Kriangsak Chutongrat
EP2. #วัดพุทไธศวรรย์ และ #วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม 2 วัดนี้มีความสำคัญกับข้าพเจ้า
ก็ตามธรรมดาพระใหม่ชั้นผู้น้อยครูอาจารย์ใช้หรือให้ทำอะไรก็ต้องปฎิบัติ
หน้าที่หลักยังไม่มี เพราะมาจากชนบท แถมวุฒิความรู้ต่ำ มีแต่ทักษะของการซ่อมบำรุงเท่านั้น
ผมเมื่อบวชขณะนั้นมีการอบรมกรรมฐานประจำปีผมบวชมาทัน 5วันสุดท้ายดี ก็ได้รับหนังสือมรรคผลพิสดารทั้ง 3 เล่ม พร้อมกับเทปปฏิบัติภาวนาเบื้องต้นเบื้องกลางเบื้องสูง 12 ม้วน
จากนั้นก็มีหน้าที่ภายในวัดที่จะต้องทำ คือ สมัยนั้นมีการนั่งสมาธิภายในวัดสำหรับผู้ที่ปฏิบัติดีหรือผู้ที่ทำวิชานั่งกัน 24 ชั่วโมงโดยแบ่งเป็นกะๆไป
แต่ผู้ปฏิบัติที่เห็นผลพอสมควรยังมีน้อย ผมพระใหม่เรียนน้อยงานอื่นๆน้อยจึงโดน 2 กะ ช่วงเวลา 5โมงถึง 1ทุ่ม และ ตี 3 ถึงตี5 ดังนั้นจึงไม่ค่อยได้เห็นผมลงทำวัตรเย็นหรือเข้า หรือออกบิณฑบาต เพราะนั่งทำวิชาเสร็จก็จะมาจำวัดอีกรอบไม่ฉันเช้าตื่น 8 โมงไปเข้าเรียนนักธรรมต่อเลย
ช่วงบ่ายถึงเรียนบาลี ก็เรียนนักธรรมชั้นตรีโทเอก 3 ปีจบและพอจะเริ่มเปรียญธรรม 5 ประโยค ก็หมดวาระในการบรรพชาในครั้งนี้
3 พรรษาแรกคือ นั่งสามธิ สอนสมาธิ เรียน และเริ่มช่วยงานที่หลวงป๋าใช้ส่วนตัวไปนั้นโน้นนี้ขึ้นเหนือ เรื่องนำแร่กายสิทธิ์ต่างๆมาเพื่อทำเป็นมวลสารสร้างวัตถุมงคล เหตุเพราะผมเป็นคนจังหวัดเชียงใหม่ และทำงานเกี่ยวกับช่างซ่อมรถยนต์เดินทางไปทั่วภาคเหนือ ท่านจึงเห็นว่าผมรู้จักถนนหนทางและแหล่งที่อยู่ตามอำเภอต่างๆได้ดี
การที่ได้รู้จักวัดพุทไธศวรรย์ ได้เข้าไปกราบหลวงพ่อหวลก็เป็นเหตุบังเอิญในการเข้าไปช่วยท่านในเรื่องของขี้ผึ้ง ที่หลวงพ่อหวลท่านจำเป็นจะต้องใช้ในการขึ้นหุ่นในการเรียกเหล็กไหล
ได้เห็น กราบเรียนถาม ถามลูกศิษย์ของท่าน ขอความรู้ตามประสาคนบ้านนอกที่ไม่รู้จักเครื่องรางของขลังชนิดนี้ ดังนั้นสิ่งที่เขียนเป็นเพียงข้อมูลจริงที่ผมได้ประสบและศึกษา แต่ผมไม่ใช่เป็นหมอเหล็กไหล ไม่ใช่ครูบาอาจารย์ สุดท้ายไม่ได้สะสมเหล็กไหล มีเพียงองค์สององค์ เท่านั้น
#เหล็กไหล เป็นคำชาวบ้านเรียก แต่ครูอาจารย์โบราณ จะเรียกว่า พญาเหล็ก หรือ นางพญาเหล็ก หรือเจ้าแม่ทองธรรมชาติ
เหล็กหลาย หรือ แร่กินดินปืน หรือสมิงเหล็ก #เป็นโลหะธาตุแปลกประหลาดที่มีชีวิต เป็นวิบากของกฎแห่งกรรม บันดาลให้วิญญาณอยู่ในสังสารวัฏ มาปฏิสนธิในสภาวะที่เป็นโลหะธาตุ เหล็กไหลเคลื่อนไหวได้ เสพบริโภค น้ำ สินแร่ในดิน และชอบ น้ำผึ้ง ขับถ่ายได้
เหล็กไหลชอบสถานที่สงบใกล้ธารน้ำ ตามสายน้ำไหล อากาศถ่ายเท จึงอยู่ตามซอกฝนังถ้ำ
อาหารของเหล็กไหลก็คือ ธาตุเหล็ก แร่เหล็ก กินธาตุเหล็กก็เพื่อใช้ในการตั้งธาตุ ปรับธาตุที่ไม่มีตัวตนให้เกิดความสมดุล ในบริเวณบางแห่งที่มีแร่ธาตุประเภทอัญมณีมาก ก็จะวิวัฒนาการเป็นวัตถุธาตุที่เหมือนอัญมณีสีต่าง ๆ ได้
บริเวณไหนที่มีทั้งแร่ธาตุ ดินกากยายักษ์ หิน และทั้งว่านยาสมุนไพรที่วิเศษต่าง ๆ ที่เหมาะแก่การรักษาธาตุขันธ์ของเขา ก็จะเสพหรือดูดซึมเข้าไปปรุง หล่อเลี้ยงธาตุขันธ์ของเขา จึงวิวัฒนาการมาเป็นวัตถุธาตุกึ่งอัญมณี-หิน-เหล็ก รวมกัน
ส่วนใหญ่แล้วจะมีส่วนผสมของแร่เหล็กเป็นฐาน ที่ ก็จะไหลหรือย้อยหยดลงมาในสภาพเป็นของเหลว หรือยืดออกมาในสภาพเป็นของอ่อนนิ่มก่อน จึงชื่อว่า “ เหล็กไหล”
มีการขยายเผ่าพันธุ์ มีสมาชิกทั้งแก่และอ่อนสถิตอยู่ร่วมกันในรัง ดุจดังว่าเป็นอาณาจักรของเขา เรียกว่า “รังเหล็กไหล” หรือ “โคตรเหล็กไหล”
เมื่อกินธาตุเหล็กเข้าไปเพื่อปรับปรุงโครงสร้าง #มันก็จะคายหรือขับถ่ายสิ่งที่เหลือออกมาเรียกกันว่า ขี้เหล็กไหล มีลักษณะเหมือนเหล็กที่เนื้อไม่แน่น เหมือนเหล็กที่ผุตัวลงไป ไม่มีความแข็งแกร่งเท่าตัวเหล็กไหล สีสันออกดำด้านๆ แข็งกระด้างไม่มีประกายแวววาว
