ลป.ทองทิพย์ รัตนโคตร โดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์ (อู๋)

ลป.ทองทิพย์ รัตนโคตร (มรณะ 7 มีค 2544) วัดป่าสีดาพระรามลักษณ์รัตนโคตร ต.สีกา อ.เมือง จ.หนองคาย โดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์ (อู๋) 16 ธ.ค. 2559

ภาพถ่ายของท่านมีแสงวิ่งเป็นรูปกวางทองและมงกุฎติดที่ศีรษะของท่าน เชื่อกันว่าท่านเป็นน้องในอดีตชาติของลป.เทพโลกอุดร ตามแขนของท่านจะมีนาฬิกาใส่ไว้หลายเรือน ตามนิ้วท่านก็มีแหวนใส่อยู่หลายวงซึ่งลักษณะแบบนี้มีท่านเพียงองค์เดียวเท่านั้นที่ทำได้อย่างนี้ เนื่องจากลูกศิษย์ถวายแหวนและนาฬิกาให้ท่านด้วยความศรัทธา โดยบางคนทิ้งไว้กับท่านเมื่อครบเดือนก็มาขอคืนเพื่อนำไปใช้โดยเชื่อว่าท่านได้เสกให้แล้ว แต่บางคนก็ถวายให้ท่านเลยเพื่อเอาบุญ ท่านมักจะนั่งอยู่กับที่ตลอดวันตลอดคืนโดยไม่ลุกไปไหน
เคยมีคนไม่ชอบใจที่เห็นท่านสวมแหวนและนาฬิกา จึงนำเรื่องไปฟ้องหน่วยราชการให้มาสึกท่าน เจ้าหน้าที่ก็มาที่วัดเพื่อตามหาท่าน แต่ปรากฏว่าเมื่อเข้ามาในเขตวัดเจ้าหน้าที่ท่านนั้นเกิดอาการ “ขี้แตก” คืออุจจาระแตกต้องวิ่งเข้าห้องน้ำอย่างกระทันหันทันทีทันใด เข้าห้องน้ำไปนานสองนานพอแแกมาจากห้องน้ำได้ก็รีบเดินทางออกนอกวัดกลับไปทันที แล้วเจ้าหน้าที่ก็ไม่เคยกลับมาที่วัดอีกเลย
ผู้ปฏิบัติธรรมที่มาจากภูเขาควายเกือบทุกคน จะต้องแวะมากราบท่านที่วัดเสมอ เข้าใจว่าครูบาอาจารย์ที่ภูเขาควายคงจะแนะนำให้มากราบท่านกันเพราะท่านอยู่ที่ภูเขาควายมานานถือว่าเป็นศิษย์รุ่นพี่ ที่วัดท่านสมัยนั้นไม่มีโทรศัพท์ใช้ ท่านมาอยู่ที่วัดแห่งนี้นานร่วม 30-40 ปีแล้วโดยไม่ได้ไปไหนเพราะหลวงปู่เทพโลกอุดรเป็นผู้พาท่านมาจากภูเขาควาย แล้วนิมนต์ให้ท่านอยู่ประจำเพื่อรักษาอาณาเขตบริเวณนี้เอาไว้
ท่านรู้เรื่องเหล็กไหลไพรดำเป็นอย่างดี (ภูเขาควายอุดมไปด้วยเหล็กไหลหลายชนิด) จนท่านสามารถสร้างพระ “จันทรคราส” ด้วยเหล็กไหลได้ พระของท่านนับว่ามีอานุภาพสูงมากยากที่พระรุ่นไหนๆ จะมาเทียบได้ ท่านสร้างพระของท่านเองโดยปิดวิธีสร้างไว้เป็นความลับ แม้แต่ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดก็ยังไม่ทราบว่าท่านสร้างพระ “จันทรคราส” ด้วยวิธีใด เพราะท่านทำของท่านเองที่วัด เวลาท่านทำท่านก็นั่งหันหลังไม่ยอมให้ใครเห็น
ในระยะ 4-5 ปีก่อนที่ท่านจะมรณภาพ ท่านได้ให้ความเมตตาแก่พระมหาเสริมชัย ชยมังคโล (หลวงป๋า) เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสด อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี เป็นพิเศษ โดยท่านชมหลวงป๋าว่าในยุคนี้ก็เห็นมีแต่ท่านเสริมชัยนี้แหละที่สร้างบารมีได้มาก หลวงป๋าท่านเคารพหลวงปู่ทองทิพย์มากเพราะท่านเป็นผู้มีญาณหยั่งรู้รวดเร็วและแม่นยำ เมื่อมีโอกาสจึงมักจะแวะขึ้นไปกราบท่านอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งหลวงป๋าท่านตั้งใจจะนำพระเครื่องที่ท่านสร้างจากเหล็กไหลซึ่งเชื่อว่าเป็นพระที่มีอภินิหาริย์มากองค์หนึ่งเป็นพระสีเงินยวงไปถวายหลวงปู่ทองทิพย์ ขณะที่กำลังจะถวายหลวงปู่ทองทิพย์กลับเอ่ยขึ้นมาว่า “แล้วพระเหล็กไหลสีน้ำเงินปีกแมลงทับที่เอามาด้วยจะไม่ถวายหรือ” หลวงป๋าถึงกับอึ้งไปเลย เพราะความจริงหลวงป๋านำพระติดตัวมา 2 องค์จริงๆ คือพระสีเงินยวงและพระสีน้ำเงินปีกแมลงทับ แต่ยังรู้สึกเสียดายพระสีปีกแมลงทับซึ่งสวยงามกว่าจึงได้ซ่อนเอาไว้ในกระเป๋าอังสะ ไม่คิดว่าหลวงปู่ทองทิพย์ท่านจะรู้ หลวงป๋าจึงต้องยอมล้วงพระเหล็กไหลสีปีกแมลงทับออกมาถวายท่านอีกองค์หนึ่ง หลวงป๋าท่านเล่าให้ผม (อู๋) ฟังเอง ท่านเล่าไปก็หัวเราะไปอย่างอารมณ์ดี
