เพจวัดหลวงพ่อสดฯ

2 hours ago

วัดหลวงพ่อสดฯ

ตอนที่ 22 เทศสอนนาค - พระเทพญาณมงคล(หลวงป๋า) ... See MoreSee Less

View on Facebook

วันนี้วันอังคารที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๓
#วันนี้วันพระ
ขึ้น ๘ ค่ำเดือน ๕ ปีชวด
...
#เพจวัดหลวงพ่อสด
#หลวงป๋า
#ธรรมกาย
#สัมมาอะระหัง
... See MoreSee Less

View on Facebook

พระธรรมเทศนา
กัณฑ์ ภัตตานุโมทนากถา
แสดงโดย พระมงคลเทพมุนี
(สด จนฺทสโร-หลวงพ่อวัดปากน้ำ)

บางส่วนของพระธรรมเทศนา

หาบุญได้ ใช้บุญเป็น
**********
เราก็เหมือนกัน

แสวงหาบุญสร้างบารมี
บำเพ็ญทานรักษาศีลเจริญภาวนา

ได้บุญแล้ว ให้ใจจรดอยู่ที่บุญนั้น

เมื่อประสบภัยได้ทุกข์ยากประการใด
ก็นึกถึงบุญนั้น

อย่าไปนึก สิ่งอื่นให้เหลวไหล
อย่าไปนึกถึงผี ผีมันจะเป็นอะไร
ผีสู้มนุษย์ไม่ได้
ผีมันตายไปจากมนุษย์แล้ว
จึงกลายเป็นผี

มนุษย์วิเศษกว่าผีมากนัก
ผีจึงสู้มนุษย์ไม่ได้

จะไปนับถืออะไร กับผี
ผีช่วยอะไรไม่ได้เลย
สู้นึกถึงมนุษย์ไม่ได้

ไปนับถือจ้าว จ้าวก็ช่วยอะไรไม่ได้
เพราะจ้าวตายไปจากมนุษย์แล้ว
จ้าวผีจ้าวสางนั้นสู้มนุษย์ไม่ได้
แพ้มนุษย์ทั้งนั้น

มนุษย์นี้เป็นผู้มีฤทธิ์เดชมากกว่า

หรือนึกถึงต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์
ไปกราบไหว้ต้นไหม้
ต้นไม้จะทำอะไรได้

เราเองมาทำฟืนหุงอาหาร
ผ่าเอามาทำฟืนหุงข้าวอยู่เรื่อยๆ
เอามาทำบานประตูหน้าต่าง
มาทำพื้นบ้าน
แล้วมันจะมาทำอะไรให้เราได้

ต้องนึกถึงบุญ สิ่งอื่นอย่าไปนึก
นึกถึงบุญ แต่เพียงอย่างเดียว

เมื่อต้องภัยได้รับความทุกข์
ยากลำบากอย่างใด
ก็ให้นึกถึงบุญ
เอาใจ ไปจรดอยู่ที่บุญ

ทำมาค้าขายอะไรก็ให้เอาใจ
ไปจรดอยู่ที่บุญนั้น
จะได้ค้าขายคล่อง
ได้กำไรเกินควรเกินค่า

จะไปทำนาทำสวน
ก็เอาใจไปจรดอยู่ที่บุญนั้น
บุญจะให้ผลของ นา
และสวนเกินควรเกินค่า

ไปรับราชการ
ก็เอาใจไปจรดอยู่ที่บุญนั้น
หน้าที่ราชการ
ก็จะรุ่งโรจน์โชตนาการยิ่งขึ้นใหญ่

ถ้าปกครองบ้านเรือน
ก็เอาใจจรดอยู่ที่บุญนั้นเหมือนกัน
บ้านเรือนก็จะรุ่งเรือง
อย่าเอาใจไปจรดอยู่ที่อื่น

นี่เราเรียกว่า “หาบุญได้และใช้บุญเป็น”