ส่วนใหญ่จะเห็นที่พื้น โดยตกลงมาจากผนังถ้ำ หน้าผาสูง หรือชะโงกเงื้อม เมื่อตกลงมาแล้วมักจะสะสมทับถมคล้ายจอมปลวก มีขนาดต่างๆ เล็กเท่าหัวแม่มือ ลูกมะนาว ส้มโอ ลูกมะพร้าว มีพระเกจิหลายรูปนำไปผสมกับโลหะต่างๆ สร้างเป็นพระเครื่อง พระบูชา ท่านว่าขลังมาก
เป็นเหล็กไหลที่อาศัยอยู่ตามถ้ำ ตามป่าเขา ยังไม่แข็งตัว ยังอยู่ภายในอาณาจักรของมัน เมื่อถูกตัดออกมาจากอาณาจักรและถูกสภาพอากาศภายนอก จะทำให้เหล็กไหลแข็งตัวคงรูปคงร่างเป็นรูปพรรณสัญฐานต่างๆ กลายเป็นรูปร่างที่แข็งแกร่งขึ้นตามลำดับ
#เหล็กไหลบารมี เป็นเหล็กไหลที่มิได้ใช้เวทมนตร์เข้าไปบีบบังคับเพื่อที่จะตัดเหล็กไหล เป็นการสละธาตุขันธ์ หลุดตัวออกมาสู่โลกภายนอก
ได้แก่ แร่เงินยวง แร่ไหลเพชรดำ โคตรเหล็กไหล โคตรทรหด รังเหล็กเป็นต้น และมีธาตุที่มีฤทธิ์อำนาจหรือสมุนไพรต่างๆ จำพวกต้นหิ่งหาย ไม้โมก ไพรดำ ขิงดำ กระชายดำ สบู่แดง สบู่เลือด ส้มป่อย ส้มเสี้ยว เขียวพันปี เขียวหมื่นปี ว่านยาต่างๆ ภายหลังก็จะนำสมุนไพรมาตำแล้วคั้นเอาน้ำ เรียกว่า #น้ำสมันไพรธาตุ จากนั้นก็นำไปหลอม(หุง)รวมกับโลหะธาตุนั้นๆ
ส่วนประกอบที่เป็นโลหะธาตุหลักนั้นแตกต่างกันไปตามความต้องการ ว่าจะให้ผลสำเร็จเป็นอะไร เช่น เมฆพัดเงิน เมฆพัด ทองแดง นวะโลหะ สัตตะโลหะ ปัญจะโลหะ
ในกรรมวิธีในการหุงธาตุกายสิทธิ์จะต้องมีการเสกคาถากำกับในขณะหุงด้วย
การเคี่ยวด้วยไฟให้หลอมละลายเป็นของเหลวแล้วนำไปเทลงในเม่พิมพ์ที่จัดเตรียม ไว้แล้ว ทิ้งจนเย็นก็จะได้รูปทรงที่แข็ง ทนทาน จากนั้นก็นำไปเจียระไนจนแวววาว เงามันสวยงาม
#เหล็กไหลหุงนี้ หลายท่านให้ความเห็นว่า น่าจะมิใช่เหล็กไหล แม้จะมีพุทธคุณคล้ายเหล็กไหลก็ตาม แต่ควรจะเรียกว่า #ธาตุกายสิทธิ์ตระกูลเหล็กไหล มีสีสันวรรณะของเหล็กไหล
แตกต่างกันไป ได้แก่ สีเขียวปีกแมลงทับ หรือสีเขียวขนเป็ด หรือเขียวมรกต สีท้องปลาไหล หรือสีน้ำตาลอ่อน สีเปลือกมังคุดหรือสีน้ำตาลไหม้ สีเงินยวงหรือขาวกว่าแร่เงินบริสุทธิ์ สีทองคล้ายทองคำ สีดำแวววาว
#ชึ่งจะเขียนใน EP ต่อไป
#สำหรับการหุงเหล็กไหลธรรมชาติอันเชิญด้วยพระเวท ต้องใช้แม่พิมพ์
แม่พิมพ์ที่ใช้ หรือหุ่นที่ทำจากขี้ผึ้งบริสุทธิ์ เท่านั้น
และที่สำคัญ #น้ำผึ้งบริสุทธิ์ ด้ายสายสิญจน์ บาตร หรือถัง
ในการหาเหล็กไหลจะต้องสังเกตถ้ำที่จะเข้าไปหาว่ามีลักษณะตามตำราหรือไม่ เช่น ถ้าน้ำจะต้องสะอาด ไม่มีมูลสัตว์ชนิดต่างๆ
ถ้ำนั้นจะต้องมีอากาศเย็น ชุ่มชื้น ต้องสงบเงียบ
ถ้ำที่มีน้ำเหล็ก จุดแรกให้ดูว่ามีน้ำไหล มีคราบไหลออกจากรอยแตกฝนังถ้ำไม และเมื่อนำน้ำผึ้ง และน้ำมนตร์ราด หรือ ถ้าไม่ได้เตรียม ให้ใช้น้ำมะพร้าวสดก็ได้ ทาก็จะเกิดประกายแวววาวที่คราบ แสดงว่ามีรังอานาจักรสายเหล็กภายในผนังถ้ำ
ให้นำน้ำผึ้งไปชโลมบริเวณซอกแตกของหินนั้น แล้วนำสายสิญจน์ที่ชุบด้วยน้ำผึ้ง ไปผูกโยงจากจุดที่สังเกตแล้วว่าน่าจะมีทางน้ำเหล็ก ลงมายังบาตรที่ใส่น้ำผึ้งไว้ในบาตร
สังเกตุตรงรอยเเตกของผนังถ้ำ จะมีน้ำใสๆไหลออกมากินน้ำผึ้งที่ได้ป้ายไว้ ที่ด้ายสายสิญจน์ ที่ชโลมไว้ด้วยน้ำผึ้งจนเปียกชุ่มกดปลายด้านหนึ่งลงไปในช่องรอยเเตกซอกหินนั้น เเล้วโยงสายสิญจน์ที่เหลืออีกด้านหนึ่งลงไปยังบาตรน้ำมนต์ขนาดใหญ่ที่บรรจุน้ำผึ้งเเท้บริสุทธิ์จำนวนมากโดยภายนอกบาตรจะถูกหุ้มไว้ด้วยขี้ผึ้งอีกชั้น เเละมีผ้าขาวลงอักขระยันต์ปิดปากบาตรไว้มีเพียงรูเล็กๆที่จะเอาด้ายสายสิญจน์แหย่ลงไปได้เท่านั้น
สาเหตุ ที่บาตรน้ำมนต์ต้องหุ้มไว้ด้วยขี้ผึ้งเเละบรรจุน้ำผึ้งไว้ในบาตรก็เพื่อล่อให้น้ำเหล็กลงมากิน
ส่วนผ้ายันต์สีขาวนั้น ก็เป็นยันต์กำกับป้องกันไม่ให้น้ำเหล็กที่ลงมากินน้ำผึ้งในบาตร หนีกลับเข้าไปในผนังถ้ำได้อีก
พอโยงสายสิญจน์ลงสู่บาตรที่มียันต์กำกับไว้เรียบร้อยเเล้ว ท่านก็จุดเทียนซึ่งทำเป็นพิเศษจากขี้ผึ้งเเท้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ลนเปลวเทียนไปที่ผนังถ้ำซึ่งเหล็กไหลโผล่ออกมาให้เห็นพร้อมบริกรรมคาถากำกับเชิญ หรือ เรียก ไว้ตลอดเวลา ทำให้เหล็กไหลได้ไหลย้อยลงมาตามสายสิญจน์เพื่อกินน้ำผึ้งในบาตร