หลวงปู่ทองทิพย์ท่านเล่าว่าพระพุทธเจ้าพระองค์แรกของโลกมีชื่อว่า “พระปฐม” ทรงประสูติจากดอกบัว (อุบล) คือมีดอกบัวเป็นแม่ ดังนั้นเวลาจะไหว้พระรัตนตรัยจึงนิยมใช้ดอกบัวตั้งแต่อดีตกาล หลังจากยุคนั้นก็มีพระพุทธเจ้าต่อๆ กันมาอีกหลายพระองค์ รวมแล้วมากกว่าก้อนหินเม็ดทรายเสียอีก พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปที่จะมาตรัสรู้คือพระศรีอาริย์ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าชั้นพิเศษ (มีบารมีมาก) จะมีอายุยืนถึง 80,000 ปี คนในยุคนั้นก็มีอายุ 80,000 ปีเช่นกัน พระพุทธเจ้าที่มีอายุยืนมากกว่านี้ก็มีคือพระวิปัสสีพุทธเจ้า ยุคนั้นผู้คนมีอายุถึง 200,000 ปี
ทุกคนในยุคพระศรีอาริย์จะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันหมด พ่อกับลูก แม่กับลูกจะดูไม่ออกเลยว่าใครเป็นพ่อเป็นลูก คือไม่รู้ว่าใครแก่กว่ากัน และพระศรีอาริย์จะสามารถพาคนเข้าพระนิพพานได้ถึง 3 ส่วน เหลือไว้เพียง 1 ส่วน ส่วนพระสมณโคดมนั้นท่านขนคนไปได้เพียง 1 ส่วน เหลือไว้ถึง 3 ส่วน เพราะบารมีน้อยกว่า และพระกกุสันโธขนคนไปได้ 2 ส่วน เหลือไว้ 2 ส่วน
ท่านเล่าว่าสมัยโบราณอาวุธที่ดีที่สุดเรียกว่า “ดาบศรีคันชัย” ซึ่งเป็นดาบที่สร้างจากเหล็กกายสิทธิ์มีฤทธิ์เดชอานุภาพที่สุด สามารถตัดของได้ทุกสิ่งเรียกได้ว่าเป็นของวิเศษ ดังนั้นจึงมักจะเปรียบเทียบปัญญาของคนที่ฉลาดๆ ว่าเหมือนดาบศรีคันชัย เพราะสามารถใช้ปัญญาตัดกิเลสได้ ยักษ์ในสมัยก่อนนั้นชอบจับคนไปกิน แต่ยักษ์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปเป็นผู้เอาเปรียบ (สูบเลือดสูบเนื้อ) คน ซึ่งก็คือพวกนักวิทยาศาสตร์นั่นเอง
เมื่อผมทราบว่าหลวงปู่ละสังขาร ผม (อู๋) และเพื่อนได้ขึ้นไปกราบร่างของท่านเมื่อวันที่ 10 มีค. 2544 หรือ 4 วันหลังจากท่านสิ้น ปรากฏว่าร่างของท่านไม่เน่า ไม่บวม ไม่มีน้ำเหลืองไหลจากหู-จมูก ทั้งที่ไม่มีการฉีดยารักษาสภาพศพแต่อย่างใด เพราะท่านได้สั่งกำชับไว้ว่าห้ามฉีดยาฟอร์มารีนอย่างเด็ดขาด
หลังจากท่านได้ละสังขารแล้วปรากฏว่าได้เกิดฝนตกทั่วประเทศไทยถึง 7 วัน 7 คืน คือฝนเริ่มตกตั้งแต่วันที่ 8 มีค. 2544 จนถึง 14 มีค. 2544 อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คือตกทั้งกลางวันและกลางคืนไม่หยุดเลย ผม( อู๋) ขอเป็นพยานว่าเป็นเรื่องจริง เพราะตอนที่ผมและเพื่อนขับรถขึ้นไปเพื่อกราบร่างท่านก็ยังต้องขับรถฝ่าสายฝนไปตลอดทาง เหมือนเหล่าเทวดาทำเครื่องหมายให้โลกรู้ว่าผู้มีบารมีใหญ่ได้ละสังขารจากโลกมนุษย์แล้ว เรื่องที่ฝนจะตกแบบนี้หลวงปู่ท่านก็ได้บอกแก่ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดก่อนแล้วว่า “พวกแกคอยดูนะ เมื่อข้าสิ้น ฝนจะตก 7 วัน 7 คืนไม่หยุดเลย”

แชร์เลย

Comments

comments

Share: