เป็นใจที่พร้อมจะรองรับอานุภาพของบุญบารมี
ถ้าใจขุ่นมัว/ดำมืด: จะกลายเป็นช่องทางให้บาปศักดิ์สิทธิ์และกิเลสเข้าครอบงำ ทำให้เกิดความทุกข์ คิดลบ และสร้างกรรมชั่วได้ง่าย ซึ่งขัดขวางความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมโดยสิ้นเชิง
สรุปสูตรการรักษาใจในวิชาธรรมกาย
เพื่อให้ใจใสอยู่เสมอ ผู้ปฏิบัติจึงต้องยึดหลัก “ทำใจหยุด ทำใจนิ่ง ทำใจใส เข้ากลางของกลาง”
โดยไม่ว่าจะเจอเหตุการณ์ภายนอกที่กระทบกระทั่งอย่างไรก็ตาม จะต้องรีบดึงใจกลับมาไว้ที่ศูนย์กลางกาย นึกถึงดวงแก้วใสหรือองค์พระใสๆ เพื่อกลั่นใจให้กลับมาบริสุทธิ์ผุดผ่องเร็วที่สุดครับ
การทำใจให้ใสไม่ขุ่นมัวดำมืดจึงสำคัญในวิชาธรรมกายการทำใจให้ใสไม่ขุ่นมัวดำมืดจึงสำคัญในวิชาธรรมกาย เนื่องจากสภาพธรรมชาติเดิมแท้ของใจมนุษย์นั้นมีความสว่างใส และบริสุทธิ์อยู่แล้ว (ประภัสสร) แต่ถูกปิดบังไว้ด้วยกิเลส อาสวะ และนิวรณ์ต่าง ๆ
ความสำคัญของการรักษาใจให้ใสในวิชาธรรมกายสรุปได้ว่า
เป็นพื้นฐานของการปฏิบัติสมาธิ ใจที่ขุ่นมัว ฟุ้งซ่าน หรือเศร้าหมอง เปรียบเสมือนน้ำขุ่นที่มองไม่เห็นก้นบึง เมื่อใจนิ่งและใส จะสามารถรวมใจเข้าไปสู่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ได้ง่ายขึ้น
หากใจมีความสว่างและบริสุทธิ์พอ จะมีอานุภาพดึงดูดกระแสบุญ นำพาชีวิตไปสู่ความสุข และเป็นทางเชื่อมไปสู่การเข้าถึงพระธรรมกายภายในตัว ส่งผลให้การสร้างกรรมดี และส่งผลต่อภพภูมิ ใจที่ผ่องใสจะนึกคิดและกระทำแต่สิ่งที่ดีงาม หากละโลกไปในขณะที่ใจใสสว่างย่อมมีสุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไป
แต่หากปล่อยให้ใจมืดดำหรือขุ่นมัวด้วยความโกรธ ความโลภ หรือความเศร้าหมอง ย่อมดึงดูดวิบากกรรมไม่ดี
อ. เกรียง นาคสิงห์