#ในกรณีจะนำน้ำเหล็กกลับไปเลี้ยง หรือขุนให้เกิดสีเข้มๆ ก็เทน้ำผึ้งใส่ไว้ในถังกรือบาตนั้น นำผ้ายันต์ปิด มัดปากให้สนิทจึงนำน้ำเหล็กนี้กลับด้วยความระวังเป็นอย่างมาก
#ถ้าจะตัดสดเลยก็จะใส่หุ่นเทียนขี้ผึ้งลงในบาตรจะใส่ครั้งละหลายๆตัว
หุ่นเทียนขึ้ผึ้งบริสุทธิ์นี้ จะสอดไส้เหมือนเทียนไข แต่ว่าที่ปลายจะมีไส้ยื่นออกมาทั้งสองด้าน #ไส้ของหุ่นด้านหนึ่งจะถูกนำมาผูกรวมกันแล้วผูกติดกับสายสิญจน์ที่โยงลงมาจากผนังถ้ำ ไส้อีกปลายด้านหนึ่งของหุ่นก็จะถูกนำมารวมกัน แล้วหลวงพ่อ(หรืออาจารย์หมอเหล็ก ทั้งนี้จะต้องถึงขั้นบูรพาจารย์เท่านั้น)จะจับไว้ เพื่อนบริกรรมคาถาอันเชิญด้วยพระเวท หรือที่เรียกว่าคาถาเดินน้ำเหล็ก
ขณะทำพิธีต้องใช้ท่องคาถามิให้เหล็กไหลที่ไหลงมาตามสายสิญจน์ไหลหนีลงดินหมด จึงมีอาจาร์ต่างไปที่เริ่มเรียนเป็นหมอเหล็ก แต่อยู่ชั้นอาจาร์เหล็กร่วมท่องบริกรรมอยู่ด้วย หรือ ลูกศิทษ์เป็นคู่สวดหรือลูกคอท่องบริกรรมตลอดมิให้ขาด
นำน้ำผึ้งมาชะลมหุ่นที่อยู่ในบาตร หรือในถัง จากนั้นใช้คาถาเรียกเหล็กไหลให้ลงมากินน้ำผึ้งในถัง อาจจะใช้เวลาประมาณ 1-3 ชั่วโมง ก็สุดแล้วว่าถ้ำนั้นมีน้ำเหล็กดีหรือมากน้อย ท่านจะรู้ด้วยสัมผัสตามที่ท่านศึกษามา
เมื่อได้เวลาท่านก็จะทำการตัดสายสิญจน์ โดยการใช้เที่ยนเผาด้ายสายสิญจน์ที่โยงลงมาจากผนังถ้ำ เมื่อเอาไฟจากเปลวเทียนเผา ด้ายสายสิญจน์จะแดงเหมือนไฟ ถ้าสายสิญจน์ขาดก็หมายถึงได้น้ำเหล็กไหล (สภาพเหลวข้น หรือรูปแบบลักษณะตามหุ่นที่ใส่ในบาตร)
(แต่ถ้าเป็นฆราวาสถ้าน้ำเหล็กตัดไม่ขาดด้วยไฟจากเปลวเทียน เขาก็จะตัดด้วยมีดหมอแทน)
แต่หากสายสิญจน์ไม่ขาดก็เลิกกัน ขาดก็ได้ ไม่ขาดก็ไม่ได้ เลิกกัน เจ้าป่าเจ้าที่ท่านไม่ให้…จบเก็บของกลับ #เหตุเพราะพระภิกษุไม่อาจจะลักโขมยของใดได้ ผิดพระวินัย ถึงลักไปน้ำเหล็กนั้นก็ไม่เป็นมงคล แถมต้องอาบัติ
เมื่อได้เหล็กไหลในสภาพเหลว ก็จะนำมาประกอบพิธีให้แข็งตัวภายนอกถ้ำ ที่เรียกกันว่าหุง
(แต่หากต้องการทำให้เสร็จ(แข็งตัว)ภายในถ้ำเลย ก็ต้องใส่หุ่นเทียนลงไปในบาตรหรือถัง แล้วหุงเลย แต่ส่วนมากไม่ทำเพราะจะเกิดควันในถ้ำทำให้ถ้ำสกปรกจนไม่สามารถกลับมาทำได้อีกและจะมีการสำลักควัน ที่เป็นพิษ เพราะในขณะที่น้ำเหล็กไหลออกจากผนังถ้ำจะมีแก๊สบางอย่างออกมาด้วยเมื่อมาโดนกับความร้อนในควันจะเกิดเป็นแก๊สที่เป็นพิษต่อร่างกายส่งผลให้อาจจะเป็นมะเร็งได้ในอนาคตสำหรับผู้ที่เข้าไปในถ้ำ)
เมื่อเหล็กไหลลงมากินน้ำผึ้งในบาตรหรือในถังแล้ว เหล็กไหลที่ลงมากินน้ำผึ้ง (สภาพเหลวข้น) ลักษณะที่เป็นน้ำเหลวข้นซึ่งจะปะปนกับ น้ำผึ้ง ใช้ผ้ายันต์ปิดปากภาชนะไว้แล้วนำออกมานอกถ้ำ
เสร็จก็เผาหุ่นเทียนในบาตรหรือในถัง เมื่อหุ่นเทียนละลายหมดหลวงพ่อก็ะพรมน้ำมนตร์ให้เหล็กไหลแข็งตัว
ถ้าในบาตรน้ำมนต์นั้นมีน้ำผึ้งน้อยนิดแค่ล่อเหล็กมาชิม ก็จะเป็นสีเมฆพัตร
ท่าน้ำผึ้งเยอะเกินครึ่งหนึ่งขึ้นไปก็จะเป็นสีเงินยวงหรือน้ำเหล็กนั้นเป็นเหล็กน้ำหนึ่งก็จะเป็นสีทอง
ถ้าใส่ #น้ำสมันไพรธาตุ ก็จะเป็นเนื้อว่านไพรดำไป
จากนั้นก็จะทิ้งให้เหล็กไหลเย็นตัวลง ก็จะได้เหล็กไหลที่มีรูปทรางตามหุ่นเทียนก่อนเผา แต่จะมีขนาดเล็กกว่ามาก ส่วนจำนวนจะมากเท่าใดก็ขึ้นอยู่กับการก่อตัวของเหล็กไหล หรือน้ำเหล็กมากน้อยเพียงใด
ขั้นตอนสุดท้ายก็คือการทำความสะอาด ก็จะได้เหล็กไหลรูปแบบเหมือนหุ่นที่ แวววาว สวยงามตามธรรมชาติ
ส่วนขี้ผึ้งที่ละลายเมื่อแข็งตัวก็ทำการเก็บนำมาเคี่ยวทำความสะอาดกรองของเสียทิ้งใช้ได้อีกแต่อาจจะดำก็เท่านั้น
เพราะในขี้ผึ้งนี้นั้นมีกลิ่นน้ำผึ้งและกลิ่นน้ำเหล็ก จึงเป็นขี้ผึ้งที่ขึ้นหุ่นได้ดีในการที่น้ำเหล็กจะวิ่งเข้าสู่หุ่นหรือแบบขี้ผึ้งครบทุกแบบทุกหุ่น
เหล็กไหลที่ลงมากินน้ำผึ้ง (สภาพเหลวข้น) บางครั้งมีจำนวนมากจะนำกลับออกมาในลักษณะที่เป็นน้ำเหลวข้นซึ่งจะปะปนกับ น้ำผึ้ง ใช้ผ้ายันต์ปิดปากภาชนะไว้
