การที่มีผู้ปฏิบัติแบบ ธรรมกาย แล้วได้ผลของสมาธิ เห็นดวงเห็นกาย 18 กาย แล้วไป ฝึกแบบมโนมยิทธิต่อ ส่งใจไปใน ที่ต่างๆ ได้ เมื่อปรารถนาดีกับ ผู้อื่นก็เอาธรรมะไปสอน แบบ เอาวิชชาธรรมกายปนผสมกับ ความรู้ของสายอื่นที่ตนฝึกฝนมา อยากทราบว่าจะมีผลเสีย กับผู้ฝึกและผู้สอนไหมครับ

การที่มีผู้ปฏิบัติแบบ ธรรมกาย แล้วได้ผลของสมาธิ เห็นดวงเห็นกาย 18 กาย แล้วไป ฝึกแบบมโนมยิทธิต่อ ส่งใจไปใน ที่ต่างๆ ได้ เมื่อปรารถนาดีกับ ผู้อื่นก็เอาธรรมะไปสอน แบบ เอาวิชชาธรรมกายปนผสมกับ ความรู้ของสายอื่นที่ตนฝึกฝนมา อยากทราบว่าจะมีผลเสีย กับผู้ฝึกและผู้สอนไหมครับ ?

ตอบ:

มีผลเสีย บอกซะเลยตรงๆ อย่างนี้ ก็คือว่า วิชชาธรรมกายมีแนววิธีปฏิบัติไป อย่างที่พูดนี่ มันไม่ต้องผสม อะไรอีกแล้ว ถ้าไปผสมจะยุ่ง เลย ทำให้ตัวเองไม่ก้าวหน้า และทำให้อาจจะเห็นผิดเพี้ยนได้ ตรงนี้นี่ท่านไม่รู้

ความเห็นที่ถูกต้องน่ะ มันต้องใจหยุดนิ่งสนิท และก็ดับหยาบไปหาละเอียด หรือเรียกว่าทำ “นิโรธ” ดับสมุทัย คือ ละอกุศลจิตของกายในภพ 3 เพื่อกำจัดกิเลสมาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อภิสังขารมารที่ปรุงแต่งในใจ

คนมีฌานน่ะ จะคิดให้เห็นกวางเต็มวัดนี่ก็ยังได้เลย ต้องเข้าใจนะ เพราะฉะนั้น การเห็นนี่ปรุงแต่งได้ จิตกระดิกปรุงแต่ง ก็เห็นได้ตามใจนึกเลย

แต่วิชชาธรรมกายสอนให้ไม่ปรุงแต่ง ด้วยการดับหยาบไปหาละเอียดอยู่ตลอดเวลา เป็นนิโรธ คือดับสมุทัย การรู้เห็นสภาวธรรมและสัจจธรรม จึงแม่นยำ

แต่ถ้าวิธีปฏิบัติเพี้ยนไป ผลคือ การรู้เห็นมันก็เพี้ยน แต่ตัวเองไม่รู้ว่ามันเพี้ยน

มันเหมือนกันอย่างนี้โยม เหมือนว่าเรามีแกงอย่างดีอยู่แล้ว มีคุณค่าของอาหารครบถ้วนดีอยู่แล้ว คือทั้งสมถะวิปัสสนาไปจนถึงนิพพานแล้ว แล้วอยู่ๆ โยมก็ บอกว่า เออ เคยตำส้มตำกินกับข้าว เพราะฉะนั้น ถ้าว่ามารู้วิธีแกงอย่างดี มีอาหารที่มีคุณค่าครบถ้วนแล้ว ถามว่า จะผสมกับส้มตำกิน แล้วก็แจกคนอื่นกินน่ะ ดีไหม อาตมาก็ต้องบอกว่าไม่ดี ยิ่งเป็นส้มตำใส่ปูดองปลาร้าดิบ ที่มันเคยว่าอร่อยน่ะ มันเป็นพิษเป็นภัยได้ เราไม่รู้ตัว

ถ้าเราเป็นพระอรหันต์แล้ว เราจะสอนอย่างไรก็สอนไปเถอะ ถ้ายังไม่เป็นอรหันต์ อย่าเพิ่งมั่นใจการรู้เห็นว่าเป็นอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์