ถ้าหากเอาใจไปจรดเสียที่อื่น
จะเป็นต้นไม้ ขี้วัว ขี้ควาย อะไรจิปาถะ
ชื่อว่า “หาบุญได้ แต่ใช้บุญไม่เป็น”

ถ้าจะหาบุญได้ใช้บุญเป็น
ก็ต้องเอาใจไปจรด
อยู่ที่ศูนย์กลางดวงบุญ

พอใจจรดหยุด นิ่งอยู่กลางดวงบุญ
ก็เข้ากลางของใจที่หยุดนั้น
กลางของกลางๆๆ พอถูกส่วนเข้า
ก็เข้าถึง ดวงศีล
หยุดอยู่กลางดวงศีล
ก็เข้ากลางของกลางที่หยุดอีก
กลางของกลางๆๆ ก็เข้าถึงดวงสมาธิ
หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ
พอใจหยุดถูกส่วนเข้า
ก็เข้ากลางของกลางๆๆ
ก็เข้าถึงดวงปัญญา
หยุดนิ่งอยู่กลางดวงปัญญา
พอใจหยุดถูกส่วนเข้า
ก็เข้ากลางของกลางๆๆ อีก
เข้าถึงดวงวิมุตติ
หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ
พอใจหยุดถูกส่วนเข้า
เข้ากลางของกลางๆๆ อีก
ก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
พอใจหยุดถูกส่วนเข้า
ก็เข้ากลางของกลางๆๆ อีก
ก็จะเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด
เมื่อเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด
และปฏิบัติแบบเดียวกันเรื่อยไป
ก็จะเข้าถึงกายทิพย์-กายทิพย์ละเอียด,
กายรูปพรหม-กายรูปพรหมละเอียด,
กายอรูปพรหม-กายอรูปพรหมละเอียด,
กายธรรม-กายธรรมละเอียด,
กายโสดา-กายโสดาละเอียด,
กายสกทาคามา-กายสกทาคามีละเอียด,
กายอนาคามี-กายอนาคามีละเอียด,
กายธรรมอรหัต-กายธรรมอรหัตละเอียด
เป็นลำดับขึ้นไป

เมื่อปฏิบัติได้ดังนี้
เขาจึงจะเรียกว่า “หาบุญได้ ใช้บุญเป็น”

จะเป็นคนมีปัญญาเจริญก้าวหน้า
ยิ่งใหญ่ไพศาล ทีเดียว

ถ้าเป็นหญิงก็จะได้ชื่อว่า บัณฑิตถี
หญิงผู้มีปัญญา

ถ้าเป็นชายก็จะได้ชื่อว่า บัณฑิโต
ชายผู้มีปัญญา

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระองค์ทรงหาบุญได้
และทรงใช้บุญเป็น

พระองค์ทรงสร้างบารมีของพระองค์มา
และทรงใช้บารมีของพระองค์เป็น

เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้
เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
พระองค์ทรงเข้าใกล้ใคร
ก็ทรงให้เป็นเหมือนอย่างพระองค์หมด
ให้ได้มรรคผล ตามพระองค์
ให้เป็นสาวกพระพุทธเจ้าเสีย
ให้เป็นพหูสูตเสีย เสด็จตามพระองค์ไป

เราเมื่อได้ถวายทานแล้ว
ได้รักษาศีล เจริญภาวนาแล้ว
ก็ต้องให้เห็นผลทาน
ให้เห็น ผลศีล
และให้เห็นผลของการเจริญภาวนา
จึงจะได้ชื่อว่า
เราทำบุญ รักษาศีล เจริญภาวนาแล้ว

ใช้บุญ ใช้ศีล และใช้ภาวนาเป็น

อย่าเกียจคร้าน
จงหมั่นพยายามบำเพ็ญทาน
รักษาศีล เจริญภาวนาไว้ให้เสมอ
เพื่อเราจะได้รับความสุข
ทั้งในชาตินี้และในชาติหน้า

บัดนี้ ท่านทั้งหลาย
ได้สมบูรณ์บริบูรณ์แล้ว
ด้วยคุณธรรม 5 ประการ คือ
ทาน ศีล สุตะ จาคะ และ ปัญญา