เหล็กไหลหรือพญาเหล็กที่หลวงพ่อหวลทำตามหุ่นนั้น อาจจะเป็นพระเครื่อง หรือเครื่องรางลักษณะเป็นเม็ดเรียวคล้ายเมล็ดข้าวสาร แค็ปซูลยา ไข่ไก่ หยดน้ำ ลอนตาล หัวแหวน แหวน กำไล หรือ อื่นๆ ตามแต่ที่ท่านตั้งใจไว้ ส่วนสีของเหล็กไหลก็จะสีสันแตกต่างกันไป ตามแต่ละถ้ำ แต่ละสถานที่
ในส่วนของหลวงพ่อหวลก็คงจะมีเพียงเท่านี้ในเรื่องของเหล็ก
ส่วนเหล็กของหลวงป๋าก็มีการ์ดอัญเชิญก็มีแบบคล้ายกัน
แต่การหาน้ำเหล็กสมัยแรกๆกรณีของหลวงป๋า ท่านให้ลูกศิษย์ฆารวาส ผมเรียกพี่แก่ว่าทิดสันติ เป็นผู้นำเนินการไปแสวงหาถ้ำ และเตรียมของทั้งหมด และเมื่อถึงเวลาอันสมควรหลวงป๋าว่างพร้อม ท่านก็จะไปอันเชิญเอง โดยมีทิดสันติซึ่งกำลังเรียนอันเชิญเหล็กเป็นคู่สวดบริกรรมด้วย
คาถานี้หลวงป๋าได้มอบให้พระหลายท่าน(ร่วมทั้งผมด้วย)ในวัดให้ไปท่องเอาไว้ติดตัว และท่านใดพอมีกำลังทรัพย์และความสามารก็ส่งเสริมให้ไปเรียนด้วย
แต่สุดท้ายได้ข่าวว่าไม่มีพระท่านใดเรียนจนสามารถเป็นบูรพาจารย์ได้เลย มีเพียงพี่ทิดสันติเท่านั้นที่ได้เป็นบูรพาจารย์เพียงคนเดียว
ปัจจุบัน พี่ทิดท่านก็ได้บวชอีกครั้งเมื่อปี 67 และสร้างสำนักอยู่ที่ จ.กาญจนบุรี
อรรถโถอักขระสัญญาโต อรรถะแห่งพระบารมีทั้งหลาย อาจารียจึงหมายด้วย
อักขระอักขรา ปฏิโยเอกะจัตตาฬิสัง วรรณะทั้งหลาย ๔๘ ตัว มี ร-ร เป็นต้น มี ร-รํ เป็น ที่สุด คือ อังนิคคะหิตตัง ปรัสสะปัญญา ปะโยเค นําพยัญชนะตัวต้นเข้าสู่สระ ไหว้พยัญชนะโหนต่ำ ไหว้สระโหนบน สะราสะเรโรปัง มีสระโหนปลาย ลบสระโหนต้นเสีย วาปะโรอัสรูปา แด่หน้าสระ อันมีรูป บ่มีเสมอกัน ปฏิสนธิกับเปธุติโย กันโดสัมภะโว จงมาบังเกิดเป็นเจ้าแม่ธรรมชาติพญาเหล็ก
นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะพะกะสะ
สัมภะโว จงมาบังเกิดเป็น นะ นะ กาโร โหติ
สัมภะโว จงมาบังเกิดเป็น โม โม กาโร โหติ
สัมภะโว จงมาบังเกิดเป็น พุท พุท กาโร โหติ
สัมภะโว จงมาบังเกิดเป็น ธา ธา กาโร โหติ
สัมภะโว จงมาบังเกิดเป็น ยะ ยะ กาโร โหติ
จุดบรรจบครบองค์ธาตุ อาโป วาโย ปฐวี เตโช เบ่งรัศมี ๘ ทิศ
ทิศที่หนึ่งอุตตโลก ทิศที่สองพรหมโลก ทิศที่สามเทวโลก ทิศที่สี่มนุษยโลก
ทิศที่ห้าบูรพามนุษยโลก ทิศที่หกอุดรมนุษยโลก ทิศที่เจ็ดทักษิณมนุษยโลก ทิศที่แปดยมโลก
ขจัดเป็นทิศที่มีความสําคัญ เรียกว่า นะ-อิ-อะ-ทะ-อะ-นะ-อิ อิติปิโสภะคะวา
อาศัยแห่งเทพยุดา จึงปาฏิหารย์ เป็นดอกบัวทั้งเจ็ด ปฏิสนธิกับเปธุติโยกันโดสัมภะโว บังเกิดแล้ว ปฏิสนธิ
สวดคาถานี้จบ แล้วระลึกนึกถึง เทพยาดา ที่ดูแลพญาเหล็ก และเทพยาดาผู้สถิตย์ในพญาเหล็ก ให้มาปกปักษ์รักษา แล้วต่อด้วยพระคาถาพญาเต่าเรือน ของหลวงพ่อเดิมครับ
ต่อ #คาถาหลวงพ่อเดิม พุทฺธสโร
อิติ อรหัง สุคโต พุทธสโร เดิม นามเต อาจริโย เม ภันเต อายัสมา อาจริโย เม ภันเต โหหิ ฯ
นะผิด โมเพื่อน พุทธเลื่อนเปื้อน ธาเพือนหัวใจ ยะหลงใหล ธาเคลิ้มงวยงง ยะวังเวงสูญเปล่า นะเคลิ้มเคลื่อน สังให้สะเทือนหัวใจ สิหลงใหลไปมา โมวังเวงสับสน นะเข้าในใจดล สังบังเกิดในใจคน มีแล้วสูญไป ชิวหาอย่าได้มาประจักษ์แก่ตา โมเดชเดชะฤทธา เจ้าพระยาเต่าเรือน สังให้สะเทือนเพือน สิ้นทุกคน อิสวาสุ มะอะอุ ภควานาโถ นะโมพุทธายะ นะปิดปาก โมปิดใจ พุทธทะลายสูญ ฆเฏสิ ฆเฏสิ กิงกะระนัง อหังปิตัง พุทธชานามิ ธัมมชานามิ ธัมมชานามิ สังฆชานามิ อัตถะอะ ฉิบหาย สวาหะ สวาหาย สวาสูญฯ
โอมกูจะกล่าวกําเหนิดเมื่อเดิมจะเกิดเป็นพญาปัตตาหมื่น กูจะโยนตัวกูขึ้นไปบนกงจักร ไม้ไล่ก็หักเป็นผุยผงทั่วเมืองสกลชมภู กูจะรําลึกถึงพระครูกู ใครก็สู้พระครูกูบ่มิได้ พระครูกูจึงให้เล่าพระคาถาว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ, สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