ในข้อที่ว่า ถ้าเรายังไม่แจ่มแจ้งถึงที่สุดในเรื่องนั้น ก็อย่าเพิ่งวางใจนั้น อาตมาเองนี่นะ จะบอกโยม ไม่ว่าจะรู้อะไร เห็นอะไร โดยเฉพาะเรื่องการรู้เห็นน่ะ อาตมาไม่เคยเอามาเล่ากันว่า เป็นอย่างนั้นอย่างนี้แน่ ร้อยเปอร์เซ็นต์นะ ไม่มี เพราะอะไร? เพราะเรายังไม่ใช่พระอรหันต์ ญาณทัสสนะยังไม่บริสุทธิ์พอ เห็นจึงสักแต่เห็น รู้จึงสักแต่รู้ เอามาเพียงเป็นเครื่องพิจารณาสภาวธรรม ให้จำไว้ ให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เท่านั้น ให้เป็นศีล สมาธิ ปัญญา อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ปฐมมรรค มรรคจิต มรรคปัญญา ธรรมโคตรภู โสดา พระสกิทาคา พระอนาคา พระอรหัต ไปถึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เดินทางนี้ไว้ ไม่ลอกแลกวอกแวกโวเว ไม่ไปดูโน่นดูนี่โดยไม่จำเป็น แต่ว่ามันต้องรู้ต้องเห็น ดูนรก สวรรค์ ดูครั้งเดียวก็รู้แล้ว [ไม่ต้อง]ไปดูอะไรบ่อยๆ ก็รู้อยู่แล้ว

เพราะฉะนั้นกิจที่อาตมาทำ คือกิจชำระกิเลส

จริงอยู่ ท่านก็บอกว่า ก็นี่เป็นกิจชำระกิเลสเหมือนกัน ผสมกัน แต่มันเหมือนกับเอาส้มตำมาผสมกับแกง แล้วถ้าแกงนั้นน่ะ ใส่ปูดองด้วย ใส่ปลาร้าดิบด้วย เผลอๆ มันอาจจะเป็นโทษได้

นั่นที่อาตมาพูดไม่ได้หมายความว่า วิธีที่หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ท่านสอนผิด ท่านไม่ได้สอนผิด แต่ลูกศิษย์ยังมือไม่ถึง นี่ตรงนี้คือที่อาตมาพูด อย่าไปหลงตัวเองว่าถึงแล้ว เก่งแล้ว มันไม่เก่งจริงๆ หรอก และถ้ามันผสมกันอย่างนั้นน่ะ มันวุ่นวายในใจเราเองว่า ธาตุธรรมมันปนเป็นกันหมด ทั้งเห็นจริงบ้าง ทั้งถูกหลอกให้เห็น เหมือนจริงแต่ไม่จริงบ้าง มันไม่ได้เรื่องละ เข้าใจไหม?

เพราะฉะนั้น อันนี้ปฏิบัติหรือทำอะไรก็ให้มันดิ่งถึงที่สุด คือ ให้มันเสร็จไปซะอย่างหนึ่ง เพราะ “มโนมยิทธิ” ก็บอกอยู่แล้วว่า “อิทธิฤทธิ์ทางใจ” ไม่ใช่ไม่ดี ดีทีเดียว แต่เป็นเบื้องต้น การรู้เห็นใช่ว่าจะบริสุทธิ์ผ่องใส ถูกต้องเป๊ะร้อยเปอร์เซ็นต์ ใช่หรือไม่ใช่ อาตมาเองไม่กล้ารับรองนะ และใครกล้ารับรองล่ะ? แม้ในวิชชาธรรมกายน่ะ ตัวเองยังไม่กล้ารับรองตัวเองเลย

ทำไม? ไม่ได้กลัวว่ามันไม่ถูกทางน่ะ กลัวว่าตัวเองจะไม่บริสุทธิ์พอ กลัวว่าพูดไปแล้วจะผิดได้

เพราะฉะนั้น วัดนี้จึงไม่ให้ผู้ปฏิบัติถึงธรรมกายพยากรณ์ยังไงล่ะ ไม่ต้องพยากรณ์ ให้เห็นสักแต่เห็น รู้สักแต่รู้ เป็นสักแต่เป็น นี่คือจุดยืนของผู้ ปฏิบัติที่วัดเรา