เพราะ “ทาน” เราได้ถวายแล้ว
แต่เช้าและเพล

“ศีล” เราก็ได้สมาทานแล้ว
ทั้ง 5 ประการ

“สุตะ” บัดนี้ เราก็ได้สดับตรับฟังพระสัทธรรมเทศนาอยู่แล้ว

“จาคะ” เราก็ได้บริจาคแล้ว
สละกิจการงานความกังวลน้อยใหญ่
ทางบ้านเสีย มาบำเพ็ญบุญในวันนี้
นี่ก็ชื่อว่า “จาคะ”

“ปัญญา” เมื่อเราฟังธรรมเทศนาแล้ว
เราก็รู้จักบาปบุญคุณโทษ
ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์
ผิดถูกสูงต่ำ
เราก็รู้นั่น ก็ชื่อว่า ได้ปัญญา

คุณธรรม 5 ประการ
คือ ทาน ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา
มีอยู่ในขันธสันดาน
ของหญิงใดชายใดแล้ว

หญิงชายนั้น
จะปรารถนา
เป็น พระสัพพัญญูพุทธเจ้า ก็ได้
สมความปรารถนา
ในขณะที่คุณธรรม 5 ประการนี้
สมบูรณ์บริบูรณ์แล้วในขันธสันดาน

หรือจะปรารถนา
เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
ก็ย่อมสำเร็จสมความปรารถนา

จะปรารถนาเป็นพระอัครสาวกก็ได้สม
ความปรารถนา

หรือจะปรารถนาเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด
ก็ย่อมได้ทั้งนั้น

ดังนั้น ท่านทั้งหลายจะปรารถนา
เป็นอย่างใด
จะปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า
เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
เป็น พระสาวก
ก็ขอให้ปรารถนาเอาตามใจชอบเถิด

อวสานกาลเทศนานี้
ขอท่านผู้เป็นเมธีมีปัญญาทั้งหลาย
พึงมนสิการกำหนดไว้
ในใจของตนทุกถ้วนหน้าว่า

สภาพที่เป็น “ธรรม”
ย่อมนำสัตว์ไปสู่สุคติ

และสภาพที่เป็น “อธรรม”
ย่อมนำสัตว์ไปสู่ทุคติ

สภาพที่เป็นบุญ
ก็ย่อมนำสัตว์ไปสู่สุคติ

สภาพที่เป็นบาป
ก็ย่อมนำสัตว์ไปสู่ทุคติ

สภาพที่เป็นบุญ เป็นดวงใส
ติดอยู่ในศูนย์กลางดวงธรรม
ที่ทำให้เป็นมนุษย์

สภาพที่เป็นบาป เป็นดวงดำ
ติดอยู่ในศูนย์กลางดวงธรรม
ที่ทำให้เป็นมนุษย์ แบบเดียวกัน

ถ้าดวงบุญใหญ่โตกว่า
ก็นำไปสู่สวรรค์

ถ้าดวงบาปใหญ่โตกว่าก็นำไปสู่นรก

ใครจะแก้ไขอย่างใดอย่างหนึ่ง
ไม่ได้ทั้งนั้น
ย่อมเป็นไปตามคติของตน

เหมือนหญิงชายจะเป็น สามีภรรยากัน
ใครก็แล้วแต่ จะต้องลงใจของกันและกันเอง

ฉะนั้น
การที่สัตว์จะไปสู่ทุคติ
ภพดึงดูดมีอยู่
ทำความชั่ว
ไม่มีความดีเข้าไปจุนเจือเลย
แม้เพียงเท่าปลายผมปลายขน
พอแตกกายทำลายขันธ์
โลกันต์ดึงดูดเอาไป
จะไปอยู่ที่ อื่นใดไม่ได้ทั้งนั้น
อายตนะบาปดึงดูดไปทันที