สัมพุทเธปัดฐะวี ตันจะชัยมังคะลัง นะโมพุทธายะ วันทะนัง ปาสุอุชา อิสะปะมิ พุทธะสังอิ อิสฺวาสุ มะอะอุ อิกะวิติ วิสุทธะเสฏโฐ อะสังวิสุโล ปุสะพุภะ อะระหัง สฺวากขาโต สัง-วิ-ธา-ปุ-กะ-ยะ-ปะ ที-มะ-สัง-อัง-ขุ ธุ-สะ-มะ-นิ วิ-ปิ-ปะ-สะ-อุ ทุ-สะ-นะ-โส จิ-เจ-รุ-นิ ตันพุธตึง นะมะนะอะ นอกอนะกะ กอออนออะ นะอะกะอัง นะอิอะมะ กะอะมะติ อะอิมะสัง ตันทะมะธุ อุอะมะยัง จิปิเสคิ เสคิจิปิ เนหะกันหะ วิปะสะตัง นะมะพะทะ กะระมะทะ จะอะภะตะ นะมะกะจะ สุสิโมพุทโธ สุสิโมธัมโม สุสิโมสังโฆ ภะคะวาโลกะนาโถ มะหิธิโก นะสะสิโม นะสะปะระยะ ถามะปะรัง จังงังเหือดหาย ครูบันธิยาย จึงให้กูมีกำแพงเหล็ก ๗ ชั้นกันหน้ากู คือ พระวิภังค์ คือพระวิสังคิณี คือพระปะระมัต อัตถาอาริยะ จึงให้กูคงแด่หอกดาบ ปืนกรรมสาป เหล็กแหลมและหางใหล สารพัดเสี้ยม สารพัดคม ก็อย่าให้ต้อง จึงให้กูคงแต่หอกคอเงิน หอกคอทอง หอกสัมฤทธิ์ กริชทองแดง พระแสงอาจทวนทอง โอมคงสารพัดคง ตรีเพ็ชรคงคง คงเอิกกะเหริกกะภพสลบดาล ซอนซอกนอนหลับอยู่ป่า ฆะโมดทะยานพระหะณุมาน พานไว้ยะมุตประยุทอินทรี ประสิทธิ์ด้วยอัดสะระพงลงมัต เอาคนไปถวายแด่สาปพระเจ้า โลกามหายักษาจะฆ่ากูก็บมิตาย ด้วยเดชสะเดชะพระนารายณ์ เอาโพธิ์กรรมลงมาบังเกิด วิชาญอิสูรย์ สลากโศรดม้วยด้วยอิธฤทธี โอมคงสารพัดคง ตรีเพ็ชรคงคง อิติปิโสภะคะวา โลมา-นักขา-ทันตา-ตะโจ ตะโจคือหนังหุ้มห่อในตนกู คงสารพัดคง ตรีเพ็ชรคงคง อิติปิโสภะคะวา เกศาผมบนหัวกู คงสารพัดคง ตรีเพ็ชรคงคง อิติปิโสภะคะวา มังสังคือเนื้อทั่วสรรพางค์ตนกู คงสารพัดคง ตรีเพ็ชรคงคง อิติปิโสภะคะวา อัฏฐิกระดูกทั่วสรรพางค์ตนกู คงสารพัดคง ตรีเพ็ชรคงคง อิติปิโสภะคะวา มิญชัง วักกัง หะทะยัง กิโลมะกัง อันตัง อันตะคุณัง ของในตนกู คงสารพัดคง ตรีเพ็ชรคงคง อิติปิโสภะคะวา นะโมพุทธายะ วันทะนัง มะอะอุ อุอะมะ อิสฺวาสุ สุสฺวาอิ ติสาหัง ภังนังมังปัง มามะหะจะสะสัง จะอะภะตะ ปะรากาอะ พระบิดารักษา พระมารดารักษา พระอินทร์รักษา พระพรหมรักษา พระเทพภะเทพารักษา พระพุทธังรักษา พระธัมมังรักษา พระสังฆังรักษา หะทะโกตัง ตังรักขันตุสัพ อิมัง กายะพันธะนัง อธิษฐามิ, ทุติยัมปิ อิมัง กายะพันธะนัง อธิษฐามิ ตะติยัมปิ อิมัง กายะพันธะนัง อธิษฐามิ
ก็สวดบริกรรมพระคาถาพญามหาปัตตาหมื่น
ตลอดเวลาในพิธีอัญเชิญ
ชึ่งการสาธยายมนต์นี้จะต้องไม่ขาด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีคู่สวดคอยสวดบริกรรมพร้อมกับท่านด้วย ก็แล้วแต่ว่าจัมีกี่ท่านหรือผู้ที่เรียน สวดกำกับตบอดในขณะทำพิธีเสมอ
ส่วนเมื่อได้น้ำเหล็ก การหุงเหล็ก หลวงป๋าท่านจะหุงที่บ้านปู่สุทัศเสมอๆระยะแรกๆเพื่อให้ทิดสันติได้ศึกษา วิธีการต่างๆ
ต่อมาทิดสันติก็ปั้นหุ่นขี้ผึ้งตามแบบที่หลวงป๋าต้องการให้เป็นแบบวัตถุมงคลของวัดหลวงพ่อสด ฯ เฉพาะขึ้นมาแทน
ต่อมาจึงมีการหุงภายในวัด
เบื้องต้น หุง ที่ด้านหลังก็กุฎิ 9 หลังเก่า พิธีเล็กๆนิมนต์พระภายในวัด 9 รูปมาสวดเจริญพระพุทธมนต์ หลวงป๋าเป็นเจ้าพิธี โดยมีทิดสันติดูแลและจักการทุกอย่าง
#วัตถุมงคลที่สร้างจากเหล็กไหลของวัดหลวงพ่อสดฯทุกชิ้นหลวงป๋าได้วางระเบียบไว้อย่างเคร่งขลังเด็ดขาด
เมื่อได้เหล็กที่แข็งตัวเสร็จดีแล้วก็มามอบให้หลวงป๋าเก็บไว้ก่อน
ท่านก็จะนำชิ้นเหล็กมาวางไว้ที่ผ้าไตรแต่ละชุด ให้กายสิทธิ์ภายในเหล็ก #สมาทานรับศิลโดยมีสามเณรที่กุฎิท่านเป็นสื่อตัวแทน ทำให้เหล็กนั้นกลายเป็นสามเณรไป แล้วนำไปเจริญวิชชา เพื่อสะสางธาตุธรรมและยึดสิทธิอำนาจในการปกครองธาตุธรรม มุ่งเน้นการชำระล้างธาตุธรรมให้สะอาดบริสุทธิ์ และประหาร “ภาคดำ” อันเป็นต้นเหตุแห่งความวิบัติทั้งหลาย
การสะสางธาตุธรรมหลวงป๋าท่านเป็นหลักในการสะสารธธรรม และให้ผู้ที่ปฏิบัติได้ผลดีในวิชาธรรมกาย หรือผู้ที่ทำวิชาที่นั่งสมาธิทำวิชชา 24 ช.ม ภายในวัดทำวิชชาสะสารธาตุธรรมสามเณรกายสิทธิในการนั่งธรรมะภายในวัด 24 ชั่วโมงนั้นไปพน้อมๆกันด้วย