รู้เห็นแล้วก็ปล่อยก็ละไป เราก็ทำภาวนาของเราต่อไป ชำระกิเลสของเราเรื่อยไป เมื่อทางดีๆ มีอยู่แล้ว ทำไมจะต้องไปปฏิบัติ ไปสอนเขาอีกตั้งหลายทาง ให้มันวุ่นวายอีกล่ะ เรื่องตรงนี้นี่สำคัญ

เคยมีบางท่านครับ อาตมารู้จักด้วย เมื่อเขาได้เรียนรู้วิธีมโนมยิทธิมาก่อน เมื่ออาตมาสอนวิชาธรรมกายเบื้องต้น เขาก็เอาท่านผู้นั้นรับปฏิบัติได้ พอปฏิบัติเสร็จเบื้องต้น คือ ได้เห็นดวงเลย ต่อจากนั้นไปก็ไม่ทำแล้ว จะทำแต่มโนมยิทธิท่าเดียว ก็คลำอยู่ตรงนี้แหละ มันจะต่อไปไหนได้ล่ะ เราบอกเขาก็ไม่เชื่อ เพราะเขาบอกว่าเห็นนี่ และเขาก็เห็นว่า มันเห็นถูก แท้ที่จริงไม่ถูกหมดหรอกครับ ตราบใดยังไม่ใช่พระอรหันต์ อย่าไปนึกมั่นใจตัวเอง ยังเห็นไม่ถูกหมดหรอก แทนที่จะก้าวหน้าถึงนิพพาน ถึงทำวิชชาชั้นสูงได้ ไม่ไป มันติดขัดหมด วิธี สองวิธี สองระดับน่ะมันผสมกันไม่สนิทหรอก

จริงอยู่ ข้อปฏิบัติ คือศีล สมาธิ ปัญญา แต่รายละเอียดมันไม่เหมือนกัน เหมือนอย่างทำอาหาร อาหารเหมือนกัน แต่อันหนึ่งส้มตำ อันหนึ่งแกง มันคนละอย่าง จะเอาอะไรก็เอาให้แน่นอน ให้ได้ดีสักอย่างหนึ่ง นี่ จำไว้นะ อันนี้ให้จำไว้

ท่านผู้นั้นจนกระทั่งบัดนี้นะ ก็ไม่ยอมทำให้ตัวเองก้าวหน้า แล้วตัวเองก็รู้ด้วยว่า “ผมไม่ก้าวหน้า”

มาสารภาพกับอาตมา “ผมก็ยังไม่ก้าวหน้า” เราก็บอกว่า “ไม่ก้าวหน้า แล้วทำไมไม่ทำตามที่บอกล่ะ?” เขาก็ไม่เชื่อเรานี่ เวลาเจริญภาวนาจริงๆ เขาก็เชื่อมั่นตัวเขา มันก็ไปลงปล่องเก่าอีกนั่นแหละ

การช่วยคนอื่น ถ้าจะพูด แบบว่าอาตมามั่นใจนะ แต่ก็อยากจะเพียงให้ฟังไว้เฉยๆ

เรื่องช่วยคนน่ะ ไม่มีวิธีไหนจะสูงเกินไปกว่าวิชชาธรรมกายหรอก บอกไว้ได้เลย วิชาอื่นเขาก็ทำได้ แต่ก็ทำได้ในจุดหนึ่ง ระดับหนึ่ง แต่วิชชาธรรมกายนี่ ทำไปแล้วก็ดับหยาบไปหาละเอียด ชำระธาตุธรรมของตนเองให้บริสุทธิ์ต่อไป ทำวิชชาได้ผลสูงด้วย แล้วก็ดับหยาบไปหาละเอียด ทำ “นิโรธ” กำจัดกิเลสด้วย