ถ้าว่าภพหย่อนลงกว่านั้นมา
ก็ไปอยู่ในอเวจี มหาตาปนรก
เหล่านี้เป็นต้น

แต่พอมาเกิดในจำพวกสัตว์เดรัจฉานได้
สัตว์เดรัจฉาน ก็ดึงดูด
เอาไปเกิดในจำพวกสัตว์เดรัจฉาน

แต่ถ้าทำความผิดไม่ถึงขนาดนั้น
ก็ไปเกิด เป็นเปรต อสุรกาย
ตามลำดับไป

ถ้าทำความดีด้วยกาย วาจา ใจ
ไม่มีความชั่วบาปช้าเข้ามาเจือปนเลย
พอแตก กายทำลายขันธ์
อายตนะของมนุษย์
ดึงดูดเข้าสู่ครรภ์สัตว์
ไปติดอยู่ในกำเนิดมนุษย์

ถ้าดี มากขึ้นไปกว่านี้
ก็ไปเกิดในจำพวกเทวดา
เป็นชั้นๆ สูงขึ้น
ชั้นจาตุมหาราช ชั้นดาวดึงส์
ชั้นยามา ชั้นดุสิต
ชั้นนิมมานรดี ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี
สูงขึ้นไป
ตามสภาพของธรรม ดึงดูดกันเองว่า
ตนได้กระทำความดีไว้ขนาดเท่าไร
ควรอยู่ควรเกิดในที่ไหน
เมื่อตรงกับอายตนะไหน
อายตนะนั้นก็ดึงดูดไป
เขามีอายตนะสำหรับเหนี่ยวรั้ง
และดึงดูดกันทั้งนั้น

เราติดอยู่ในมนุษย์นี้ไปไหนได้เมื่อไร
ไปไม่ได้ทั้งนั้น

อยากจะตายก็ตายไม่ได้
บ่นไปเถอะ ก็ไม่ตาย

แต่พอถึงกำหนด
ไม่อยากตายก็ต้องตาย

จะถูกบังคับบัญชาอย่างนี้
ดึงดูดอย่างนี้ เสมอไป

เหตุนี้
เราจึงได้แสวงหาบุญ
บุญจะได้ดึงดูดไปสู่สุคติ
ทุคติจะได้ไม่มีต่อไป

ที่ได้ชี้แจงแสดงมา
ในภัตตานุโมทนากถา เฉลิมเพิ่มเติมศรัทธาของเจ้าภาพ และสาธุชนทั้งหลาย
บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้
ทุกถ้วนหน้า

สพฺพพุทฺธานุภาเวน
ด้วย อานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง

สพฺพธมฺมานุภาเวน
ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมทั้งปวง

สพฺพสงฺฆานุภาเวน
ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ทั้งปวง

ปิฏกตฺยานุภาเวน
ด้วยอำนาจปิฎก ทั้ง 3
คือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก ปรมัตถปิฎก

ชินสาวกานุภาเวน
ด้วยอานุภาพชินสาวก
สาวกของท่านผู้ชนะมาร

จงดลบันดาลความสุขสวัสดิ์
ให้บังเกิดมีเป็นปรากฎในขันธสันดาน
แห่งท่านผู้เป็นเจ้าภาพ
และสาธุชนทั้งหลาย
บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า

อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา สมมติว่ายุติธรรมีกถาโดยอรรถนิยมความเพียง เท่านี้ เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้.
... See MoreSee Less

View on Facebook

ขอประกาศ
อนุโมทนาสาธุการ

วันนี้
30 มีนาคม 2563
เวลา 14.00 น.