#การสะสางธาตุธรรม มุ่งเน้นการชำระล้างธาตุธรรมให้สะอาดบริสุทธิ์ และประหาร “ภาคดำ” อันเป็นต้นเหตุแห่งความวิบัติทั้งหลาย จะต้องคำนวณญาณทัสสนะ ไปในสุดรู้สุดญาณ ดับหยาบไปหาละเอียดเรื่อยไป จนกว่าจะประจักษ์แก่ใจผู้ทำวิชา ว่า.. สภาวะภายในนั้น ไม่ให้มีกลางมีดำปนเป็นอยู่เลย ต้องสะสางให้ ดับ ลับ หาย สูญ สิ้นเชื้อ ไม่เหลือเศษ จนเหลือเพียงความบริสุทธิ์ของ #ภาคขาว ประจักษ์ สภาวะภายในทัสสนะ ไม่ให้มีกลางมีดำปนเป็นอยู่เลย แต่เพียงภาคขาวฝ่ายเดียวเท่านั้นเพื่อสะสางธาตุธรรมและยึดสิทธิอำนาจในการปกครองธาตุธรรม
เมื่อเห็นสมควรแก่เวลาท่านก็นำเหล็กไปฝากไว้กับในอุโบสถเพื่อเข้าพิธีบวช พร้อมกับการบวชพระจริงๆภายในวัดในขณะที่มีนาคมาขอบวช
เมื่อนำเหล็กเข้าพิธีบวชแล้วเสร็จ หลวงป๋าท่าน ก็ส่งไปให้พี่กนก นายช่าง 10หมู่ ช่างปั้นศิลในอุโบสถ เป็นอัดกรอบเลี่ยมองค์พระ
แล้วส่งกลับมายังกุฎิ9 ต่อเพื่อ หลวงป๋า
ทำวิชชาตั้ง“#ผังสำเร็จ” ย่อมยังผลให้ครอบครองผู้ประกอบกิจการงานโดยชอบนั้น สำเร็จลงด้วยดี
และตั้ง“#ผังสุขสมบูรณ์บริบูรณ์” ย่อมยังผลให้บุคคลผู้ครอบครอง หรือคณะบุคคล ในครอบครัวนั้น มีความร่มเย็นเป็นสุขและสมบูรณ์ บริบูรณ์ด้วยมนุษย์สมบัติ อันได้แก่ ทรัพย์สมบัติ รูปสมบัติ คุณสมบัติ และบริวารสมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ มี มรรค 4 ผล 4 และนิพพาน 1 ตามระดับภูมิธรรม ภูมิปัญญา และ บารมีที่ปฏิบัติสั่งสมอบรมมาของแต่ละบุคคล หรือคณะบุคคลนั้นๆ
พร้อมกับเชื่อมผังเข้าสู่
พระพุทธเจ้าองค์ต้นๆ ในต้นให้ตั้ง “ผังสำเร็จ” และ “ผังสุขสมบูรณ์ บริบูรณ์” เป็นทับทวี และให้ตั้งเป็นวิชชาเป็นไว้ได้ตามระดับภูมิธรรม
ผังทั้งสองนี้ ย่อมเป็นอยู่ คือให้ผลดีตลอด ชื่อว่าเป็น #วิชชาเป็น อยู่เสมอ
เพราะ ภาคมารก็จะสอดละเอียด มาตัดหรือปิดบังผังเหล่านี้เสีย มิให้เป็นผลดีตามที่อธิษฐาน
การตั้งผังสุขสมบูรณ์บริบูรณ์นี้ คณะผู้นั่งทำวิชชา 24 ชั่วโมงได้กระทำอยู่แล้วโดยตลอด จึงทำวิชาผ่านธาตุกายสิทธิ์เหล่านั้นไปพร้อมๆกันเลยที่เดียว
ต่อมาเมื่อหลวงป๋าก้าวข้ามชั้นบูรพาจารย์เป็น #พรหมาจารย์ ท่านก็ไม่อัญเชิญน้ำเหล็กจากถ้ำธรรมชาติแล้ว ท่านอันเชิญจาก สุริยะ แสงแดดอันร้อนแรง จากบรรยากาศลงบาตร
จึงเป็นที่มาการสร้างพระกลางเที่ยงซึ่งสร้างได้ยากมาก และเป็นวิชชาโบราณ
พระกลางเที่ยง
หรือ “พระประจำตัว” เหตุที่เรียกว่าพระกลางเที่ยง เนื่องจากการประกอบพิธีกลางแจ้งอัญเชิญธาตุกายสิทธิ์หรือพญาเหล็กจากแสงอาทิตย์ กำหนดจัดขึ้นเฉพาะในเวลาเที่ยงวัน (12.00 น.) เท่านั้น
หลวงป๋า ท่านได้เล่าให้ฟังว่าธาตุกายสิทธิ์เหล็ก เหล่านี้เกิดจากการรวมกันของธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และมีจิตวิญญาณของเทพเทวา ผู้สร้างที่มีฤทธิ์สถิตอยู่ในองค์พระเพื่อร่วมสร้าบุญกุศลและบำเพ็ญบารมีร่วมกับผู้ครอบครองในฐานะภาคผู้เลี้ยง และชักนำให้ผู้ครอบครองอยู่ในกระแสธรรม
วัตถุมงคลธาตุกายสิทธิ์ สะพานเชื่อมระหว่างโลกและธรรม เชื่อมต่อระหว่างปุถุชนกับ โคตะภูและพระนิพพานธาตุ ที่นั่นคือที่สถิตของ #จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง
ผู้ครองสมบัติทั้งสามโลก ผู้ประทานธรรมะอันบริสุทธิ์แก่ผู้ปฏิบัติเข้าถึง
ด้วยอธิษฐานจิต บุญบารมีอันแรงกล้า
พิธีอันเชิญจัดขึ้นด้านข้างกุฎิ 9 ต่อมาจึงย้ายไปที่ตรงโพธิสามต้นริมน้ำตรงกุฎิหลังเก่า หน้าโรงซ่อมบำรุงวัด และต่อมาได้ทำพิธีที่ศาลาสมเด็จพระพุฒาจารย์ ชั้น 3 (หอฉัน)
ในพิธีอัญเชิญยุคแรก ๆ รูปลักษณ์หรือสัดส่วนขององค์พระที่อัญเชิญลงมาในบาตร มักจะมีลักษณะเฉพาะที่ละม้ายคล้ายคลึงกับเจ้าของพระ หรือผู้ที่มาลงชื่อ จึงนิยมเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่าพระประจำตัว(ซึ่งผมก็ได้มาครอบครององค์เล็กมาก เหตุเพราะผมผอมมากๆ ฉันมื้อเดียวด้วย และนอนน้อย)
ในการหุงหุ่นขี้ผึ้งอัญเชิญเจ้าแม่พญาเหล็กจากชั้นบรรยากาศลงบาตรใหญ่อันมีน้ำมนต์ร้อนเดือด ผ่านการปรับธาตุละเอียดเข้าสู่ธาตุ 4 ตามการอธิษฐานและสาธยายมนต์โดยหลวงป๋า..