ทีนี้ ก็มีคนถามว่า ถ้าเช่นนั้น พวกปฏิบัติธรรมกายก็เป็นอริยเจ้า เป็นพระอรหัตอรหันต์กันหมดแล้วซิ? ก็บอกแล้วว่าอยู่ที่อธิษฐานบารมี ใครอธิษฐานเท่าไรมันได้ตามนั้น แล้วจะไปโทษเขาว่า เขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ได้ เหมือนผู้ที่ถามเรื่องพระธาตุ เมื่อวานนี้ บางท่านอธิษฐานบำเพ็ญบารมีไว้สูง ท่านก็ยังต้องบำเพ็ญบารมีมาก เพราะเมื่อบรรลุโมกขธรรมแล้วมัน หมายถึงทำคุณประโยชน์แก่สัตวโลกได้มาก ก็เหมือนว่าบุญบารมีของท่าน เหมือนภาชนะที่จะรองรับน้ำฝน มันต้องกว้างใหญ่ใช่ไหมล่ะ เพราะฉะนั้นเรื่องพระธาตุที่พูดนี่ ในสายธรรมกายเราจึงไม่ค่อยได้ยินกัน เพราะว่าเห็นว่ามรณภาพทีไร ก็เอาอังคารไปลอยกันหมด ลงทะเลไปหมด ที่พอรู้จักคนสองคนนะ ไปลอยอังคารหมด ไม่เห็นเอามาเก็บไว้ดู ก็เพราะเขาไม่ได้สนใจกัน นี่ข้อหนึ่ง

นี่ยังบ่นๆ พวกเรา ลูกศิษย์ของเรา บางคนระลึกชาติถอยหลังหน่อย เห็นเคยเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นลูกกัน เห็นยึดติดกันนุงนัง ก็เลยดุไปหลายวันแล้ว เห็นไหมล่ะ ไปยึดติดทำไม ต้องปัจจุบันธรรมนี่ ทำให้มันดี ให้มันละ ให้มันวาง นี่แหละคือการปฏิบัติ ถูกวิธี แม้แต่พวกเรากันเองก็ยังไม่เข้าใจซักที บางทีดื้อด้วย ดื๊อ แล้วคนที่ดื้ออาตมาน่ะ ไปๆ ละก็เพี้ยนนะจะบอกให้ บอกให้ หยุดในหยุดกลางของหยุด ให้เข้ากลางของกลาง ดับหยาบไปหาละเอียดไว้เสมอ นี่ บางคนนะไม่ใช่เรื่องเท่านี้ ทำอย่างอื่นไปอีก บางคนก็ไปเอาโน่น พ่อแม่ ปู่ย่า ตา ยาย ที่ตายแล้วก็เอามาซ้อน เอ้าซ้อนๆ เข้ามาแล้ว

ตัวเองธรรมะยังไม่แก่กล้า พอกลั่นธาตุธรรมตนเองให้บริสุทธิ์ผ่องใสไม่ได้ ละลายธาตุธรรมไม่เป็น ทำนิโรธไม่เป็น ก็ติดอยู่ พอติดอยู่ ภาคมารก็แทรกและยึดธาตุธรรมที่สุดละเอียดเลย ภาคมารแทรกแล้วเป็นยังไง? อาตมาจะไม่พูด เป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้นั้น อาตมารู้ อาตมาบอกแล้วไม่เชื่อละก็สวัสดี ไปไม่รอด

เพราะจริงๆ แล้ว ปฏิบัติเพื่อละวางอุปาทานนะ คำว่า “หยุด” นี่เขาให้ปฏิบัติเพื่อให้หยุดทำชั่ว ให้หยุดปรุงแต่ง ไม่ต้องติดอะไร ถ้าหยุดแล้วกลับ ติด จะไปหยุดหาลิงอะไร? เอ้า! ถ้าหากมันยังโง่นัก ก็ยึดให้เหมือนลิงติดแหไปเลย ให้มันติดนุงนังไปเลย จะได้ไปอบายภูมิสะดวกๆ

เพราะฉะนั้น ปฏิบัติธรรม ต้องเข้าใจนะว่าปฏิบัติไปทำไม ปฏิบัติไปเพื่อละวาง ละวางกิเลสในใจเรา ปล่อยความยึดติด อย่าให้มี แต่ให้รู้ทางปฏิบัติตามที่เป็นจริง ว่าอะไรคือทาง เดินตามทางที่ครูอาจารย์สอน ตามธรรมของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ทำไปเถอะ ไม่เสียผล ไม่ผิดทาง