บริษัท​น้ำอ้อยไร่ไม่จน​
คณะคุณโยมพร
และลูกหลาน

มีจิตศรัทธาถวายน้ำดื่ม
แด่วัดหลวงพ่อสดฯ

จำนวน 100 โหล

ขอให้เจริญรุ่งเรือง
และสมปรารถนาทุกประการ เทอญ.
... See MoreSee Less

View on Facebook

ประกาศอนุโมทนาผู้ร่วมบริจาคทำบุญ วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
วัน จันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2563
... See MoreSee Less

View on Facebook

ธรรมะจากบูรพาจารย์
พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺสโร)
หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพฯ


ปัญญา ที่จะแสดงต่อไปนี้เป็นตัวสำคัญนัก
แต่ว่าไม่ค่อยจะได้แสดง

ที่วัดปากน้ำนี่ สมภารผู้เทศน์นี้
(พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี)
ได้มาจำพรรษาอยู่วัดปากน้ำนี้ 37 พรรษาแล้ว

แต่ว่า ในทางปัญญา ไม่ค่อยแสดงมากนัก

แสดงในศีล สมาธิ เป็นพื้นไป

ทีนี้ตั้งใจจะแสดงในทางปัญญา

ตามวาระพระบาลีที่ได้ยกขึ้นไว้
ในเบื้องต้นว่า
กถญฺจ ปญฺญา สมฺมทกฺขาตา ภควตา
ปัญญาที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้แล้วโดยชอบ เป็นไฉน?

เหฏฺฐิเมนปิ ปริยาเยน ปญฺญา
สมฺมทกฺขาตา ภควตา
ปัญญาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว
โดยปริยายเบื้องต่ำบ้าง

อุปริเมนปิ ปริยาเยน ปญฺญา
สมฺมทกฺขาตา ภควตา
ปัญญาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว
โดยชอบนั้น โดยปริยายเบื้องสูงบ้าง

จึงได้มีปุจฉาวิสัชนาเป็นลำดับไปว่า
กถญฺจ เหฏฺฐิเมน ปริยาเยน ปญฺญา
สมฺมทกฺขาตา ภควตา
ปัญญาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว
โดยปริยายเบื้องต่ำ เป็นไฉนเล่า?

อิธ อริยสาวโก อริยสาวกในธรรมวินัย
ของพระตถาคตเจ้านี้
ปญฺญวา โหติ ย่อมเป็นผู้มีปัญญา
อุทยตฺถคามินิยา ปญฺญาย สมนฺนาคโต
เป็นผู้มาตามพร้อมแล้วด้วยปัญญา
อันเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความเกิด ความดับ

อริยาย นิพฺเพธิกาย สมฺมา ทุกฺขกฺขยคามินิยา
อันเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความเกิด ความดับ

เอวํ โข เหฏฺฐิเมน ปริยาเยน ปญฺญา
สมฺมทกฺขาตา ภควตา
อย่างนี้แล ปัญญาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว
โดยปริยายเบื้องต่ำ

ปัญญาที่รู้ความเกิดความดับนั่น เป็นตัวสำคัญ

ปัญญาน่ะมีแต่รู้ ไม่ใช่เห็น ปัญญาที่เป็นแต่รู้

แต่เขาว่าเห็นด้วยปัญญา เห็นปัญญาไม่มีดวงตานี่

ถ้ามีดวงตา ค่อยพูดเห็นกัน
นี่ปัญญาจะมีดวงตาอย่างไร ไม่มีดวงตา

แต่ว่า แปลกประหลาดอัศจรรย์เหลือเกิน

เมื่อถึงพระอริยบุคคลแล้ว เป็นธรรมกายแล้ว
ถ้ามารไม่ขวางนะ

ความเห็นของตาไปแค่ไหน

ความรู้ของทางปัญญาก็ไปแค่นั้น

ความจำก็ไปแค่นั้น ความคิดก็ไปแค่นั้น.

ที่มา: กัณฑ์เทศน์
เรื่อง ปัญญาเบื้องต่ำและปัญญาเบื้องสูง
แสดงโดย พระมงคลเทพมุนี
(สด จนฺทสโร-หลวงพ่อวัดปากน้ำ)
... See MoreSee Less

View on Facebook

1 day ago

วัดหลวงพ่อสดฯ

ตอนที่21 คุณธรรมที่ควรระลึกถึง - พระเทพญาณมงคล(หลวงป๋า) ... See MoreSee Less

View on Facebook

Comments

comments