ในยุคแรกๆท่านต้องมีหุ่นขี้ผึ้งพระพุทธรูปตามจำนวนที่ต้องการ ซึ่งระยะนั้นจะเป็นจำนวนเพียงไม่เกิน 10 องค์ที่จะลงมาในแต่ละพิธี
แรกๆท่านจะเทน้ำผึ้งแท้ลงบาตรตอนใกล้สำเร็จ แล้วทุกคนที่ล้วงรับพระในบาตรน้ำมนต์ร้อนๆทีละคนนั้น จะพบองค์พระวิ่งเข้าอุ้งมือตน
#รุ่นเเรกๆจะมีวรรณะสีเมฆพัต…ส่วนองค์ขวาสีเงินยวงนี้ ท่านไม่ได้ให้น้ำผึ้งลงบาตร และไม่มีกริ่งอยู่ในองค์พระ
พิธีนี้เริ่มขึ้นในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2539 – 2540
รุ่นแรก ๆ ที่ทำพิธีอัญเชิญลงในบาตร มักจะเป็น พิมพ์พระชัยวรมันที่ 7 ปางมารวิชัย ฐานกลีบบัวคว่ำบัวหงาย และพระร่วงนั่งซุ้มเรือนแก้วการ
และต่อมาในแต่ละรอบพิธีจะมีการจำกัดจำนวนอย่างเคร่งครัด โดยส่วนใหญ่อัญเชิญได้รอบละ 36 องค์ หรือสูงสุดไม่เกิน 500 องค์ในพิธีใหญ่
การล้วงพระในบาตร
หลวงป๋าจะเป็นผู้นั่งเจริญจิตตภาวนาด้วย วิชชาธรรมกาย เพื่อชำระธาตุธรรมให้บริสุทธิ์ และอัญเชิญพญาเหล็ก (เหล็กไหล)ด้วยพระเวท ให้สำเร็จเป็นองค์พระลงในบาตรน้ำมนต์ทีาใส่น้ำผึ้ง
จากนั้นจะให้ญาติโยมผู้เป็นเจ้าของพระที่ลงชื่อไว้ เดินมาล้วงในบาตร เพื่อรับพระด้วยตนเอง
เมื่อล้วงได้พระขึ้นมาใหม่ ๆ องค์พระจะมีขี้ผึ้งและเทียนหุ้มอยู่เต็มองค์ ต้องนำไปล้างด้วยน้ำร้อนและใช้ผ้าดิบเช็ดออก จึงจะเผยให้เห็นเนื้อในที่แท้จริงซึ่งมีความแวววาว
วรรณะ (สี) ของเนื้อพญาเหล็กพระกลางเที่ยงที่สำเร็จจากพญาเหล็กของวัดหลวงพ่อสดฯ จะมีวรรณะเด่น ๆ อยู่ 2 สีหลัก ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและขั้นตอนในพิธีนั้นๆ
สีเมฆพัตร (สีเขียวเข้มอมฟ้า/ปีกแมลงทับ): เกิดจากการอัญเชิญในช่วงที่มีการเทน้ำผึ้งลงไปในบาตรผสมผสาน เนื้อพระจึงออกมาเป็นสีเข้มเหลือบพรายเขียวม่วงสวยงาม
สีเงินยวง (สีขาวสว่างคล้ายเงิน): มักจะเกิดในช่วงท้าย ๆ ของพิธีที่ไม่ได้เติมน้ำผึ้งลงไป เนื้อองค์พระจะมีความขาวสว่าง แวววาวสะท้อนแสง
ปี43 พระพุทธชัยมงคล รุ่นสุดท้ายของการล้วงรับองค์พระด้วยมือตนเอง พิธี ที่จัดขึ้นบนศาลาสมเด็จพุฒาจารย์ชั้นสามหอฉัน (ซึ่งในปีนี้ เป็นปีที่ผมได้ลาสิกขาเพศบรรพชิต และอยู่ต่างจังหวัด กำลังทำกิจเรื่องการเสียชีวิตของปู่ และจัดพิธีศพ รายการทำบุญ 100 วัน จึงไม่ได้อยู่ร่วมในพิธีนี้)
วัตถุมงคลการเที่ยง
เหล็กไหล ธาตุกายสิทธิ์ ของหลวงป๋า มิใช่แร่ธรรมชาติ แต่เป็น เรือน ที่ “จิต” จากเทพผู้ทรงฤทธิ์สถิตย์ มีจักรพรรดิ ภาคผู้เลี้ยง ภาคผู้สอด ภาคผู้ส่ง ภาคผู้สั่ง ภาคผู้บังคับ ภาคผู้ปกครอง ต้นธาตุต้นธรรม
หลวงป๋าท่านได้ทำวิชชาให้กายสิทธิ์นั้น เป็นกายสิทธิ์
ธาตุเป็น-ธรรมเป็น แผนผังเป็น กายเป็น วิชชาเป็น ตั้งผังสุขสมบรูณ์บริบูรณ์ ด้วยมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ ถึงนพพานสมบัติ ตลอดธาตุ ตลอดธรรม แล้วอาราธนาพระพุทธเจ้าต้นธาตุต้นธรรมทับทวีเข้ามาให้เต็มปราสาททำวิชชาของวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม แล้วพิศดารกายรอบตัว ทับทวีให้เต็มวัด เต็มประเทศ และเต็มโลก เต็มภพ เต็มจักรวาร
เป็น การตั้งผังเครื่องทาสเครื่องธรรม ทำการไขขึ้นเวียนขวาในวิชชา
การตั้งผังเกี่ยวกับ #เครื่องทาส #เครื่องทำ และ #การไขขึ้นเวียนขวา เพื่อทำความสะอาดธาตุธรรม และตัดการบังคับบัญชาของภาคอกุศล (ภาคมาร) ที่ก่อให้เกิด เหตุว่าง เหตุเปล่า เหตุดับ เหตุหาย เหตุสูญ และดลใจให้เกิดภัยพิบัติ สิ่งที่ถูกตั้งขึ้นและมีอยู่ในกลางของกลางศูนย์กลางธาตุกายสิทธิ ที่จะมีหน้าที่จำเพาะ
#เครื่องทาส หมายถึง ส่วนหรือผังที่เป็นผู้รับคำสั่ง ทำหน้าที่รองรับการถูกบังคับบัญชา หรือเป็นโครงสร้างที่ถูกส่งผ่านกระแสธาตุธรรม ที่ฝ่ายมารใช้ควบคุมเราให้ทำตาม
#เครื่องทำ หมายถึง ส่วนที่เป็นตัวกระทำการ ตัวผลิต หรือตัวเดินกระแสวิชชาเพื่อส่งอิทธิพล อำนาจ หรือฤทธิ์ธรรมออกไป
#การตั้งผัง คือการกำหนดนิมิต หรือสถาปนาโครงสร้างแก้วใสเครื่องยนต์กลไกภายในที่สำเร็จด้วยธรรม
หลักการ #ไขขึ้นเวียนขวา (ทักษิณาวรรต)การเดินเครื่องหรือขยับกลไกภายในวิชชาธรรมกาย จะใช้ทิศทาง เวียนขวา หรือ ทักษิณาวรรต เสมอ เนื่องจากเป็นทิศทางแห่งความเป็นสิริมงคล เป็นฝ่ายสัมมาทิฏฐิ และเป็นทิศทางของการสร้างสรรค์สิ่งดีงาม (ตรงข้ามกับฝ่ายมิจฉาทิฏฐิหรือฝ่ายมารที่มักใช้การเวียนซ้ายเพื่อทำลายหรือกำบังกาย)
#การไขขึ้น คือการเร่งรอบ เร่งสปีด ระดับความละเอียด ให้หมุนทะลุทะลวงขึ้นไปตามลำดับจากหยาบไปสู่ละเอียด