แต่บางคนไม่ยอมเชื่อ บางคนบางที่ประสาทกิน ทุกสำนักนั่นแหละ ถ้าปฏิบัติผิดทางก็อาจประสาทกิน แต่ถ้าทำถูกทางก็ดี แบบวิชชาธรรมกายนะ ทำให้ถูกตามนี้ อย่าเบี้ยว อย่าหลงผิดทางนะ ไม่มีเป็นโรคประสาทหรอกครับ ที่เคยเป็นก็ต้องหาย แต่ที่มันเป็น [โรคประสาท] น่ะก็เพราะว่า ปฏิบัติเพี้ยนผิดทาง ไปยึดไปติดวิธีปฏิบัติผิดๆ เข้า แม้แต่เรื่องการรู้เห็น บางคนบอกเห็นโน่นเห็นนี่ เห็นสารพัด เอ้อ เห็นก็ช่างเห็นเถอะ เอา 18 กายนี่ให้มันตลอดปลอดภัย ให้ถึงธรรมกายแล้ว ก็ให้เป็นธรรมกายดับหยาบไปหาละเอียด ให้บริสุทธิ์ ใส สว่างอยู่เสมอ รับรองไม่มีโทษ ดีอย่างเดียว โรคภัยไข้เจ็บยัง แถมหายด้วย จะเหลืออยู่ก็เล็กน้อยเต็มที

นี่อาตมาบอกอย่างนี้ แต่ถ้าไปทำอย่างอื่น เห็นอย่างอื่น แล้วไปยึดไปเกาะกันแต่เรื่องผิดๆ แล้วก็นั่นละ สวัสดี

ก็ขอบอกแนะนำตักเตือน กันไว้นะ

เพราะฉะนั้น ที่ว่าไปเอาวิธีปฏิบัติหลายอย่างมาแล้วผสมกันน่ะ อาตมาให้ท่านนึกเอาก็แล้วกัน เหมือนว่าแต่ก่อนเคยตำส้มตำ กินกับข้าวเหนียวกับไก่ย่าง แต่บัดนี้รู้วิธีทำแกงอย่างดี มีคุณค่าอาหารครบถ้วนดีอยู่แล้ว แทนที่จะทำให้ก้าวหน้าต่อไป ให้ร่างกายมันสมบูรณ์ปราศจากโรค กลับไปเอามาผสมกันซะนี่

ถ้าเป็นระดับครูอาจารย์ เป็นพระอริยเจ้าล่ะก็ไม่ต้องห่วง ครูอาจารย์ระดับสูงเราไม่ต้องห่วงท่าน ท่านแจ๋วอยู่แล้ว แต่ลูกศิษย์น่ะมันเท่าครูหรือเปล่า?

ถามตัวเองเสียก่อน ใช่ไหมล่ะ เมื่อไม่เท่า อะไรผิดอะไรถูก ตัวเองยังไม่แจ่มแจ้ง ผิดหรือถูก บางทีก็ไม่รู้ แต่ว่าเห็นนะ ไม่ใช่ ไม่เห็น เห็นนะ แต่อาตมาจะบอก ว่าการเห็นนี้นะ ไม่เชื่อ[ก็]ให้ผู้ปฏิบัติถึงธรรมกายนี้แหละ ลองทำดูซิ ให้แม่ชีจันดีนั่นแหละ ลองนึกให้ควายเต็มวัดเลย ลองนึกซิ เดี๋ยวก็เห็นตามใจนึกนั่นแหละ เพราะมันเป็นฌานน่ะ เป็นฌานจิต ก็มีความปรุงแต่งได้ เป็นอภิสังขารมาร ปรุงแต่งได้ มันก็เห็นตามใจนึกได้

เพราะฉะนั้น เขาจึงบอกให้ละวางอุปาทาน ให้เห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน ให้หยุดในหยุดกลางของหยุด และให้ดับหยาบไปหา ละเอียดเพื่อหยุดความปรุงแต่ง จึงจะเข้าถึง และเป็นองค์พระธรรมกายใสบริสุทธิ์มีรัศมีสว่าง

เท่านี้แหละ อาตมารับรองว่าไม่มีเสียหาย มีแต่ดีกับดีอย่างเดียว เข้าใจนะ.

**พระเทพญาณมงคล

Author:

นวกะ48 http://dhammakaya.tv http://dhammakaya.biz

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.