ผลของการเวียนขวา ทำให้เกิดพลังเหวี่ยงสลัดสิ่งสกปรก อกุศล หรือแผ่นภาคดำที่มาคอยเคลือบคลุมธาตุธรรมให้หลุดออกไป
เพื่อระวังรักษามิให้ธาตุธรรมสายดำสอดเข้ามาได้ จึงตั้งผัง“วิชชาเป็น” และ“จองถนน”
ที่เรียกว่า “วิชชาเป็น” ซึ่งหมายถึง วิชชาที่ไม่ตายขาดสูญได้ มีต่อความเป็นอยู่ไปเป็นลำดับ ๆ ไม่ขาดสาย คือการประกอบ เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืช
โดยเริ่มจาก พืชในพืชชั้นที่ 1 รวมชั้นที่ 1 ทั้งหมดเป็น เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืช พืชในพืชชั้นที่ 2
รวมชั้นที่ 2 ทั้งหมดเป็น เถา ชุด ตอน ภาค พืช แล้วทับทวีความละเอียดซ้อนกันเข้าไปถึงชั้นที่ร้อย พัน หมื่น แสน ล้าน โกฏิ ทับทวีต่อเนื่องไปจนไม่มีที่สิ้นสุด
#การประกอบ เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืช เป็นชั้นคือ
หนึ่งชั้นมี
ภาคผู้เลี้ยง -ส่งต่อ- ภาคผู้สอด -ส่งต่อ- ภาคผู้ส่ง -ส่งต่อ- ภาคผู้สั่ง -ส่งต่อ- ภาคผู้บังคับ -ส่งต่อ- ภาคผู้ปกครอง -ส่งต่อ -ภาคผู้ปกครองย่อย -ส่งต่อ-ภาคผู้ปกครองรวมย่อย-ส่งต่อ-ภาคผู้ปกครอง รวมใหญ่ภพ ๓ -ส่งต่อ- ภาคผู้ปกครองรวมใหญ่ต้นธาตุต้นธรรม นี้เป็น 1 ชั้น
“จองถนน” ซึ่งหมายถึง การทำวิชชาพร้อมกันเป็นอย่างเดียวกันหมดตลอดวงศ์ของสายขาว สายกลาง สายดำ
โดยการประกอบวิธี จองถนน พิสดาร ปาฏิหาริย์ ทับทวี นับทับทวีกันขึ้นไปเป็นชั้น ๆ เดินกลางในกลาง ไส้ในไส้เครื่องธาตุเรื่อยเข้าไม่ถอยหลังกลับ เข้าไส้กลางของกลาง ๆ ทีเดียว
การยึดสิทธิและอำนาจ ในการปกครองธาตุธรรม
คำว่า “สิทธิ” หมายถึง การที่เราได้สิทธิในสิ่งนั้น ๆ บริบูรณ์
“อำนาจ” ในการที่จะบริหารปกครอง
“ยึดสิทธิ ปกครองธาตุ ปกครองธรรม” ทำให้มีอำนาจบังคับธาตุธรรมให้เกิด บุญศักดิ์สิทธิ์ บารมี รัศมี กำลัง ฤทธิ์ อำนาจ สิทธิ เฉียบขาด ของภาคขาวแต่เพียงฝ่ายเดียว ปราศจากการครอบงำจากกิเลสมารอีกต่อไป
สุดท้ายซ่อนธาตุซ่อนธรรม
เพราะธรรมภาคขาวจึงเสื่อมถอยและถูกครอบงำด้วยความทุกข์
การสะสางธาตุธรรมเป็นการใช้อาราธนาอานุภาพของพระพุทธ พระธรรม พระอริยะสงฆ์ ที่เข้าถึง รู้ เห็น และเป็น เพื่อป้องกันและแก้ไขเหตุปัจจัยฝ่ายบาปอกุศลในระดับต้นธาตุต้นธรรม สภาวะในโลกและสังคมจะเกิดวิบากกรรมทับทวี ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา และปกป้องไม่ให้ภัยพิบัติร้ายแรงไปกว่าที่เป็นอยู่
การแยกธาตุ แยกธรรม พิสดารธาตุ พิสดารธรรม นำฝ่ายบุญกุศลสัมมาทิฏฐิขึ้นมาทับทวี เพื่อกำจัดหรือละธาตุธรรมฝ่ายดำ
วิธีการสะสางธาตุธรรม พิสดารธาตุ พิสดารธรรม
แยกธาตุ แยกธรรม พิสดารธาตุ พิสดารธรรม” ฝ่ายบุญสัมมาทิฏฐิขึ้นมาเก็บ
ทำหน้าที่เก็บรวบรวมเหตุแห่งความประพฤติปฏิบัติของสัตว์โลก แล้วส่งผ่าน ไปตามลำดับสายการปกครอง
ได้แก่ ภาคผู้เลี้ยง -ส่งต่อ- ภาคผู้สอด -ส่งต่อ- ภาคผู้ส่ง -ส่งต่อ- ภาคผู้สั่ง -ส่งต่อ- ภาคผู้บังคับ -ส่งต่อ- ภาคผู้ปกครอง -ส่งต่อ -ภาคผู้ปกครองย่อย -ส่งต่อ-ภาคผู้ปกครองรวมย่อย-ส่งต่อ-ภาคผู้ปกครอง รวมใหญ่ภพ ๓ -ส่งต่อ- ภาคผู้ปกครองรวมใหญ่ต้นธาตุต้นธรรม
เมื่อองค์ต้นธาตุต้นธรรมปรุงเป็นผลแล้ว จะส่งกลับมาเพื่อหล่อเลี้ยง
ในชั้นมนุษย์
บังเกิด ทานกุศล ศีลกุศล ภาวนากุศล เพื่อมุ่งกำจัดกิเลสภาคดำ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ ตัณหา ราคะ
ในชั้นทิพย์ที่บังเกิดขึ้นในกายมนุษย์ ส่ง ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อมุ่งกำจัด โลภะ โทสะ โมหะ
ในชั้นพรหมที่บังเกิดขึ้นในกายมนุษย์ ส่ง อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เพื่อมุ่งกำจัดปฏิฆะ ความขัดเคืองใจ ราคะ โมหะ
ในชั้นอรูปพรหมที่บังเกิดขึ้นในกายมนุษย์ ส่ง ปฐมมรรค มัคคจิต มัคคัญญา เพื่อกำจัด ปฏิฆานุสัย กามราคะ และทำอวิชชาให้เบาบาง
ในชั้นอริยภูมิในร่างบุคคล ส่ง ธรรมโคตรภู ยิ่งกว่านั้นส่ง โสดา ยิ่งกว่านั้น ส่ง สกทาคามี ยิ่งกว่านั้นส่ง อนาคามี ยิ่งกว่านั้นส่ง วิราคะธาตุ วิราคะธรรม เข้าสู่นิโรธ สู่ต้นธาตุต้นธรรม
ตามลำดับภูมิธรรม ของผู้ถือครองกายสิทธิ
เมื่อทำความดี บุญจะสั่งสมตกตะกอนขยับระดับเป็น บุญ ยิ่งขึ้นไปสู่ บารมี ยิ่งขึ้นไปสู่ อุปบารมี ยิ่งขึ้นไปสู่ ปรมัตถบารมี แข็งแกร่งมุ่งสู่อายตนนิพพานสืบไป
สุดท้ายที่ได้เขียนมา ก็ได้จากการที่อบรม การสั่งวิชชา และสอนการงานศาสนา เพื่อความเจริญก้าวหน้าของกิจการในสงฆ์ วัดหลวงพ่อสด ฯ หาใช่เพื่อมาอวดอ้าง หรือการสร้างเพื่อพาณิชย์ ปลุกกระแสพระเหล็กไหลแต่อย่างใด
อ. เกรียง นาคสิงห์














